กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 44 รบตระกูลกู่(2)

            “น นี่...”

            บนท้องฟ้าฝั่งของตระกูลกู่กลายเป็นปั่นป่วนขึ้นในทันการแสดงออกของเย่ฉีนั้นทำให้พวกเขาประหลาดใจอย่างมากแม้แต่ประมุขกู่เองก็ยังไม่คาดคิดว่าเย่ฉีจะเป็นผู้นำทัพบุกเข้าไปในดงผู้ฝึกตนนับแสนของตระกูลกู่เช่นนี้แต่นั่นก็ยังไม่ส่งผลเท่ากับความหวาดกลัวที่เริ่มเกาะกุมหัวใจของเหล่าผู้ฝึกตนตระกูลกู่!

            เพียงคำพูดประโยคเดียวของเย่ฉีกลับทำให้ศิษย์นิกายมังกรนพเก้าทั้งเจ็ดร้อยคนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!กลิ่นอายและเจตนาฆ่าที่พวกเขาแสดงออกมานั้นราวกับผู้ฝึกตนนับแสนที่เบื้องหน้านั้นไม่ได้มีค่าใดๆเลย! มันคือความกระหาย...และความตื่นเต้น! ทั้งเจ็ดร้อยคนกลายเป็นสัตว์ร้ายที่มีดวงตาแดงฉานปะทุกลิ่นอายราวกับเป็นปีศาจที่ผุดขึ้นมาจากนรก!

            พุ่งเข้าไปเพื่อฆ่า…นั่นคือสิ่งที่อยู่ในหัวของพวกเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!และเจตจำนงอันกระหายเลือดนั้นก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นพลังอันยิ่งใหญ่สร้างแรงกดดันที่บั่นทอนจิตใจของผู้ฝึกตนตระกูลกู่ทำให้ภาพที่เห็นนั้นราวกับว่าอีกฝ่ายคือสัตว์ร้ายตัวมหึมากำลังพุ่งเข้ามาเพื่อฉีกกระชากพวกเขา!

            ดวงตาของพวกกู่หยาเองก็เบิกกว้างไปด้วยความตกตะลึงเช่นกัน!ศิษย์ทั้งเจ็ดร้อยคนนั้นทำไมเขาจะไม่รู้จัก ? อันที่จริงก่อนหน้านี้พวกเขาก็คือศิษย์หลักของนิกายที่พวกสามผู้อาวุโสดูแลด้วยตนเอง!แต่ผ่านไปเพียงไม่นานพวกเขากลับเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้ ? มองไปยังคมดาบที่ฟาดฟันศัตรูอย่างไม่ยำเกรงและใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดของศัตรูก็ยิ่งทำให้หัวใจผู้คนต้องสั่นสะท้าน!

            “นิกายเรามีคนที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?เพียงไม่กี่เดือนประมุขน้อยกลับฝึกฝนปีศาจได้มากขนาดนี้เชียวหรือ?”

            ในขณะเดียวกันกลุ่มศิษย์ทั้งหนึ่งหมื่นคนที่ด้านหลังก็ทำได้เพียงมองเซ่อไปยังฉากตรงหน้าพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าศิษย์ที่ติดตามประมุขน้อยไปในวันนั้นจะกลายเป็นยอดเยี่ยมขนาดนี้...ในนี้ยังมีบางคนที่เคยเป็นสหายกับพวกเขาด้วยซ้ำ!และไม่กี่อึดใจต่อมาภาพความบ้าคลั่งที่ราวกับปีศาจกระหายเลือดก็ทำให้ศิษย์ที่เหลือของนิกายไม่อาจนิ่งเฉยได้อีก

            การรบเบื้องหน้านี้ส่งผลอย่างมากต่อจิตใจของพวกเขา...ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามขอเพียงเป็นฝ่ายเดียวกับคนพวกนี้ก็มากพอที่จะได้รับผลกระทบจนทำให้เลือดในกายต้องเดือดพล่าน!

            “บัดซบ! พวกเขาก็คือศิษย์ของนิกายเหมือนกัน!ข้าจะยืนอยู่เช่นนี้ได้อย่างไร! เพื่อเกียรติของนิกายแม้ข้าจะไม่ได้แข็งแกร่งเช่นพวกเขาแต่ข้าก็จะติดตามท่านประมุขเข้าเข่นข้าศัตรูเพื่อสร้างชื่อในครั้งนี้!”

            “แม้จะต้องตายวันนี้ข้าก็จะลากพวกมันไปให้ได้มากที่สุด!”

            “เพื่อนิกายเพื่อท่านประมุข...ฆ่า!”

