บทที่ 12 อย่าลืมความตั้งใจแรก
ซูจงจวินเก็บชิ้นไม้เล็ก ๆ จากกองขยะที่ซ่งเฉียวแยกกองไว้ นำมาประกอบเป็ขาตู้ หลังจากทาสีกันน้ำลงบนตู้ลิ้นชักทั้งสองใบ ก็ดูเหมือนใหม่อีกครั้ง
เสี่ยวจางและเสี่ยวหลี่ช่วยกันขนตู้เข้าบ้าน ซ่งเฉียวให้พวกเขานำไปวางไว้บริเวณหน้าต่างในครัว
เธอพินิจดูตู้ทั้งสองใบ แม้ว่าห้องนั่งเล่นจะยังดูว่างเปล่า แต่เมื่อเทียบกับเมื่อวาน ก็มีกลิ่นอายของบ้านมากขึ้น
ท้องฟ้าด้านนอกมืดลงอย่างฉับพลัน ลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซูจงจวินจึงให้เสี่ยวจางและเสี่ยวหลี่กลับไปก่อน หลังจากเขาเข้าบ้านและเห็นแผ่นหลังที่จริงจังของซ่งเฉียว หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้น แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนั้นคืออะไรกันแน่
เพราะซูจงจวินเลิกงานกะทันหัน ซ่งเฉียวจึงยังไม่ได้ทำอาหารเย็น เธอรู้สึกเกรงใจจึงบอกกับเขาว่า "รอสักครู่นะ ฉันยังไม่ได้ทำอาหารเลย"
ซูจงจวินเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ ซ่งเฉียวรู้สึกถึงกลิ่นอายของผู้ชายคนนี้ ในหัวของเธอผุดภาพร่างกายที่แข็งแรงของซูจงจวินตอนซ่อมตู้ขึ้นมา เธอหลบสายตาเล็กน้อย ไม่กล้ามองเขาตรง ๆ แต่ไม่คิดว่าซูจงจวินจะเดินอ้อมเธอเข้าครัวไปเฉย ๆ
เธอคิดมากไปเอง
ซ่งเฉียวตบอกตัวเองเบา ๆ คิดในใจว่า ทำไมเธอถึงมีความคิดสกปรกแบบนี้นะ!
"ซาลาเปาที่เอากลับมาจากโรงอาหารเมื่อคืนยังเหลืออีกสองชิ้น ผัดไข่สองฟองกับแตงกวาก็พอ ปกติตอนเย็นผมกินน้อย" เขายืนอยู่ในครัวเตรียมจะลงมือทำอาหาร
ซ่งเฉียวพยักหน้ารับ ปกติแล้วเธอจะกินปริมาณมากกว่านี้ในมื้อเย็น แต่เธอมีนิสัยอย่างหนึ่งคือไม่อยากจะมาถกเถียงกับใครในเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ ดังนั้น ถ้าจะต้องกินมื้อเย็นน้อยลง เธอก็ไม่มีปัญหา เธอี้เีที่จะพูดอะไรมากกับซูจงจวิน
เธอเดินตามเข้าไปในครัว หยิบไข่สองฟองออกมา แต่รู้สึกว่ามันน้อยเกินไปจึงหยิบเพิ่มอีกฟอง ซูจงจวินชายตามองเธอแล้วพูดว่า "ของกินบนเกาะมีจำกัด มีการกำหนดจำนวนในการซื้อไข่ เมื่อวานที่พวกเขาให้ไข่มาตามที่คุณขอ ก็เพราะเห็นเสี่ยวจางขับรถพาคุณไป"
ซ่งเฉียวชะงักมือที่กำลังจะตอกไข่ เข้าใจความหมายของซูจงจวินทันที
ที่ร้านค้าสวัสดิการยอมขายมาก็เพราะเห็นว่าเธอเป็ภรรยานายทหารเท่านั้น
แต่ไข่เป็แหล่งโปรตีนพื้นฐานที่สุด ถ้าจะมาจำกัดเื่นี้ด้วย แล้วสุขภาพจะเป็ยังไง?
"พวกเราเลี้ยงไก่เองได้ไหม?" ซ่งเฉียวถาม
ซูจงจวินมองเธอด้วยความสงสัย ั้แ่เมื่อไหร่ที่ซ่งเฉียวอยากทำงานเกษตร? ตอนเรียนเขาก็รู้ว่าเด็กคนนี้ไม่ชอบทำงาน หลายครั้งที่แอบี้เีแล้วเอาขยะมาทิ้งหน้าประตูบ้านพวกเขา อีกอย่างฐานะทางบ้านเธอก็ดี ไม่เคยต้องขอเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดเหมือนคนอื่นเลย
วันนี้ตอนกลับมาก็เห็นเธอกำลังกวาดขยะอยู่ในลานบ้าน ซูจงจวินยังรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง ตอนนี้เขานึกขึ้นได้ว่าเธอเคยเดาจุดประสงค์การกลับบ้านเกิดของเขาได้ถูกต้อง สายตาที่ซูจงจวินมองซ่งเฉียวจึงเริ่มคมกริบขึ้นมา
ซ่งเฉียวถูกจ้องจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว
"สายตาคุณกำลังมองฉันเหมือนมองศัตรู" เธอรู้สึกไม่พอใจ
"หลายปีมานี้มีคนถูกฝ่ายตรงข้ามซื้อตัวไปไม่น้อย" ซูจงจวินพูดเสียงเ็า ไม่ได้ปิดบังความคิดของตัวเองเลย และยังคงจ้องมองซ่งเฉียวต่อไป
"สายลับชอบเลี้ยงไก่งั้นเหรอ?" ซ่งเฉียวรู้ว่าคนคนนี้เริ่มหวาดระแวงในตัวเธออีกแล้ว เธอทำหน้าบึ้ง แล้วสวนกลับไปอย่างหงุดหงิดในทันที
สามวันหลังจากขึ้นเกาะ ซ่งเฉียวก็เคยคิดบ้างว่า บางทีการลงชนบทอาจจะสบายกว่าการแต่งงานกับซูจงจวินก็ได้
"แม่ไก่ที่ฉันจะเลี้ยง ถ้ามันออกไข่ขึ้นมา คุณอย่ามากินนะ!" ซ่งเฉียวผลักไข่ที่เตรียมไว้ออกไป แล้วสะบัดมือจะเดินออกจากครัว โมโหจนอิ่มแล้วจะกินอะไรอีก!
ซูจงจวินไม่คิดว่าเธอจะอารมณ์ร้อนขนาดนี้ ทั้งที่เขาก็พูดความจริง
"เมื่อปีที่แล้วมีชาวประมงคนหนึ่งถูกจ้างวาน เขาแฝงตัวอย่างแเี ระหว่างนั้นได้สั่งสอนลูก ๆ ให้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนายทหารหนุ่ม ลูกสาวคนเล็กของเขาเป็คนร่าเริง มักจะเข้าร่วมงานสังสรรค์ที่กองทัพจัดขึ้นเป็ประจำ ต่อมาได้คบหาดูใจกับทหารชั้นประทวนคนหนึ่ง แต่พอถึงเวลาที่จะพูดคุยเื่แต่งงาน ทหารคนนั้นก็สังเกตเห็นความผิดปกติของพ่อตา และนั่นเองที่ทำให้ความจริงของชาวประมงคนนั้นถูกเปิดเผย"
"ส่วนทหารคนนั้นก็ออกจากราชการและกลับบ้านไป" ซูจงจวินพูดพลางคนไข่ไปเรื่อย ๆ
หลายเื่ราวมันก็เป็มาแบบนี้แหละ คุณอาจคิดว่าตัวเองไม่ได้พัวพันอะไรด้วย แต่เบื้องบนก็มีการวางแผนของตัวเอง ไม่แปลกที่ซูจงจวินจะระแวง ถ้าซ่งเฉียวเป็สายลับจริงอย่างที่คิด อาชีพทหารของเขาก็คงจบสิ้นอย่างแน่นอน
ซ่งเฉียวได้ยินดังนั้นก็ชะงักฝีเท้า
ไม่คิดเลยว่าจะมีสายลับอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้
"แต่ฉันไม่ใช่นะ ฉันอธิบายให้คุณฟังั้แ่แรกแล้ว ถ้าคุณไม่เชื่อใจฉัน จะแต่งงานกับฉันทำไม?" ซ่งเฉียวหงุดหงิดจึงมองซูจงจวินด้วยสายตาดุ ๆ
"ผมไม่ได้ไม่เชื่อใจคุณ แค่รู้สึกว่าคุณแปลกไปบ้าง แต่บอกไม่ถูกว่าแปลกตรงไหน" ซูจงจวินก็พูดแสดงความสงสัยที่อยู่ในใจมาตลอด่นี้ออกมาอย่างตรง ๆ โดยไม่ทันคิดอะไรมาก
ที่แท้เขาก็สังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างเธอกับร่างเดิมมาตั้งนานแล้ว
ซ่งเฉียวมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ไม่กล้าสบตากับซูจงจวิน
เธอไม่รู้ว่าเขาจับพิรุธได้ั้แ่เมื่อไหร่ ถ้าตอนนี้เธอสบตากับเขา อาจจะทำให้ความจริงเปิดเผย แล้วเื่โกหกนี้ก็คงจะกลบเกลื่อนไม่ได้
จู่ ๆ ท้องของซ่งเฉียวก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาพอดี ซูจงจวินยิ้มอย่างจนใจ เขารู้ว่าซ่งเฉียวกำลังโกรธ จึงเปลี่ยนเื่คุย บอกให้เธอไปนั่งรอข้างนอกก่อน ส่วนเขาจะทำอาหารเป็การขอโทษ
ซ่งเฉียวรู้สึกเบื่อ จึงยืนดูอยู่ที่หน้าประตูครัวไม่ยอมขยับไปไหน
ซูจงจวินมีความคล่องแคล่วในการทำอาหาร เขาตั้งกระทะจนร้อน ตักน้ำมันหมูลงไปหนึ่งช้อนเล็ก รอจนน้ำมันละลายแล้วจึงใส่ไข่ลงไป พอไข่สุกก็ใส่แตงกวาที่หั่นเป็แว่นลงไป รอจนแตงกวาคายน้ำออกมาและกลิ่นหอมซึมเข้าไปในไข่ จึงตักขึ้นจากกระทะ
พออาหารจานแรกเสร็จ ซาลาเปาในซึ้งก็อุ่นเสร็จพอดี
หลังจากยกอาหารขึ้นโต๊ะ ซูจงจวินรู้สึกว่าอาหารมีน้อยไป เขาจึงถามว่า "พออิ่มไหม?"
"ช่างมันเถอะ" ซ่งเฉียวพูดกับซูจงจวินด้วยน้ำเสียงเคือง ๆ
"พรุ่งนี้ผมจะช่วยทำเล้าไก่ให้คุณ"
ซ่งเฉียวเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาเ็า แล้วหยิบซาลาเปาขึ้นมากัดระบายความโมโห
"เแล้วจะเลี้ยงอย่างอื่นด้วยไหม? ผมเห็นบางหลังก็เลี้ยงห่านด้วย"
"คุณกำลังปลอบฉันอยู่เหรอ?" ซ่งเฉียวพูดอย่างหงุดหงิด ตบหัวแล้วลูบหลัง นี่จะเรียกผู้ชายได้ยังไง!
