เพล้ง!
เสียงกระเื้ัคาแตกกระจายดังกึกก้องเหนือศีรษะ เศษกระเบื้องดินเผาและฝุ่นผงร่วงกราวลงมาราวกับห่าฝน ปลุกให้บรรยากาศอันเย็นเยียบภายในห้องเก็บศพที่ว่าการอำเภอผิงอันพลันะเิความตึงเครียดขึ้นในชั่วพริบตา
เงาร่างสายหนึ่งในชุดรัดกุมสีดำทมิฬทิ้งตัวดิ่งลงมาจากช่องโหว่บนเพดานอย่างแ่เบาดุจนกเหยี่ยวล่าเหยื่อ ปลายเท้าแตะพื้นหินโดยไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ทว่ากลิ่นอายสังหารอันเข้มข้นกลับแผ่ซ่านออกมารอบกายจนทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลง ใบหน้าของมันถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีดำสนิท เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่เรียวรีที่ฉายแววอำมหิตเืเย็น บนอกเสื้อปักลวดลายดอกบัวสีแดงสดอันเป็เอกลักษณ์เฉพาะของ 'นิกายบัวโลหิต' องค์กรฝ่ายมารที่ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้าต่างหวาดผวา
ในมือของนักฆ่าชุดดำกระชับกระบี่สั้นอาบยาพิษสีเขียวคล้ำ สายตาของมันกวาดมองผ่านโต๊ะหินชันสูตรที่ร่างของหลินเจิ้งนอนเหยียดยาวอยู่ ก่อนจะตวัดสายตาเหี้ยมเกรียมมายังสวี่อันและต้าหนิว
"พวกเ้าสวะที่ว่าการอำเภอ... ช่างสอดรู้สอดเห็นไม่เข้าเื่!" น้ำเสียงของนักฆ่าแหบพร่าและเ็าประดุจน้ำแข็ง "ศพนี้ต้องถูกทำลายทิ้ง และพวกเ้าทุกคนก็ต้องตายอยู่ที่นี่เพื่อปิดปาก!"
สิ้นเสียงคำราม นักฆ่าชุดดำก็พุ่งทะยานร่างเข้ามาราวกับภูตพราย ประกายกระบี่สั้นกรีดฝ่าความมืดมุ่งตรงไปยังลำคอของร่างไร้ิญญาบนโต๊ะหิน หมายจะตัดศีรษะทำลายหลักฐานก่อนเป็อันดับแรก
สวี่อันผู้ข้ามภพมาจากยุคปัจจุบันย่อมรู้ดีว่าตนเองเป็เพียงสัปเหร่อไร้พลังยุทธ์ ความรักตัวกลัวตายทำให้สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำงานไวยิ่งกว่าความคิด เขามิได้โง่งมกระโจนเข้าไปขวางคมกระบี่ แต่กลับก้าวถอยหลังพรวดเดียวไปหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ดั่งกำแพงหินของต้าหนิวทันที!
"ท่านรองหัวหน้าต้าหนิว! คนร้ายบุกมาทำลายศพหลินเจิ้งแล้วขอรับ!" สวี่อันะโกรอกหูมือปราบร่างั์ด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก ทว่าแฝงการยุยงอย่างแเี "หากศพถูกทำลาย ความดีความชอบเื่การไขคดีฆาตกรรมอำพรางของท่านจะมลายหายไปในพริบตา! ตำแหน่งหัวหน้ามือปราบกำลังจะหลุดลอยไปแล้วนะขอรับ! รีบคว้าท่อนฟืนข้างประตูนั่นแล้วฟาดสกัดมันไว้เร็วเข้า!"
ต้าหนิวที่กำลังยืนตัวสั่นงันงก แข้งขาอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น เมื่อได้ยินคำว่าตำแหน่งหัวหน้ามือปราบและถูกสวี่อันผลักดันจากด้านหลัง ความโลภและสัญชาตญาณดิบก็เข้าครอบงำความกลัวไปชั่วขณะ
"อ๊ากกกก! อย่ามาแตะต้องความดีความชอบของข้านะโว้ย!"
ต้าหนิวแผดเสียงร้องลั่นเพื่อเรียกความกล้า มือหนาหยาบกร้านคว้าท่อนฟืนไม้เนื้อแข็งขนาดั์ที่วางพิงอยู่ข้างผนังขึ้นมา ก่อนจะเหวี่ยงฟาดออกไปสุดแรงเกิดราวกับพายุหมุน เสียงลมหวีดหวิวจากพละกำลังมหาศาลของชายร่างั์ฟังดูน่าสะพรึงกลัวไม่น้อย
ทว่า... ศัตรูเบื้องหน้าคือนักฆ่าเดนตายแห่งนิกายบัวโลหิต!
นักฆ่าชุดดำเพียงแค่นเสียงเหยียดหยาม ร่างกายของมันบิดโค้งวูบเดียวด้วยวิชาตัวเบาอันคล่องแคล่ว ท่อนฟืนั์จึงฟาดผ่านอากาศธาตุไปอย่างเฉียดฉิว แรงเหวี่ยงที่ไร้ทิศทางทำให้ต้าหนิวเสียหลักเซถลาจนแทบจะหน้าทิ่มพื้น ศีรษะอันใหญ่โตเปิดโล่งไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง
"รนหาที่ตาย!" นักฆ่าสบถ ลำตัวดีดผงาดขึ้นพร้อมกับตวัดกระบี่สั้นอาบยาพิษแทงตรงเข้าใส่ขั้วหัวใจของต้าหนิวด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
"แย่แล้ว!" ต้าหนิวเบิกตากว้าง กลิ่นอายความตายจ่อประชิดปลายจมูกจนเขาแทบจะฉี่ราด
วูบ!
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเอง ร่มกระดาษน้ำมันสีแดงที่วางพิงอยู่อย่างเงียบสงบตรงมุมมืดของห้องเก็บศพ ก็พลันหมุนคว้างขึ้นมาเองอย่างบ้าคลั่ง!
หมอกควันสีชาดเข้มข้นดั่งโลหิตสดๆ ะเิพวยพุ่งออกมาจากตัวร่ม พร้อมกับไอหยินอันหนาวเหน็บเสียดแทงจิติญญาที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง น้ำค้างแข็งเกาะพราวบนโต๊ะหินชันสูตรและขอบหน้าต่างในชั่วพริบตา เสียงหัวเราะเย็นเยียบชวนขนหัวลุกของสตรีดังก้องกังวานสะท้อนไปมา
"ชายโฉดชั่วช้า... กล้าบังอาจมารบกวนความสงบในเรือนพักของข้าเชียวรึ!"