            “ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!”

            จากหนึ่งเป็นสองจากสองเป็นสาม...เพียงไม่นานกลิ่นอายฆ่าฟันของศิษย์หนึ่งหมื่นคนที่เบื้องหลังก็เริ่มปะทุออกมาสงครามที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นแล้ว!

            สงครามและการฆ่าฟันเบื้องล่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วแต่สงครามนี้กลับกลายเป็นภาพที่น่าประหลาดใจอย่างมากจนทำให้ฝ่ายผู้อาวุโสตระกูลกู่ใบหน้าหมองคล้ำลงโดยเฉพาะประมุขกู่ที่หน้าตาบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด

            “บัดซบ! พวกมันกำลังทำอะไร ? คนเพียงหยิบมือเช่นนั้นกลับไม่สามารถจัดการได้?”

            “เรียนท่านประมุขดูเหมือนว่าพวกนิกายมังกรนพเก้าจะใช้ค่ายกลบางอย่างทำให้พวกเราไม่สามารถปิดล้อมได้!”

            เสียงของสมาชิกหลักตระกูลกู่คนหนึ่งดังขึ้นมาหากมองเพียงผิวเผินอาจจะเห็นว่าสงครามด้านล่างนั้นเหล่าสมาชิกตระกูลกู่นั้นไม่จริงจังกับการรบครั้งนี้และปล่อยให้ศิษย์ของนิกายทำตามใจตัวเองแต่ทว่าความจริงนั้นสถานการณ์ของตระกูลกู่เลวร้ายเป็นอย่างมาก!โดยไม่สามารถหาต้นตอได้รูปแบบการรบจึงออกมาเป็นเช่นนี้ซึ่งส่งผลให้เกิดเป็นสถานการณ์หนึ่งต้านพัน!

            ด้วยแรงกดทับอันมหาศาลที่ไม่รู้ที่มากลับทำให้พื้นที่ของสนามรบกลายเป็นกำแพงกดทับที่มองไม่เห็น!จากสถานการณ์ในตอนนี้กำแพงเหล่านั้นมีลักษณะเหมือนกรวยปากกว้างและมีนิกายมังกรนพเก้าอยู่ที่ปลายกรวย!ด้วยพื้นที่จำกัดเช่นนี้แน่นอนว่าเรื่องจำนวนที่เหนือกว่านั้นไม่ได้มีประโยชน์ใดๆเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่ว่าอย่างไรสมาชิกตระกูลกู่ก็ไม่สามารถฝ่าแรงกดทับออกไปเพื่อปิดล้อมโจมตีทั้งแปดทิศได้!พวกเขาทำได้เพียงเบียดเสียดเข้าปะทะกับนิกายโดยที่อย่างมากก็เป็นการต่อสู้สองต่อหนึ่งเท่านั้น!

            “กูเผ่ย กู่หมิง ลงไปจัดการซะ!อย่าทำให้ตระกูลกู่ต้องขายหน้ามากไปกว่านี้!”

            “ขอรับ!”

            ประมุขกู่ไม่สามารถทนไหวอีกต่อไปยิ่งเมื่อเห็นว่าเย่ฉีใช้กำลังฉีกกระชากคนของตระกูลกู่ไปอย่างรวดเร็วและยังมีเหล่าคนที่เหมือนสัตว์ร้ายพวกนั้นด้วยเพียงเวลาผ่านไปไม่นานตระกูลกู่ก็สูญเสียไปแล้วถึงเจ็ดพันคน!ในขณะที่ฝ่ายนิกายมีศิษย์ใหม่ตายไปไม่ถึงร้อยคนด้วยซ้ำ!

            ทว่าก่อนที่ผู้อาวุโสทั้งสองคนจะลงไปด้านล่างแรงกดทับที่มองไม่เห็นก็พุ่งออกมาจากชายหนุ่มชุดฟ้ากลายเป็นกำแพงแรงกดดันที่กั้นขวางระหว่างท้องฟ้าและผืนดินเอาไว้!และรวมไปถึงสถานการณ์เลวร้ายของตระกูลกู่ที่สนามรบเบื้องล่างทั้งหมดเป็นฝีมือของหลี่หลิงเทียน!แน่นอนว่าด้วยพันธะสัญญาเขาอาจจะไม่สามารถลงมือได้ในเวลานี้จนกว่าเขตแดนจะเปิดออกแต่สำหรับการปล่อยแรงกดดันออกไปนั้นไม่มีปัญหา!เขาไม่ได้ทำร้ายใครก็เพียงแค่สร้างแรงกดดันขึ้นมาและคงสภาพมันไว้จนไม่มีผู้ใดสามารถผ่านไปได้ก็เท่านั้น...ส่วนใครจะรนหาที่ตายบุกฝ่าออกไปก็ไม่เกี่ยวกับเขาแล้ว!

