ตอนที่ 1 ภาคภพปัจจุบัน (7)
บิดาของเหลียนเชวี่ยน้อยก็ทำใจไม่ได้เช่นกัน แต่กลับไม่ได้บอกว่าไม่ให้เหลียนเชวี่ยไป มือวางบนหลังบุตรชายสักพักก็ยังทำใจดึงออกไม่ได้ นิ่งเงียบอยู่นานกว่าจะโบกมือให้ภรรยาไปเก็บเสื้อผ้าให้ลูก
มารดาของเด็กน้อยไม่ได้ขยับตัว หากแต่ขอบตาแดงก่ำอยู่อย่างนั้น “เด็กคนนี้ไม่ชอบดื่มนมมาั้แ่เล็ก โตขึ้นยิ่งไม่ชอบดื่มโจ๊กกินอาหาร ชอบกินแต่ผลไม้ พ่อของเขาปลูกมะเขือเทศและองุ่นไว้มากมายเพื่อเลี้ยงดูเขา ตอนขึ้นเขาไปล่าสัตว์ตัดฟืนมักนำผลไม้ป่าจำนวนหนึ่งมาให้เขากินประจำ ตอนเขาขึ้นเขาไปบำเพ็ญเพียรท่านเซียนโปรดดูแลใส่ใจมากหน่อยนะเ้าคะ”
“รู้แล้ว” ป้อมหนานิของหนานิจวินปลูกลูกหม่อนและองุ่นไว้จนเต็มเรียบร้อยแล้ว
ผู้เป็มารดาก้มหน้ากัดริมฝีปากพลางยื่นมือของเหลียนเชวี่ยน้อยให้หนานิจวิน นางเคยเห็นมารปีศาจกินคนกับตาตัวเอง รู้ถึงความข้นแค้นของการพลัดถิ่นไร้ที่อยู่และท้องไส้หิวโซ แม้ว่าหลายปีนี้จะใช้ชีวิตสงบสุขแล้ว แต่เป็มนุษย์ไหนเลยจะดีกว่าเป็เซียน เด็กน้อยมีรากแห่งปัญญา ท่านเซียน้าอบรมเขา คนเป็แม่ไหนเลยจะมีเหตุผลต้องขัดขวาง
ยามที่หนานิจวินใกล้จะััโดนมือของเหลียนเชวี่ยน้อย เหลียนเชวี่ยกลับชักมือของตนกลับกะทันหัน หมุนตัวไปกอดขามารดา แล้วร้องไห้งอแงออกมา “ท่านแม่ไม่้าข้าแล้วใช่หรือไม่ ท่านแม่อย่าไม่้าข้าเลยนะ ข้าจะไม่ดื้อไม่ซนอีกแล้ว...”
นางกัดฟันดึงเหลียนเชวี่ยออกแล้วดันไปหาหนานิจวิน เด็กน้อยโซเซจนเกือบล้มคะมำ ตนต้องประคองไว้จึงจะทรงตัวอยู่ แต่เหลียนเชวี่ยไม่ได้ซาบซึ้งต่ออีกฝ่ายสักนิด ใช้มือน้อยของตนทุบตีคนตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง “คนเลว! ข้าไม่อยากไปกับท่าน! ไปให้พ้น! ไปให้พ้น!”
ผู้เป็มารดาร้องไห้ไปพลางขณะหมายจะตีเหลียนเชวี่ย แม่เด็กคงใจแข็งให้บุตรของตนไปบำเพ็ญเซียนแล้ว แต่หนานิจวินกลับเศร้าใจที่ตนเองไม่มีจุดยืน หนานิจวินผู้สูงส่ง เทพาแห่งแดนเซียน ยักษาผู้พิฆาตมาร...รู้สึกกลัวแล้ว
เขากลัวว่าเหลียนเชวี่ยจะเกลียดเขา
เหลียนเชวี่ยจำเขาไม่ได้แล้วเขารู้สึกโดดเดี่ยว แต่หากเหลียนเชวี่ยจำอดีตได้คงจะเกลียดเขาเป็แน่ แม้แต่องุ่นลูกนั้นในตอนแรกคงไม่มีทางเอาให้เขาด้วยซ้ำ...ตนฆ่าเขาแล้วสี่ครั้ง ทำผิดต่อเขาสี่ชาติ...การเกิดใหม่ทุกข์ทรมานปานใด เหลียนเชวี่ยไม่อยากเกิดใหม่อีกแล้ว
เป็หนานิจวินเองที่ฝืนโชคชะตาบีบบังคับให้เขาต้องเกิดใหม่ เขาจะทำใจยอมให้อีกฝ่ายทนทุกข์อีกได้อย่างไร เขาไม่ยินยอม และไม่กล้าให้เหลียนเชวี่ยเกลียดชังตนอีกแม้เพียงเศษเสี้ยว
ท่ามกลางฉากอำลาและยื้อยุดกันระหว่างแม่ลูกนี้ หนานิจวินกลับเป็ฝ่ายที่ใจอ่อนก่อน “เขาไม่อยากไปก็ไม่ต้องบังคับเขา ให้เขาบำเพ็ญเพียรอยู่ที่บ้านเถิด”
หลังจากบิดามารดาของเหลียนเชวี่ยน้อยตะลึงงัน ทั้งสองก็ฉีกยิ้มดีใจขึ้นมา แล้วกล่าวขอบคุณซ้ำๆ เหลียนเชวี่ยน้อยไม่เข้าใจนักว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอจะรู้ว่าไม่ต้องจากบ้านแล้ว เสียงร้องไห้ค่อยๆ เบาลง ต่อจากนี้ยามท่านเซียนมาหาอีกก็ไม่แค้นฝังใจ และไม่เรียกเขาว่าคนเลวอีก หนานิจวินจึงสบายใจขึ้นมาบ้าง แม้ว่าเขาจะไม่ถนัดเป็อาจารย์ แต่กลับรู้สึกว่าสอนเหลียนเชวี่ยเพียงคนเดียวน่าจะไม่หนักหนา สามารถสอนเด็กน้อยไปพลางขณะที่ตนก็พักฟื้นต่อได้
มีเพียงเด็กรับใช้ที่ไม่ค่อยดีใจเท่าไรนัก หนานิจวินไม่เพียงไม่กักตนซ้ำยังย้ายออกมาจากเคหาสน์ วิ่งเข้าวิ่งออกหมู่บ้านทุกวัน ใช้ได้ที่ไหนกัน ทว่าเตือนหลายหนแล้วเขากลับไม่ฟัง จึงได้แต่ยอมจำนน ต่อมาก็ติดตามหนานิจวินไปเดินเล่นในหมู่บ้านเป็ครั้งคราว หลังจากซึมซาบรสชาติความครึกครื้นในโลกมนุษย์อย่างช้าๆ ก็เริ่มรู้สึกสนุกจนลืมบ้าน ในทางตรงข้ามกลับสนับสนุนให้หนานิจวินไปโลกมนุษย์ทุกวัน
โดยรวมแล้วทุกอย่างล้วนเป็ไปในทางที่ดี อีกอย่างหนานิจวินเป็อาจารย์หนึ่งปีแล้วรู้สึกสบายจริงๆ เหลียนเชวี่ยฉลาดหลักแหลม จำอักษรท่องตำราล้วนรวดเร็วยิ่ง
แต่ผ่านไปไม่กี่ปีเื่ราวก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมแล้ว...เหลียนเชวี่ยนับวันยิ่งซุกซนขึ้น ยืนยันภาษิตที่ว่า ‘เด็กผู้ชายวัยเจ็ดแปดขวบล้วนซุกซน’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กอปรกับหนานิจวินตามใจเหลียนเชวี่ย เขาจึงไม่กลัวอาจารย์คนนี้สักนิด นับวันยิ่งกำเริบเสิบสาน นั่งสมาธิก็นั่งได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป[1] พลังปรับลมปราณของหนานิจวินก็ถูกขัดจังหวะอยู่บ่อยครั้ง
เชิงอรรถ
^ เวลาที่จุดธูปหมดหนึ่งก้าน โดยเทียบได้ประมาณครึ่งชั่วยาม หรือหนึ่งชั่วโมง