เงาร่างในชุดคลุมสีแดงเพลิงสะบัดพลิ้วปรากฏกายขึ้นกลางอากาศ ผิวพรรณของนางขาวซีดดุจหิมะ ทว่าริมฝีปากกลับแดงสดดั่งแต้มชาด ดวงตาคู่เรียวงามทอประกายเย็นเยียบไร้ก้นบึ้ง นางคือ 'ไป๋ลู่' ผีสาวชุดแดงผู้สถิตอยู่ในร่มกระดาษน้ำมันสีแดงนั่นเอง!
ไป๋ลู่ไม่แม้แต่จะมองต้าหนิวที่ทรุดลงไปนั่งก้นกระแทกพื้น นางสะบัดชายแขนเสื้อยาวสีเืออกไปเบาๆ ทว่ากระแสไอหยินที่แฝงอยู่กลับหนักหน่วงดุจคลื่นั์ซัดถล่ม!
ตูม!
แรงปะทะอันมหาศาลกระแทกเข้าใส่ร่างของนักฆ่าชุดดำอย่างจัง คมกระบี่สั้นหักสะบั้นออกเป็สองท่อน ร่างของนักฆ่าลอยละลิ่วกระเด็นไปกระแทกกับผนังหินอย่างรุนแรงจนเกิดรอยร้าว กระอักเืสีคล้ำออกมาเต็มปาก
ไม่ทันที่นักฆ่าจะได้ตั้งหลัก แขนเสื้อสีชาดของไป๋ลู่ก็ยืดขยายออกไปรัดตรึงลำคอของมันลอยขึ้นเหนือพื้น เล็บมือสีดำยาวของนางค่อยๆ จ่อเข้าที่ลูกตาดำของศัตรู ไอิญญาอันเยือกแข็งบีบเค้นจนกระดูกคอของนักฆ่าลั่นเกรียบกราว
"บอกข้ามา... นิกายบัวโลหิตส่งเ้ามาทำสิ่งใดที่นี่ และใครเป็คนบงการ!" ไป๋ลู่เค้นถามด้วยน้ำเสียงเ็าประดุจมัจจุราช
นักฆ่าชุดดำมีสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป ดวงตาที่โผล่พ้นผ้าคลุมจ้องมองผีสาวชุดแดงด้วยความเคียดแค้น มันแสยะยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวออกมาก่อนจะเอ่ยคำพูดสุดท้าย
"เพื่อ... นายท่าน... นิกายบัวโลหิต... จะครอง... ใต้หล้า!"
กร๊อบ!
เสียงฟันกระทบกันดังขึ้นเบาๆ สวี่อันที่สังเกตการณ์อยู่ด้านหลังส่งเสียงร้องเตือนในทันที "ระวัง! มันซ่อนยาพิษไว้ในซอกฟัน!"
ทว่าสายไปเสียแล้ว ร่างของนักฆ่ากระตุกเกร็งอย่างรุนแรง เืสีดำคล้ำปนฟองฟอดทะลักออกมาจากปากและจมูก เพียงชั่วลมหายใจเดียว ชีพจรก็ดับสนิท ร่างกายอ่อนยวบลงหมดลมหายใจไปในกำมือของไป๋ลู่
"ชิ... ชิงฆ่าตัวตายหนีความผิดไปเสียได้"
ไป๋ลู่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอด้วยความขัดใจ นางคลายแขนเสื้อออกปล่อยให้ร่างของนักฆ่าร่วงลงมากองกับพื้นดั่งขยะเปียก จากนั้นสายตาอันคมกริบของผีสาวก็ตวัดหันมามองสวี่อัน รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามชวนสะพรึง
"เ้าหนุ่มสัปเหร่อ... รอดพ้นไปได้อีกหนึ่งครา แต่จำไว้ให้ดี หากคืนพรุ่งนี้ข้ายังไม่ได้กลิ่นธูปหอมวิเศษตามที่เ้าสัญญาไว้ หัวของเ้ากับไอ้อ้วนข้างๆ นั่น คงได้มาวางเรียงกันแทนศพพวกนี้แน่!"
สิ้นเสียงข่มขู่ ร่างสีแดงเพลิงก็สลายกลายเป็หมอกควันสีชาด แล้วม้วนตัวกลับเข้าไปซ่อนเร้นอยู่ภายในร่มกระดาษน้ำมันสีแดงที่วางนิ่งสงบอยู่ตรงมุมห้องตามเดิม ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและไอหนาวที่ยังคงอบอวล
"แม่จ๋าช่วยลูกด้วย... ผะ... ผีหลอกกลางวันแสกๆ!" ต้าหนิวที่เพิ่งได้สติ ละล่ำละลักคลานสี่ขาเข้ามากอดขาสวี่อันไว้แน่น ตัวสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ แววตาของรองหัวหน้ามือปราบร่างั์เต็มไปด้วยความหวาดผวาจนสติแทบหลุดลอย
ในห้วงจิตของสวี่อัน เตาหลอมิญญาสัปเหร่อดูดซับไอสีเทาอันเกิดจากความกลัวของต้าหนิวเข้าไปอีกระลอกหนึ่งอย่างเพลิดเพลิน ทว่านี่ยังเป็เพียงหยดน้ำเล็กๆ ในมหาสมุทร
"เอาละๆ ท่านรองหัวหน้าต้าหนิว ลุกขึ้นเถอะขอรับ คนตายไปแล้ว ผีก็กลับเข้าที่ไปแล้ว มีอันใดต้องกลัวกันอีก" สวี่อันดึงขาออกพลางถอนหายใจ ก่อนจะเดินเข้าไปหาร่างของนักฆ่าชุดดำที่นอนจมกองเือยู่
ด้วยสัญชาตญาณแห่งวิชานิติเวชศาสตร์ สวี่อันสวมปลอกมือผ้าแล้วเริ่มลงมือตรวจค้นร่างของนักฆ่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาลูบคลำตามรอยพับของเสื้อผ้า ซอกแขน และชายเสื้อ จนกระทั่งปลายนิ้วััได้ถึงความหนาผิดปกติบริเวณอกเสื้อด้านใน
สวี่อันใช้มีดกรีดตะเข็บเสื้อออก เผยให้เห็นสิ่งของสองชิ้นที่ซุกซ่อนอยู่อย่างมิดชิด
ชิ้นแรกคือแผ่นผ้าไหมสีแดงคล้ำดั่งโลหิตแห้งกรัง ผืนผ้ามีขนาดเท่าฝ่ามือ บนนั้นเขียนอักขระยันต์โบราณสีดำสนิทที่แผ่กลิ่นอายไอหยินอันชั่วร้ายออกมาจางๆ นี่คือ 'ผ้ายันต์โลหิต' ของนิกายบัวโลหิต
ส่วนชิ้นที่สองคือแผ่นหนังแกะสีเหลืองเก่าคร่ำคร่า เมื่อคลี่ออกดูก็พบว่าเป็ภาพวาดลายเส้นหมึกดำ แสดงรายละเอียดเส้นทาง โพรงลับ และห้องเก็บศิลาบางส่วนของ 'สุสานบรรพชนตระกูลหลิน' บนแผนที่มีรอยหมึกสีแดงวงกลมเน้นย้ำไว้ตรงบริเวณโถงใต้ดินใจกลางสุสานอย่างเด่นชัด
"แผนผังสุสานตระกูลหลิน..." สวี่อันหรี่ตาลง แววตาฉายประกายลึกล้ำ "นิกายบัวโลหิตไม่ได้้าแค่ปิดปากพยานเื่การตายของหลินเจิ้งเท่านั้น แต่เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในสุสานบรรพชนตระกูลหลินต่างหาก!"
ต้าหนิวที่ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน ชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความสงสัย "สุสานบรรพชนตระกูลหลินงั้นรึ นั่นมันสุสานประจำตระกูลคหบดีใหญ่เชียวนะ มีแต่ฮวงซุ้ยกับกระดูกคนตาย พวกมารชั่วช้าจะอยากได้สิ่งใดในนั้นกัน"
"เื่นั้นพวกเราคงต้องไปหาคำตอบกันต่อไป" สวี่อันพับแผนผังและผ้ายันต์โลหิตเก็บเข้าอกเสื้อตนเองอย่างรวดเร็ว
ทว่าในจังหวะนั้นเอง อาการเต้นตุบๆ ที่หลังมือขวาของสวี่อันก็ส่งสัญญาณเตือนขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อก้มลงมองก็พบว่าจุดแสงสีเทาหม่นหมองยังคงกะพริบเตือนถึงขีดจำกัดของอายุขัย แม้จะได้พลังชีวิตเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่หากนับดูแล้ว เขาก็ยังมีเวลาเหลืออีกไม่กี่วันเท่านั้นก่อนที่ชีวิตจะดับสูญ
'ต้องต่ออายุขัยระยะยาวให้ได้โดยเร็วที่สุด!' สวี่อันครุ่นคิดในใจอย่างเร่งด่วน 'การรอให้ิญญามามอบแสงสีทองเป็เื่ที่ไม่แน่นอนและควบคุมไม่ได้ แต่แสงสีเทาที่เกิดจากความกลัวของผู้คน... นี่สิคือสิ่งที่ข้าสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยน้ำมือตัวเอง!'
คิดได้ดังนั้น สวี่อันก็หันขวับไปมองต้าหนิว แววตาของสัปเหร่อหนุ่มเป็ประกายเ้าเล่ห์ประดุจจิ้งจอกเฒ่า
"ท่านรองหัวหน้าต้าหนิว... คดีนี้เกี่ยวพันกับนิกายบัวโลหิตและตระกูลหลิน หากพวกเราจะสืบสาวราวเื่ต่อไป จำเป็ต้องออกไปหาข่าวสารความเคลื่อนไหวในเมืองเสียก่อน และสถานที่ที่รวบรวมข่าวสารได้รวดเร็วที่สุดในเวลานี้ ก็คือโรงน้ำชาเมืองผิงอัน!"
ต้าหนิวที่กำลังขวัญผวากับห้องเก็บศพ เมื่อได้ยินว่าจะได้ออกไปในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านก็รีบพยักหน้าเห็นพ้องทันควัน "ดีๆๆ! ข้าไม่อยากสูดกลิ่นศพในห้องนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว รีบไปกันเถอะ!"
ไม่นานนัก ทั้งสองก็เดินทางมาถึง 'โรงน้ำชาเมืองผิงอัน' อันเป็โรงน้ำชาขนาดใหญ่สามชั้นที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองผิงอัน บรรยากาศภายในร้านคึกคักและเนืองแน่นไปด้วยผู้คนนับร้อยชีวิต ทั้งพ่อค้าวาณิช ชาวบ้าน นักเดินทาง ตลอดจนผู้ฝึกยุทธ์พเนจร เสียงพูดคุยจอแจและเสียงเคาะถ้วยชาดังกึกก้องไปทั่วสารทิศ
สวี่อันกวาดสายตามองฝูงชนด้วยความพึงพอใจ ในสายตาของคนอื่น นี่คือลูกค้าที่มาดื่มน้ำชาคลายเหงา แต่ในสายตาของสวี่อัน นี่คือ 'คลังแสงสีเทา' ขนาดมหึมาที่รอให้เขาเข้าไปกอบโกย!
สวี่อันแอบหยอดเงินให้แก่เสี่ยวเอ้อร์และผู้ดูแลเวทีเล็กน้อย พร้อมทั้งอาศัยบารมีชุดเครื่องแบบมือปราบของต้าหนิว ขอขึ้นไปยืนบนเวทียกพื้นตรงกลางโรงน้ำชาที่เดิมทีมีไว้สำหรับนักเล่านิทานพื้นบ้าน
เมื่อเห็นสัปเหร่อหนุ่มในชุดทำงานแปลกตาก้าวขึ้นไปยืนบนเวที ความเงียบก็เริ่มแผ่กระจายออกไปช้าๆ ผู้คนในโรงน้ำชาต่างพากันหยุดคุยและหันมาจับจ้องด้วยความประหลาดใจ
กริ๊ก...
สวี่อันหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบหนึ่งคำ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะไม้จนเกิดเสียงกระทบอันกังวาน สายตาของเขากวาดมองไปรอบห้อง ปรับเปลี่ยนสีหน้าและแววตาให้ดูลึกลับดำมืดในทันที
"ทุกท่านในที่นี้..." สวี่อันเริ่มต้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล ทว่ากลับกังวานและสะกดอารมณ์ได้อย่างประหลาด "พวกท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า ในยามราตรีที่ลมหนาวพัดหวีดหวิว และแสงจันทร์ถูกเมฆทมิฬบดบัง... สิ่งที่แขวนอยู่ใต้ขื่อเรือน แท้จริงแล้วเป็คนผูกคอตายด้วยตนเอง หรือมี 'บางสิ่ง' ที่มองไม่เห็น กำลังใช้เชือกมรณะรัดคอพวกเขาจากด้านหลังกันแน่"
เพียงแค่ประโยคเปิดเื่ ความเงียบสงัดก็เข้าครอบงำโรงน้ำชาเมืองผิงอันในทันใด
สวี่อันดึงเอาศาสตร์แห่งจิตวิทยาและประสบการณ์ชันสูตรศพคดีฆาตกรรมสุดสยองจากชาติก่อนมาผสานเข้ากับศิลปะการเล่านิทาน เขาไม่ได้เล่าเื่ผีไร้แก่นสาร แต่เขาบรรยายถึงกลไกแห่งความตาย รอยฟกช้ำแนวนอนรอบลำคอที่บดขยี้ลูกกระเดือก ััของลมหายใจอันเย็นเยียบของฆาตกรลึกลับที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังในความมืด และปีศาจกระหายเืที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดของเมืองผิงอัน คอยดักลากิญญาของผู้คนที่เดินทางสัญจรลำพังไปสังเวยในสุสานโบราณ
น้ำเสียงของสวี่อันมีจังหวะจะโคน เดี๋ยวแ่เบาดุจเสียงกระซิบข้างหู เดี๋ยวเฉียบขาดรุนแรงดั่งอัสนีบาตฟาดฟัน สีหน้าท่าทางของเขาชักนำให้จินตนาการของผู้ฟังดิ่งลึกสู่ห้วงแห่งความหวาดสะพรึง
บรรดาผู้คนในโรงน้ำชาต่างพากันนั่งตัวเกร็ง ขนลุกชูชันไปทั้งร่าง บางคนถึงกับหน้าซีดเผือด มือที่ถือถ้วยชาสั่นระริกจนน้ำชาหกกระเซ็น สายตาของแต่ละคนเริ่มหวาดระแวง เหลียวมองเงามืดรอบตัวและด้านหลังตนเองด้วยความกลัวจับจิต แม้แต่ต้าหนิวที่นั่งฟังอยู่ข้างเวทียังถึงกับกอดเสาไม้แน่น เหงื่อแตกพลั่กไหลอาบแก้ม
และในมิติที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น...
ละอองแสงสีเทาหม่นหมองนับร้อยนับพันสาย อันเป็ตัวแทนแห่งความกลัวสุดขั้วหัวใจที่ถูกรีดเค้นออกมาจากผู้ฟังหลายร้อยคนในโรงน้ำชา ได้เริ่มลอยล่องออกจากร่างของพวกเขา มุ่งตรงเข้ามาหลอมรวมกันเป็สายธารหมอกควันสีเทาอันหนาทึบ พุ่งทะลักเข้าสู่หน้าอกของสวี่อันอย่างบ้าคลั่ง!
วูบ! วูบ! วูบ!
ภายในห้วงจิตของสวี่อัน เตาหลอมิญญาสัปเหร่อที่เคยเงียบสงบพลันสว่างวาบขึ้นด้วยเปลวเพลิงิญญาสีเทาเงินอันทรงพลัง! ละอองแสงสีเทาจำนวนมหาศาลถูกดูดกลืนเข้าสู่ใจกลางเตาหลอม ก่อเกิดเสียงหมุนวนและกระบวนการหลอมกลั่นโอสถแห่งชีวิตอย่างรวดเร็ว
'ดูดซับพลังความกลัวขั้นสมบูรณ์... เตาหลอมิญญาสัปเหร่อเริ่มกระบวนการแปรสภาพเป็ปราณชีวิต!'
'พลังงานกลั่นตัวสำเร็จ... เพิ่มพูนอายุขัยให้แก่ร่างสถิต ขยายเวลาการมีชีวิตรอดออกไปเป็หนึ่งเดือน!'
เสียงสะท้อนอันศักดิ์สิทธิ์ดังกึกก้องในจิติญญา พร้อมกับกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งที่แล่นพล่านไปทั่วทั้งเส้นชีพจร สวี่อันก้มลงมองหลังมือขวาของตนเองใต้แขนเสื้อ จุดแสงสีเทาที่เคยหม่นหมองและจวนเจียนจะดับมอด บัดนี้กลับเปล่งประกายสว่างไสว มั่นคงและแข็งแกร่ง บ่งบอกว่าเขาสามารถเอาชนะเส้นตายแห่งความตายระยะสั้นได้สำเร็จแล้ว
สวี่อันยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างพึงพอใจ แววตาของเขาทอประกายแห่งความมั่นใจและทะเยอทะยานมากยิ่งขึ้น
ชีวิตของเขา... บัดนี้ยืนยาวขึ้นเป็หนึ่งเดือนแล้ว!
หลังจากกอบโกยพลังความกลัวจนอิ่มหนำสำราญ สวี่อันก็ก้าวลงจากเวทีท่ามกลางสายตาหวาดผวาของผู้คนในโรงน้ำชาเมืองผิงอันที่ยังคงนั่งตัวเกร็งไม่กล้าขยับเขยื้อน ต้าหนิวที่ขาสั่นพั่บๆ รีบพยุงร่างอันใหญ่โตลุกขึ้นตามมาติดๆ ปากก็พร่ำบ่นละล่ำละลักว่าเื่เล่าของสวี่อันช่างน่าสะพรึงกลัวเกินมนุษย์มนา แต่สวี่อันเพียงแค่หัวเราะในลำคอเบาๆ ไม่ได้ใส่ใจคำตัดพ้อของเ้าหมีร่างั์แม้แต่น้อย
"ไปกันต่อเถอะท่านรองหัวหน้าต้าหนิว" สวี่อันเอ่ยเตือนสติพลางเดินนำออกจากโรงน้ำชา "เป้าหมายต่อไปของพวกเราคือจวนตระกูลหลิน"
ต้าหนิวกะพริบตาปริบๆ ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ "จวนตระกูลหลินรึ? พวกเราเพิ่งจะรอดตายจากนักฆ่านิกายบัวโลหิตมาหยกๆ ไฉนถึงต้องรีบแจ้นไปที่จวนตระกูลใหญ่โตนั่นด้วยเล่า ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่เขาจัดการกันเองมิได้หรือไร"
"หากท่านอยากได้ตำแหน่งหัวหน้ามือปราบมา ท่านก็ต้องกล้าก้าวเข้าไปในดงเสือ" สวี่อันหันมาสบตากับต้าหนิว แววตาคมกริบดั่งใบมีด "หลินเจิ้งตายอย่างมีเงื่อนงำ และนักฆ่าก็พกแผนผังสุสานบรรพชนตระกูลหลินติดตัว คนเฝ้าสุสานคนหนึ่งจะมีสิ่งใดให้พวกมารกระหายใคร่รู้ได้ถึงเพียงนี้ หากมิใช่เพราะเขากุมความลับบางอย่างของตระกูลหลินเอาไว้? หากพวกเราไม่ชิงลงมือค้นหาเบาะแสก่อน มีหวังคนร้ายตัวจริงในเงามืดได้ทำลายหลักฐานจนสิ้นซากแน่!"
เมื่อได้ยินคำว่าตำแหน่งหัวหน้ามือปราบ ดวงตาของต้าหนิวก็ลุกวาวขึ้นมาอีกคำรบ ความโลภเข้าแทนที่ความกลัวในชั่วพริบตา เขายืดอกหนาขึ้นตบพุงดังฉาด "ได้! ไปก็ไปสิ! มีข้าต้าหนิวอยู่ทั้งคน จะตระกูลหลินหรือตระกูลไหนก็อย่าหวังจะมาข่มขู่พวกเราได้!"
ทั้งสองมุ่งหน้าตรงไปยังทิศตะวันออกของเมืองผิงอัน อันเป็ที่ตั้งของ 'จวนตระกูลหลิน' คฤหาสน์โบราณขนาดใหญ่โตโอ่อ่าที่แผ่ขยายอาณาเขตกว้างขวาง กำแพงอิฐสีเทาสูงตระหง่านล้อมรอบคฤหาสน์ บ่งบอกถึงอำนาจบารมีและความมั่งคั่งของตระกูลคหบดีเก่าแก่ที่มีอิทธิพลหยั่งรากลึกในแถบนี้มาหลายชั่วอายุคน
ทว่าเมื่อสวี่อันและต้าหนิวก้าวมาถึงหน้าประตูใหญ่ของจวน บรรยากาศที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ทั้งคู่ต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
แม้จะมีโคมไฟกระดาษสีขาวและผ้าดิบสีขาวหม่นแขวนประดับไว้ตามธรรมเนียมการไว้ทุกข์ แต่กลับไร้ซึ่งความโศกเศร้าอาลัย บรรดาบ่าวไพร่และคนงานนับสิบชีวิตกำลังวิ่งวุ่นขนย้ายข้าวของ หีบศพจำลอง และเครื่องเซ่นไหว้อย่างลนลาน ประตูใหญ่เปิดกว้าง มีเกวียนบรรทุกสิ่งของเตรียมพร้อมจะเคลื่อนขบวนออกจากจวน ทั้งที่ตามประเพณีโบราณของตระกูลใหญ่ การเสียชีวิตของคนในตระกูล ไม่ว่าจะระดับใด ย่อมต้องตั้งศพบำเพ็ญกุศลและสวดส่งิญญาอย่างน้อยสามถึงเจ็ดวันเพื่อแสดงความเคารพต่อบรรพชน
แต่นี่... หลินเจิ้งเพิ่งจะสิ้นใจไปไม่ถึงหนึ่งวันเต็ม คนตระกูลหลินกลับเตรียมการจะเคลื่อนย้ายสิ่งของและเร่งรีบจัดพิธีศพให้เสร็จสิ้นภายในบ่ายวันนี้ราวกับกำลังหนีภัยพิบัติ!
"แปลกประหลาดเกินไปแล้ว..." สวี่อันพึมพำ สายตาสอดส่องสังเกตความผิดปกติทุกจุดอย่างละเอียด "พิธีศพเร่งด่วนผิดธรรมเนียมเช่นนี้ ราวกับ้ารีบกลบฝังทุกสิ่งทุกอย่างให้พ้นหูพ้นตาผู้คนโดยเร็วที่สุด"
"นั่นน่ะสิ ข้ายังไม่ทันได้กินข้าวต้มงานศพสักชาม พวกมันก็จะรีบฝังเสียแล้วรึ" ต้าหนิวพึมพำเสริมตามประสาคนเห็นแก่กิน
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวข้ามธรณีประตู เสียงตวาดอันเกรี้ยวกราดและแหบห้าวก็ดังก้องขึ้นจากเบื้องหน้า
"หยุดเดี๋ยวนี้! ใครอนุญาตให้พวกเ้าบุกรุกเข้ามาในจวนตระกูลหลินยามนี้!"
ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงในชุดผ้าไหมแพรพรรณสีขาวหม่นก้าวออกมาจากห้องโถงใหญ่ ใบหน้าของเขาซูบตอบ ผิวพรรณซีดเหลือง ทว่าดวงตากลับลึกโหลและฉายแววตื่นตระหนกหวาดระแวงอย่างเด่นชัด ใต้ตามีรอยคล้ำหนาเตอะราวกับไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาหลายค่ำคืน คนผู้นี้คือ 'นายท่านหลิน' ผู้นำตระกูลหลินคนปัจจุบัน
ด้านหลังของนายท่านหลินมีชายฉกรรจ์ร่างกำยำในชุดผู้คุ้มกันประจำตระกูลสี่คนเดินตามประกบติด มือของพวกมันกุมด้ามดาบข้างเอวไว้แน่น แผ่รังสีคุกคามออกมาอย่างไม่ปิดบัง
ต้าหนิวที่สวมเครื่องแบบมือปราบยืดอกข่มขวัญทันที "นายท่านหลิน! พวกเราเป็เ้าหน้าที่จากที่ว่าการอำเภอผิงอัน ได้รับคำสั่งให้มาตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตายของหลินเจิ้ง เหตุใดท่านจึงต้องแสดงท่าทีก้าวร้าวถึงเพียงนี้!"
นายท่านหลินหรี่ตาลง มองเครื่องแบบของต้าหนิวสลับกับชุดสัปเหร่อของสวี่อัน แววตาของเขาไหววูบด้วยความขุ่นเคืองปนตื่นตระหนก ก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออย่างเ็า
"ที่ว่าการอำเภองั้นรึ? หลินเจิ้งเป็เพียงบ่าวรับใช้เฝ้าสุสานบรรพชนที่ผูกคอตายหนีความผิดเื่เงินทองในสุสาน ทางตระกูลหลินของข้าก็ไม่ได้ติดใจเอาความอันใด และได้ส่งคนไปรับศพเพื่อเตรียมนำไปฝังตามพิธีกรรมแล้ว พวกเ้ายังจะมารังควานอันใดที่จวนของข้าอีก! ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกเ้า ไสหัวออกไปให้พ้นก่อนที่ข้าจะสั่งให้คนโบยพวกเ้าออกไป!"
คำพูดที่ตัดรอนและขับไล่อย่างไร้เยื่อใย ยิ่งทำให้นายท่านหลินดูมีพิรุธหนักขึ้นไปอีกในสายตาของสวี่อัน
สวี่อันมิได้มีท่าทีสะทกสะท้านหรือโกรธเคือง เขาก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากกลับแฝงความหมายลึกซึ้ง
"นายท่านหลินโปรดระงับโทสะ" สวี่อันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "พวกเรามิได้มีเจตนาจะมารบกวนงานศพของตระกูลหลิน ทว่าเมื่อครู่นี้ที่ห้องเก็บศพที่ว่าการอำเภอผิงอัน เพิ่งจะเกิดเหตุะเืขวัญขึ้น มีมือสังหารชุดดำจาก 'นิกายบัวโลหิต' บุกเข้ามาหมายจะทำลายศพของหลินเจิ้งและสังหารปิดปากเ้าหน้าที่!"
คำว่า 'นิกายบัวโลหิต' หลุดออกจากปากของสวี่อันดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล!
นายท่านหลินสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าซีดเผือดลงจนแทบไร้สีเื ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างรุนแรง นิ้วมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสั่นระริกจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน แม้กระทั่งเหล่าผู้คุ้มกันด้านหลังต่างก็พากันมองหน้ากันเลิกลั่ก
"จะ... เ้าพูดจาเลื่อนเปื้อนอันใดกัน!" นายท่านหลินละล่ำละลัก พยายามเค้นเสียงแข็งกลบเกลื่อนความตระหนก "นิกายบัวโลหิตอันใด ข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน! หลินเจิ้งเป็แค่คนเฝ้าสุสาน จะไปพัวพันกับพวกนอกรีตชั่วช้าเช่นนั้นได้อย่างไร!"
สวี่อันลอบสังเกตปฏิกิริยานั้นด้วยสายตาคมกริบ ในห้วงจิตััได้ถึงไอสีเทาแห่งความกลัวที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของนายท่านหลินอย่างบ้าคลั่ง สัปเหร่อหนุ่มแสยะยิ้มในใจ ตาเฒ่าผู้นี้รู้เื่นิกายบัวโลหิตอย่างแน่นอน และอาจจะรู้ลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครคาดคิดเสียด้วยซ้ำ!
สวี่อันไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย เขารีบใช้วาทศิลป์รุกไล่ต่อทันที
"นายท่านหลิน คนร้ายถูกสังหารคาที่ และพวกเราตรวจค้นพบผ้ายันต์โลหิตพร้อมแผนผังสุสานบรรพชนตระกูลหลินในตัวมัน บัดนี้ท่านนายอำเภอให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็อย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยให้พวกมารนอกรีตเข้ามาเพ่นพ่านในเมืองผิงอัน ชื่อเสียงและความปลอดภัยของตระกูลหลินเองก็คงไม่อาจรับประกันได้ หากท่านนายท่านให้ความร่วมมือ พาพวกเราไปตรวจดูที่พักหรือห้องหนังสือของหลินเจิ้งเพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยง พวกเราอาจจะช่วยคลี่คลายคดีและปกป้องตระกูลหลินให้พ้นจากเงามืดของนิกายบัวโลหิตได้ แต่หากท่านยังคงขับไล่ไสส่งและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่... ข้าเกรงว่าท่านรองหัวหน้าต้าหนิวคงต้องนำกำลังมือปราบทั้งที่ว่าการมาปิดล้อมจวนเพื่อตรวจค้นอย่างเป็ทางการ ถึงเวลานั้น ชาวบ้านทั้งเมืองคงได้ซุบซิบนินทาว่าตระกูลหลินมีส่วนรู้เห็นกับพวกลัทธิมารเป็แน่!"
ต้าหนิวได้ยินดังนั้นก็รีบเออออห่อหมก ขยับดาบข้างเอวดังกริ๊ก แกล้งทำหน้าเหี้ยมข่มขู่ "ถูกต้อง! นายท่านหลินจะเลือกทางไหนก็ว่ามา! จะให้พวกเราตรวจดูเงียบๆ หรือจะให้ข้าไปเกณฑ์คนมาพังประตูจวน!"
นายท่านหลินกัดฟันแน่นจนกรามแทบแตก สีหน้าสลับไปมาระหว่างความโกรธแค้นและความหวาดผวา เขารู้ดีว่าหากเื่นี้ลุกลามใหญ่โตจนถึงขั้นที่ว่าการอำเภอส่งกำลังมาปิดล้อม ความลับที่เขาพยายามปกปิดไว้จะต้องแตกอย่างแน่นอน
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ นายท่านหลินก็สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสะกดอารมณ์แล้วเอ่ยลอดไรฟัน
"ก็ได้... แต่ตรวจดูได้เพียงแค่ห้องหนังสือของเขาเท่านั้น และเมื่อตรวจเสร็จแล้ว พวกเ้าต้องไสหัวออกไปจากจวนของข้าทันที!"
นายท่านหลินหันไปสั่งบ่าวรับใช้ชราคนหนึ่งให้นำทางสวี่อันและต้าหนิวไปยังเรือนพักด้านหลัง ส่วนตัวเขาเองกลับยืนนิ่งมองตามหลังทั้งสองคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและเคียดแค้น
เรือนพักด้านหลังของจวนตระกูลหลินค่อนข้างเงียบสงบและตัดขาดจากความวุ่นวายของเรือนใหญ่ บ่าวรับใช้ชราพาทั้งคู่มาหยุดอยู่หน้าเรือนไม้ชั้นเดียวหลังหนึ่ง ป้ายไม้เหนือประตูสลักตัวอักษรไว้ว่า 'ห้องหนังสือหลินเจิ้ง'
แม้หลินเจิ้งจะมีตำแหน่งเป็เพียงผู้ดูแลสุสานบรรพชน แต่เนื่องจากเขาเป็คนตระกูลหลินสายรองที่มีความรู้ด้านอักษรศาสตร์และดาราศาสตร์ จึงได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดูแลคัมภีร์ จดบันทึกลำดับเครือญาติ และแผนผังสุสานของบรรพชนมาเนิ่นนาน ห้องหนังสือแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนสถานที่ทำงานหลักของเขายามที่ไม่ได้ขึ้นไปประจำการบนเนินเขาหลังเมือง
แอ๊ด...
บ่าวชราผลักบานประตูไม้เปิดออก ฝุ่นผงและกลิ่นกระดาษสาเก่าคละคลุ้งลอยออกมาแตะจมูก สวี่อันและต้าหนิวก้าวเข้ามาภายในห้อง สภาพภายในห้องหนังสือค่อนข้างเรียบง่าย มีชั้นวางตำราโบราณเรียงรายอยู่สองข้างฝา ตรงกลางห้องมีโต๊ะทำงานไม้ชิงชันขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ทว่าสิ่งที่สะดุดตาสวี่อันในทันทีคือสภาพความระเกะระกะบนโต๊ะและพื้นห้อง!
ตำราและม้วนกระดาษถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย ลิ้นชักโต๊ะถูกดึงเปิดอ้าทิ้งไว้ บางจุดมีรอยงัดแงะอย่างเร่งรีบ
"มีคนบุกมารื้อค้นที่นี่ก่อนหน้าพวกเรา!" ต้าหนิวร้องอุทาน ชี้มือไปยังลิ้นชักที่พังเสียหาย
สวี่อันมิได้ตื่นตระหนก เขาสวมปลอกมือผ้าแล้วเริ่มใช้วิชานิติเวชศาสตร์และการสังเกตการณ์เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างใจเย็น เขาก้าวตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้ชิงชัน ค่อยๆ ก้มลงสำรวจใต้โต๊ะทำงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ด้วยสายตาอันเฉียบคม สวี่อันสังเกตเห็นว่าแผ่นไม้ปูพื้นใต้โต๊ะมีรอยแยกเล็กๆ ที่ดูผิดธรรมชาติ เมื่อเขาลองใช้นิ้วเคาะเบาๆ เสียงที่สะท้อนกลับมาเป็เสียงโปร่ง บ่งบอกว่าด้านล่างมีช่องว่างซ่อนอยู่!
สวี่อันใช้มีดสั้นเล่มเล็กค่อยๆ แงะแผ่นไม้นั้นขึ้นมา เผยให้เห็น 'กล่องลับใต้โต๊ะ' ที่ทำจากไม้สักเคลือบยางรักสีดำสนิท
ทว่า... ฝากล่องลับนั้นถูกเปิดอ้าทิ้งไว้ และมีรอยขูดขีดของกุญแจที่ถูกสะเดาะอย่างชำนาญ ภายในกล่องมีเพียงความว่างเปล่า หลงเหลือเพียงรอยประทับบนผ้านวมกำมะหยี่สีแดงที่ก้นกล่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเดิมทีเคยมีสิ่งของสองชิ้นวางอยู่ตรงนี้
ชิ้นหนึ่งเป็สมุดเล่มหนาขนาดฝ่ามือ และอีกชิ้นหนึ่งเป็วัตถุทรงกลมที่มีเหลี่ยมมุมคล้ายดวงดารา
สวี่อันหรี่ตาลง มองดูเศษขุยกระดาษที่ขาดติดอยู่ตรงขอบกล่อง บนเศษกระดาษมีลวดลายแผนที่ดวงดาวและวงโคจรของกลุ่มดาวนายพรานวาดไว้อย่างประณีต
"สิ่งของในกล่องลับถูกขโมยไป..." สวี่อันพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความตึงเครียด "จากร่องรอยที่หลงเหลือ สิ่งที่หายไปน่าจะเป็ 'สมุดบันทึกดาราศาสตร์' ของหลินเจิ้ง และอีกสิ่งหนึ่งที่มีรูปทรงเฉพาะเจาะจง... 'ตราศิลารูปดาว'!"
"ตราศิลารูปดาวรึ?!" ต้าหนิวโพล่งถามด้วยความสงสัย "มันคือสิ่งใดกันน้องชาย สำคัญมากเลยหรือ"
"มันคือตราสัญลักษณ์หรือกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงกับสุสานบรรพชนตระกูลหลินอย่างไรเล่า" สวี่อันตอบพลางยันกายลุกขึ้น "ก่อนที่ิญญาของหลินเจิ้งจะสลายไป เขาได้เตือนข้าเื่ตราดาราเปิดสุสาน และตราศิลารูปดาวที่หายไปจากกล่องลับนี้ ย่อมต้องเป็สิ่งเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย นิกายบัวโลหิต้ามันเพื่อเปิดผนึกสุสาน!"
ทว่าสิ่งที่ทำให้สวี่อันต้องหยุดชะงักและเพ่งมองอย่างจริงจัง กลับมิใช่เพียงแค่กล่องลับที่ว่างเปล่า
สายตาของเขาตวัดขึ้นมามองบนพื้นผิวโต๊ะไม้ชิงชัน ตรงมุมโต๊ะด้านขวาที่อยู่ใกล้กับที่วางแท่นหมึก มีคราบขี้ผึ้งสีแดงชาดหยดติดแน่นอยู่บนเนื้อไม้หลายหยด
หากเป็คนทั่วไปคงมองผ่านไปว่าเป็เพียงน้ำตาเทียนที่หยดเลอะเทอะจากการจุดไฟทำงานยามค่ำคืน แต่สำหรับสวี่อันผู้มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนิติเวชศาสตร์ เขาสังเกตเห็นความผิดปกติในทันที!
หยดขี้ผึ้งสีแดงเ่าั้มิได้หยดลงมาอย่างไร้ทิศทาง หากแต่มีขนาดเท่ากันอย่างจงใจ และตำแหน่งของหยดขี้ผึ้งทั้งเจ็ดจุด ถูกจัดวางเรียงร้อยต่อกันเป็รูปทรงเลขาคณิตที่แปลกประหลาด เมื่อมองจากมุมบน มันคือแผนผังจำลองของ 'กลุ่มดาวนายพราน' ผสมผสานกับค่ายกลแปดทิศโบราณอย่างน่าอัศจรรย์!
ยิ่งไปกว่านั้น ขี้ผึ้งสีแดงชาดนี้มีกลิ่นหอมเอียนของกำยานเืสัตว์ ซึ่งเป็วัตถุดิบเฉพาะที่นิกายบัวโลหิตใช้ในการประกอบพิธีกรรมไสยเวทสายมาร!
"คราบขี้ผึ้งรูปกลุ่มดาว..." สวี่อันใช้นิ้วแตะผิวััของขี้ผึ้งเบาๆ ความแข็งตัวของมันบ่งชี้ว่าเพิ่งจะหยดลงมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เท่านั้น
รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสัปเหร่อหนุ่ม ความจริงที่ซ่อนอยู่เื้ัม่านหมอกเริ่มกระจ่างชัดในสมองของเขาทีละเปลาะ
"ต้าหนิว... เ้าคิดว่าใครกันที่สามารถเดินเข้าออกห้องหนังสือของหลินเจิ้งได้อย่างอิสระ รู้วิธีเปิดกล่องลับใต้โต๊ะ และมีเวลามากพอที่จะมาจุดเทียนขี้ผึ้งถอดรหัสแผนผังดวงดาวตรงนี้ โดยที่บ่าวไพร่ในจวนไม่สงสัยแม้แต่น้อย?"
ต้าหนิวอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนก "เ้า... เ้าอย่าบอกนะว่า..."
"ถูกต้อง" สวี่อันกล่าวเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาด "ไม่ใช่คนนอกบุกรุกเข้ามาขโมย แต่เป็คนในตระกูลหลินเอง! และคนผู้นั้นก็มิใช่ใครอื่น นอกเสียจากคนที่มีอำนาจสั่งการให้เร่งรีบจัดพิธีศพเพื่อทำลายหลักฐาน... นายท่านหลินผู้นั้นร่วมมือกับนิกายบัวโลหิตอย่างแน่นอน!"
"บัดซบเอ๊ย!" ต้าหนิวสบถลั่น เหงื่อกาฬผุดซึมเต็มหน้าผาก "ตระกูลหลินที่ร่ำรวยล้นฟ้าเนี่ยนะ ไปสมคบคิดกับพวกมารนอกรีต! พวกมันจะเปิดสุสานบรรพชนตัวเองไปเพื่ออะไรกันวะเนี่ย!"
"ในสุสานบรรพชนตระกูลหลิน จะต้องมีสมบัติโบราณหรือพลังอำนาจบางอย่างที่ทั้งตระกูลหลินและนิกายบัวโลหิตต่างปรารถนา" สวี่อันวิเคราะห์อย่างเยือกเย็น "หลินเจิ้งค้นพบแผนการชั่วร้ายนี้และไม่ยอมให้ความร่วมมือ เขาจึงถูกฆ่าปิดปากและจัดฉากให้เป็เื่ผูกคอตาย จากนั้นพวกมันก็มาชิงเอาสมุดบันทึกดาราศาสตร์และตราศิลารูปดาวไปเพื่อเตรียมการลงมือขั้นต่อไป!"