            “ข้าขอเตือนว่าอย่าดื้อรั้นจะดีกว่า...”

            เสียงของหลี่หลิงเทียนดังออกมาทำให้กลายเป็นเป้าสายตาของผู้คนบนฟ้าทันทีนอกจากประมุขกู่แล้วไม่มีใครรู้จักชายหนุ่มคนนี้และก่อนที่เหล่าผู้อาวุโสจะทำอะไรประมุขกู่ก็ได้แต่กัดฟันและพุ่งเข้าปะทะกับเสี่ยวเฮยทันที!แม้ว่าสถานการณ์ตอนนี้จะดูแย่แต่ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นว่าบรรพบุรุษจะเตรียมการเสร็จเมื่อไหร่ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการลากให้ชายหนุ่มชุดฟ้าเข้ามาเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ด้วยเพราะหากเป็นเช่นนี้ตระกูลกู่จะหมดหนทางตอบโต้ในทันที!

            “พวกเจ้าสิบคนไปจัดการพวกมันสามคนนั้นส่วนที่เหล่าตามข้ามาจัดการกับเขา จำไว้ว่าอย่าประมาทให้ทุ่มสุดฝีมือ!”

            ประมุขกู่กล่าวสั่งการออกมาและชี้ไปยังพวกกู่หยาและเสี่ยวเฮยสำหรับความแข็งแกร่งของคนเหล่านี้เขาย่อมรู้ดีและจะไม่ปล่อยให้เกิดความผิดพลาดเพราะประมาทเด็ดขาด!

            ในสนามรบด้านล่างเย่ฉีชำเลืองมองไปยังด้านบนก่อนจะยิ้มออกมาสงครามบนท้องฟ้าก็เริ่มขึ้นแล้วเช่นกันแต่ไม่นานเขาก็ต้องถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นจำนวนของศิษย์นิกายที่ตกตายไปครั้งนี้นับว่าเขาประมาทไปจริงๆ เย่ฉีดูถูกความตกต่ำของนิกายมังกรนพเก้ามากเกินไปเขาไม่คิดว่าศิษย์ของนิกายจะ...อ่อนแอเช่นนี้!

            จริงๆแล้วเยฉีก็ไม่ได้สนใจผลแพ้ชนะของสงครามมากนักเพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงของการบุกมายังหมู่เกาะไป๋กู่ครั้งนี้ก็เพื่อฝึกฝนศิษย์ของนิกายวีรบุรุษย่อมเกิดขึ้นจากกองซากศพ!พวกเขาจะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไรหากร่างกายไม่เคยอาบย้อมไปด้วยโลหิตของศัตรู?

            แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือชีวิตของพวกเขา!เย่ฉีไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียมากเกินไป!สำหรับศิษย์ที่ถูกคัดเลือกมาใหม่นั้นบางทีสนามรบครั้งนี้อาจจะเกินกำลังของพวกเขามากเกินไป

            “จัดรูปแบบกระบวนทับผู้ที่บาดเจ็บให้กลับไปอยู่ด้านหลัง ศิษย์ใหม่ทั้งหมดให้แบ่งออกเป็นเจ็ดร้อยกลุ่มติดตามศิษย์หลักและคอยสนับสนุนเมื่อพวกเขาหมดแรง!”

            การต่อสู้เริ่มดุเดือดขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นเหล่าสหายถูกฆ่าตายไปเป็นจำนวนมากก็ทำให้ความรู้ถึงของสมาชิกตระกูลกู่ทั้งโกรธแค้นหวาดกลัว และบางส่วนก็กลายเป็นบ้าคลั่ง! โลหิตสีแดงฉานอาบย้อมไปทั่วผืนทรายส่งกลิ่นคาวเลือดกระจายออกไปทั้งเกาะน้ำทะเลรอบเกาะหลักเองก็กลายเป็นสีแดงไปในทันทีไม่รู้มีคนมากมายเท่าไหร่ที่ต้องจบชีวิตลงในวันนี้

            ข้ามผ่านซากศพนับพันกองกำลังทั้งสองฝ่ายลุยขึ้นหน้าเพื่อฆ่าล้างเหล่าศัตรูใช้ซากศพของสหายเป็นทางเดินข้ามผ่านไปเบื้องหน้าจนทำให้ทั้งสนามรบมีแต่เศษชิ้นเนื้อที่แหลกละเอียดภาพนี้เมื่อเห็นแล้วนอกจากคนที่ใจจิตอ่อนไหวเท่านั้นที่เกิดความหวาดกลัวขึ้นและถอยออกไป