"ผมแค่ถามความเห็นของคุณ" ซูจงจวินมองอารมณ์เด็ก ๆ ของซ่งเฉียวแล้วอดยิ้มไม่ได้ เขารู้ว่าคนที่มีนิสัยแบบนี้ โกรธง่ายก็หายเร็ว
ซ่งเฉียวไม่ตอบ เอาแต่ใช้ตะเกียบแทงแตงกวาในชามเล่น สุดท้ายก็พึมพำว่า "เลี้ยงก็ได้ ถ้ามันไม่ออกไข่ เราก็กินมันซะเลย"
พอรู้ว่าอีกฝ่ายหายโกรธแล้ว ซูจงจวินจึงรุกต่อ "รอให้พายุไต้ฝุ่นผ่านไป พวกเราไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เมืองปินไห่กันไหม เฟอร์นิเจอร์พวกนี้สีลอกหมดแล้ว ถ้าคนอื่นเห็นเข้า คงคิดว่าผมไม่เอาใจใส่คุณแน่ ๆ"
เขาเป็คนที่ถ้ารู้ตัวว่าพูดผิดแล้วก็จะสำนึกผิดในทันที ครั้งหน้าเขาอาจจะไม่ทันคิดในมุมมองของอีกฝ่ายและพูดผิดอีก แต่ตอนนี้เขารู้ว่าตัวเองผิด ก็จะค่อย ๆ ปลอบและบอกสิ่งที่คิดไว้ในใจ่นี้ให้เธอฟัง
เขา้าจะแสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่ใช่คนที่แต่งงานแล้วจะปล่อยปละละเลย
ถ้าไม่มีเื่อาหารเย็นวันนี้ เขาคงจะรอให้พายุไต้ฝุ่นผ่านไปก่อนค่อยบอกซ่งเฉียวว่า เขาวางแผนจะไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ในเมืองมานานแล้ว
ซ่งเฉียวเม้มปากกลั้นยิ้มไว้ นับว่าผู้ชายคนนี้ยังมีน้ำใจอยู่
เธอเลยถือโอกาสเรียกร้องเพิ่มอีกนิด "อาหารเย็นวันนี้จืดไปหน่อยนะ"
"ต่อไปคุณจัดการเองเลย" ซูจงจวินเห็นว่าเธอหายโกรธแล้ว ถึงกล้ายิ้มออกมา
ซูจงจวินเคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างประหยัด แต่ต่อไปซ่งเฉียวจะต้องเป็แม่บ้าน เธอจะทำอย่างไรก็ได้ตามที่เธอชอบ
"เงินค่าอาหารที่ผมให้คุณไปเมื่อวาน คุณเก็บไว้ใช้ได้เลยนะ ส่วนเงินที่เหลือก็ไม่ต้องคืน เงินเดือนของผมมีแปดสิบเก้าหยวน ค่าตอบแทนพื้นที่ทุรกันดารอีกเดือนละแปดหยวน หลังแต่งงานน่าจะมีเงินช่วยเหลือการแต่งงานด้วย คูปองข้าว คูปองเนื้อ คูปองผ้า พวกนี้ก็จะได้เพิ่มอีกอย่างละสองใบ"
"ตอนนี้ผมได้ตกลงกับทางบ้านแล้ว ทุกเดือนจะส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่แปดหยวน ส่วนที่เหลืออีกแปดสิบเก้าหยวนกับคูปองทั้งหมดจะให้คุณเป็คนดูแล"
ซูจงจวินพูดอย่างตรงไปตรงมากับเธอ ซ่งเฉียวชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกไม่คุ้นชินกับสถานการณ์นี้ ผ่านไปสักพักเธอจึงค่อย ๆ เอ่ยปาก "คุณจะมอบเงินเดือนทั้งหมดให้ฉันดูแลเหรอ?"
ซูจงจวินพยักหน้าอย่างหนักแน่น
"ถึงแม้ว่าพวกเรา..." เขาหยุดชั่วครู่ แต่ก็พูดประโยคนั้นออกมา "จะไม่มีความรู้สึกต่อกัน แต่เมื่อกลายเป็สหายร่วมอุดมการณ์กันแล้ว ผมก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ควรรับผิดชอบ"
เธอมองชายที่มีสีหน้าเด็ดเดี่ยวตรงหน้า แล้วเอ่ยออกมาเบา ๆ "คุณนี่รักษาความตั้งใจแรกได้ดีจริง ๆ นะ"