เมื่อรวบรวมเบาะแสสำคัญได้ครบถ้วน สวี่อันก็ส่งสัญญาณให้ต้าหนิวรีบถอนตัวออกจากห้องหนังสือ หากอยู่นานเกินไป นายท่านหลินอาจจะส่งคนมาดักเล่นงานพวกเขาในจวนแห่งนี้ได้
ทั้งสองเดินกลับออกมาตามทางเดินหิน บรรยากาศในจวนตระกูลหลินยังคงเงียบเชียบและตึงเครียดอย่างน่าประหลาด บ่าวรับใช้ต่างก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความหวาดกลัว นายท่านหลินยืนจ้องมองพวกเขาทั้งสองคนจากระเบียงเรือนใหญ่ด้วยสายตาอำมหิตและชิงชัง ทว่าสวี่อันเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว
เมื่อก้าวพ้นประตูใหญ่ของจวนตระกูลหลินออกมาสู่ตรอกหินด้านนอก ลมหนาวยามบ่ายคล้อยก็พัดกรูเข้ามาปะทะใบหน้า ต้าหนิวถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอกราวกับเพิ่งรอดพ้นจากปากถ้ำเสือ
"เฮ้อ... รอดมาได้อีกเปลาะ นึกว่าจะต้องฟาดฟันกับพวกผู้คุ้มกันในจวนเสียแล้ว" ต้าหนิวปาดเหงื่อพลางบ่นอุบ "แล้วพวกเราจะเอายังไงต่อดีล่ะสวี่อัน จะกลับไปรายงานท่านนายอำเภอเลยหรือไม่"
ทว่าสวี่อันกลับไม่ได้ตอบคำถาม เขายืนนิ่งอยู่กลางตรอก สายตาคมกริบกวาดมองขึ้นไปยังแนวกระเื้ัคาของเรือนโบราณที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง
สัญชาตญาณความระแวดระวังภัยที่สั่งสมมา ปลุกเตือนให้เส้นประสาทของเขากระตุกวาบ!
อุณหภูมิรอบตัวพลันลดฮวบลงอย่างผิดธรรมชาติ บรรยากาศในตรอกเงียบสงัดจนไร้ซึ่งเสียงนกกา ลมที่พัดผ่านแฝงไปด้วยกลิ่นคาวเืจางๆ ที่คุ้นเคย
"มีบางอย่างผิดปกติ..." สวี่อันกระซิบเสียงต่ำ คว้าแขนเสื้อของต้าหนิวไว้แน่น
"อะ... อะไรผิดปกติรึน้องชาย" ต้าหนิวสะดุ้ง ชักเริ่มขนลุกซู่อีกครั้ง
สวี่อันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังยอดหลังคาของจวนตระกูลหลินที่อยู่เื้ั
บนแนวกระเบื้องสีเทาเข้ม ปรากฏร่างของ 'ชายลึกลับสวมลูกประคำเื' ยืนตระหง่านท้าทายสายลมหนาวอยู่อย่างเงียบเชียบดุจมัจจุราช!
ชายผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีดำสนิทขลิบดิ้นทอง ชายเสื้อสะบัดพลิ้วตามแรงลม ใบหน้าครึ่งบนถูกบดบังไว้ใต้หมวกปีกกว้าง เผยให้เห็นเพียงริมฝีปากที่แห้งผากและแสยะยิ้มอันเหี้ยมเกรียม บริเวณลำคอของมันคล้องไว้ด้วย 'ลูกประคำสีเื' เส้นใหญ่ แต่ละเม็ดประคำทำจากกะโหลกศีรษะทารกขนาดเล็กที่สลักเสลาอย่างประณีตและเปล่งแสงสีแดงคล้ำระยิบระยับ แผ่กลิ่นอายไอหยินและไอมารอันเข้มข้นจนทำให้อากาศรอบตัวบิดเบี้ยว!
สายตาของมันที่จ้องมองลงมายังสวี่อันและต้าหนิว เปี่ยมล้นไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงและเยือกเย็นดั่งหลุมศพโบราณ!
"พวกหนูโสโครกจากที่ว่าการอำเภอ... สอดรู้สอดเห็นจนมาถึงที่นี่เชียวรึ"
เสียงของชายลึกลับดังก้องกังวานในอากาศ ราวกับมีเสียงคนนับร้อยกระซิบพร้อมๆ กัน มันยกมือที่ผอมแห้งประดุจกรงเล็บปีศาจขึ้นมา ปลายนิ้วคีบ 'แผ่นยันต์สีเื' แผ่นหนึ่งไว้แน่น
"ในเมื่อพวกเ้ารู้ความลับมากเกินไป... ก็จงทิ้งชีวิตไว้เป็อาหารแก่สัตว์อสูรของข้าเสียเถิด!"
พรึ่บ!
ชายลึกลับสะบัดข้อมือเพียงแ่เบา แผ่นยันต์สีเืก็ร่วงหล่นลงมาจากหลังคา ััเข้ากับพื้นดินเบื้องล่าง!
ทันทีที่ยันต์แตะพื้น อักขระสีดำบนแผ่นยันต์ก็ะเิแสงสีแดงฉานขึ้นมาดั่งเปลวเพลิงโลหิต ไอหยินสีดำทมิฬพวยพุ่งทะลักออกมาจากรอยแยกของแผ่นดินอย่างมหาศาล เสียงกรีดร้องโหยหวนอันชวนสยดสยองของนกกาฟาดฟันโสตประสาทดังกึกก้องไปทั่วทั้งตรอก!
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
ไอหยินสีดำเ่าั้ควบแน่นและแปรสภาพด้วย 'อาคมอีกาโลหิต' ก่อกำเนิดเป็ฝูง 'อีกาโลหิต' นับร้อยนับพันตัว! ดวงตาของพวกมันแดงก่ำดั่งลูกไฟบรรลัยกัลป์ จงอยปากและกรงเล็บแหลมคมดั่งเหล็กกล้า ปีกสีดำเปื้อนคราบเืกระพือพัดจนเกิดพายุหมุนขนาดย่อม
"ก๊าซซซซ!"
ฝูงอีกาโลหิตส่งเสียงร้องระงม พุ่งดิ่งลงมาจากท้องฟ้าดั่งห่าฝนเกาทัณฑ์ มุ่งตรงเข้าฉีกกระชากร่างของสวี่อันและต้าหนิวหมายเอาชีวิตในเสี้ยววินาทีนี้!
***