            แต่ส่วนมากแล้วไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตระกูลกู่หรือฝ่ายนิกายล้วนเกิดเป็นความบ้าคลั่งมากกว่าเดิม!ในจำนวนซากศพเหล่านั้นมีทั้งพี่น้องและสหายรักการที่ต้องเหยียบย่ำลงไปเช่นนี้ล้วนทำให้หัวใจของพวกเขาถูกบีบรัดไปด้วยความเจ็บปวด!สิ่งเดียวที่จะทำได้เพื่อกู้คืนศักดิ์ศรีของผู้ที่ตายไปก็คือพุ่งเข้าไปสังหารศัตรูเพื่อเส้นสังเวยเท่านั้น!

            ผ่านไปครึ่งชั่วยามด้านบนท้องฟ้าการต่อสู้ก็เริ่มดุเดือดขึ้นแน่นอนว่าเดิมทีฝ่ายนิกายควรจะเสียเปรียบยิ่งสำหรับสามผู้อาวุโสยิ่งหนักหนาสาหัสแต่เพราะอาวุธเทพที่เย่ฉีนำกลับมานั้นทรงอานุภาพเป็นอย่างมากจึงทำให้พวกเขายืนหยัดอยู่ได้!ส่วนสนามรบด้านล่างนั้น...ตอนนี้กลายเป็นภาพของสัตว์ร้ายที่เข้าห้ำหั่นกันไปแล้ว!

            เย่ฉีมองดูสถานการณ์ก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเมื่อฝ่ายตระกูลกู่เริ่มบ้าคลั่งและด้วยจำนวนที่เยอะกว่าถึงสิบเท่าแม้นิกายจะใช้รูปแบบหนึ่งต้านพันแต่กำลังของคนนั้นก็มีจำกัด!เมื่อเวลาผ่านไปการสูญเสียก็เริ่มมีมากขึ้น!เพื่อสร้างรากฐานของนิกายให้มั่นคงเหล่าศิษย์ที่เข้าร่วมสงครามครั้งนี้คือสิ่งที่สำคัญดังนั้นเขาจะปล่อยให้สูญเสียมากกว่านี้ไม่ได้!

            ดวงตาของเย่ฉีที่สงบนิ่งตั้งแต่เริ่มสงครามจนมาถึงบัดนี้ก็ค่อยๆเปลี่ยนไปกลายเป็นสีแดงฉาน ในมือของเขาตอนนี้ถือเอาไว้ด้วยดาบเล่มหนึ่งที่ดูโบราณคลื่นแสงหมุนวนรอบตัวดาบห่อหุ้มเป็นพลังปราณสายหนึ่งที่มองเห็นเป็นสีฟ้าครามก็เริ่มปรากฏขึ้นก่อนที่เย่ฉีจะฟาดมันออกไปเกิดเป็นรังสีพลังปราณเหมือนกับตอนที่หลี่หลินหงฟันดาบออกมา...คมเขี้ยวมังกรคราม!ท่าดาบที่เย่ฉีไม่จำเป็นต้องฝึกเพราะมันฝังแน่อยู่ในจิตวิญญาณของเขา!

            ตูม!

            การโจมตีนี้ส่งผลให้กองกำลังทั้งสองฝ่ายแยกออกจากกันและฝ่ายของตระกูลกู่ยังมีอีกหลายสิบคนที่กลายเป็นชิ้นเนื้อจากการโจมตีนี้!

            “หลิงเทียนกันศิษย์ของนิกายออกไปด้านหลัง!ต่อจากนี้ข้าจะจัดการด้วยตัวเอง!”

            เพื่อตอบรับคำพูดของเย่ฉี หลี่หลิงเทียนโบกมือครั้งหนึ่งเกิดเป็นสายลมกรรโชกหอบเอาร่างของศิษย์นิกายที่ยังมีชีวิตอยู่ถอยออกไปด้านหลังก่อนที่พวกเขาจะถูกกั้นขวางออกจากสนามรบอย่างสิ้นเชิงโดยกำแพงแรงกดดันและในสนามรบเวลานี้ต่อหน้าผู้ฝึกตนที่บ้าคลั่งกว่าเจ็ดหมื่นคนก็เหลือเพียงเย่ฉีคนเดียวเท่านั้นที่ยืนหยัดอยู่ราวกับภูผาที่ไม่มีวันสั่นคลอน!

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน