ทุกคนได้แต่นิ่งงัน ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตาของตนเอง
บรรยากาศของทั้งสองตระกูลพลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
จากที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงเย้ยหยัน กลับกลายเป็นความเงียบงันที่อึดอัด
ทางฝั่งตระกูลโอวหยาง โอวหยางเฉินเบิกตากว้าง ร่างกายสั่นเทิ้มจนไม่อาจสั่นไปมากกว่านี้ได้อีก
เขาหันไปมองหลี่เทียที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยความหวาดหวั่น
แม้แต่หลี่เทียที่ปกติแล้วจะมีท่าทางเย่อหยิ่ง บัดนี้กลับกำหมัดแน่น
สีหน้าของเขาเคร่งขรึมยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เพราะไม่คิดเลยว่าเด็กหนุ่มผู้ที่ตนเองดูแคลน จะสามารถสร้างสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้
ผิดกับฝั่งของตระกูลตง ตงจางและพวกตงหยูส่งเสียงเฮออกมาอย่างตื่นเต้น
ประหนึ่งว่ากลายเป็นผู้ชนะไปแล้ว รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทุกคน
เพราะชัยชนะในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ศึกประลองระหว่างบุคคลเท่านั้น
แต่มันหมายถึงเกียรติของตระกูลตง ตงหยูถึงกับตะโกนขึ้นมาอย่างลิงโลด
“ฮ่าๆๆ! เป็นไปตามที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด”
“ท่านเทียนจุนทำได้ดีมาก!”
“ตระกูลโอวหยางไม่มีอะไรเหลือแล้ว!”
เจ้าเมืองหนานปิงที่เฝ้ามองอยู่เงียบๆ พลันพยักหน้ารับและเผยรอยยิ้มออกมา
ในฐานะผู้คุมการประลอง เขาได้เห็นทุกอย่างด้วยตาตัวเอง และย่อมรู้ดีว่าใครเป็นผู้ชนะ
ก่อนที่จะลุกขึ้นจากที่นั่งและป่าวประกาศด้วยเสียงที่ก้องกังวาน
“ผู้ชนะในการประลองระหว่างตระกูล ได้แก่... ตระกูลตง—”
ทว่าก่อนที่เสียงของเขาจะกล่าวจบ เสียงของโอวหยางเฉินก็ดังแทรกขึ้นมาในทันที
“ช้าก่อนท่านเจ้าเมือง!”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความร้อนรน แฝงไปด้วยความไม่ยินยอม
ฝั่งตระกูลตงพลันชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่ทุกสายตาจะหันไปมองโอวหยางเฉินที่ยืนตัวสั่น
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยความไม่พอใจ ขณะที่ก้าวออกมากลางเวทีและกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้าขอท้าประลองอีกครั้ง!”
คำพูดนั้นทำให้ผู้คนทั้งหมดต่างอ้าปากค้าง แม้แต่ตงจางเองก็ตะโกนตอบกลับไปอย่างเหลืออด
“ไอ้อ้วนไร้ยางอาย! แกเป็นคนพูดเองว่าการต่อสู้จะมีเพียงแค่ครั้งเดียว!”
“แล้วทำไมจะต้องมีการประลองต่อไปอีก!”
“ตระกูลตงของข้าชนะแล้ว! กิจการทั้งหมดของพวกแกก็ตกเป็นของข้าแล้ว!”
“ใส่หัวเก็บข้าวของออกไปให้พ้นๆเมืองหนานปิงซะเสีย!”
เสียงของตงจางก้องกังวานไปทั่วลานประลอง
ขณะที่หลายคนเริ่มพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย เพราะเป็นที่รู้กันว่าก่อนเริ่มประลอง
โอวหยางเฉินเป็นผู้กล่าวเองว่าการแข่งขันจะมีเพียงหนึ่งรอบ ไม่มีโอกาสให้ต่อสู้ซ้ำ
แต่ตอนนี้ชายไร้ยางอายกลับเปลี่ยนคำพูดของตัวเองเพื่อรักษาสถานะของตระกูล
“อะ.. ไอ้สารเลว!”
เมื่อมองไปยังท่าทีของผู้คนที่เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ โอวหยางเฉินกัดฟันแน่น เหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับ
ตัวของเขารีบหันไปขอความช่วยเหลือจากหลี่เทีย ศิษย์จากนิกายวายุโลหิตที่ยืนเงียบมาตลอด
หลี่เทียเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้
เขาขบฟันแน่น พร้อมดวงตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ปกติแล้วเขาไม่เคยให้ความสนใจกับตระกูลตงเลยด้วยซ้ำ เพราะพวกมันเป็นเพียงแค่ตระกูลรองของเมืองหนานปิง
แต่ครั้งนี้กลับพลิกสถานการณ์จนตระกูลโอวหยางต้องพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์
หากปล่อยให้เรื่องนี้จบลง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นย่อมลุกลามไปถึงนิกายของเขาเช่นกัน
โอวหยางเฉินที่เห็นท่าทางของหลี่เทียก็รีบกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
“นายน้อยหลี่เทีย! ท่านจะไม่ช่วยข้าหรือ!?”
“หากตระกูลโอวหยางต้องพินาศ ศิษย์นิกายวายุโลหิตเช่นท่านหย่าเฟยก็จะเสียชื่อเสียงไปด้วยนะ!”
หลี่เทียจ้องมองนิ่งๆ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด
เพราะไม่คิดเลยว่าเรื่องที่ควรจบลงง่ายๆ จะกลายเป็นเรื่องวุ่นวายถึงเพียงนี้
“เจ้ามันไร้ประโยชน์จริงๆ หย่าเฟย”
“ถ้าข้าไม่เปลี่ยนใจและลงมือตั้งแต่แรก ทุกอย่างก็คงไม่เป็นเช่นนี้!”
เสียงของเขาเย็นชา ก่อนจะก้าวออกมาข้างหน้า สายตาของเขาจับจ้องไปที่เทียนจุนอย่างเย็นเยียบ
“แกคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งจริงๆใช่หรือไม่?”
เทียนจุนที่ยืนอยู่กลางเวทีเพียงแค่เหลือบตามองหลี่เทียอย่างเรียบเฉย
เขาไม่แสดงอาการหวาดหวั่นแม้แต่น้อย กลับกัน รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นายน้อยหลี่เทีย เจ้าต้องการลงมือด้วยตัวเองหรือ?”
“หรือเจ้ากำลังวางแผนให้ผู้อื่นสู้แทนเจ้าอีกครั้ง?”
คำพูดนั้นเสียดแทงเข้าไปในใจของหลี่เทียทันที ดวงตาของเขาหดแคบลงราวกับอสรพิษที่ถูกยั่วยุ
“หึ! ปากดีนัก เช่นนั้นข้าจะจัดการเจ้าเอง!”
เจ้าเมืองหนานปิงที่เฝ้าสังเกตสถานการณ์มาตลอด พลันขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หลี่เทีย การประลองระหว่างตระกูลครั้งนี้เป็นเรื่องระหว่างตระกูลตงและตระกูลโอวหยาง”
“เจ้าจะเข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ได้ เพราะการประลองได้จบลงไปแล้ว!”
ทว่าหลี่เทียกลัยยกยิ้มเย็นชา ก่อนจะกล่าวตอบกลับไปอย่างไม่แยแส
“ท่านเจ้าเมือง ท่านเองก็รู้ว่ากฎของการประลองระบุไว้ว่าตราบใดที่ยังไม่ประกาศผู้ชนะอย่างเป็นทางการ”
“ตระกูลโอวหยางก็ยังมีสิทธิ์ท้าประลองอีกครั้ง!”
“เช่นนั้นหากพวกเขาต้องการให้ข้าสู้แทน ก็นับว่าไม่ผิดกฎใช่หรือไม่?”
คำพูดของเขาทำให้หนานปิงชะงักไปครู่หนึ่ง
ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายใช้ช่องโหว่ของกฎมาเป็นข้ออ้าง แต่มันก็ไม่อาจปฏิเสธได้โดยตรง
ในขณะที่หนานปิงกำลังครุ่นคิด อยู่ดีๆเทียนจุนกลับหัวเราะออกมา ก่อนจะก้าวออกมาข้างหน้า
ดวงตาของเขาสบตากับหลี่เทียโดยตรง รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความท้าทาย
“เช่นนั้นก็เอาสิ หากนายน้อยหลี่เทียต้องการท้าประลอง”
“ข้าก็ยินดีจะรับคำท้าอีกครั้งนึง!”
เมื่อเทียนจุนตอบรับ เสียงฮือฮาก็ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ
ทุกสายตาจับจ้องมายังเวทีการประลอง
【ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับความประหลาดใจจากปุถุชน ได้รับ 1 แต้มอรหันต์】
【ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับความตกตะลึงจากปุถุชน ได้รับ 1 แต้มอรหันต์】
บางคนตื่นเต้น บางคนตะลึงงัน และบางคนเริ่มกระซิบกระซาบกันถึงผลลัพธ์ของศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น
【ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับความโกรธแค้นจากผู้ฝึกตน ได้รับ 20 แต้มอรหันต์】
【ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับความโกรธแค้นจากผู้ฝึกตน ได้รับ 20 แต้มอรหันต์】
หย่าเฟยที่ยังคงบาดเจ็บหนัก กัดฟันแน่นพลางพยายามประคองร่างลุกขึ้นยืน
ร่างกายของนางสั่นสะท้านจากแรงกระแทก เลือดสดๆไหลออกมาจากริมฝีปากของนาง
ทว่าดวงตาของนางกลับเปล่งประกายด้วยความอาฆาตแค้น ก่อนจะจ้องไปที่หลี่เทียและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ฆ่ามันซะ.. ฆ่าเจ้าเทียนจุนผู้นี้ให้ข้าด้วย!”