ตอนที่ 108
เหยาซาน ในเวลานี้ใช่ว่าจะมืออ่อน ลงมือคราหนึ่งหรือจะพลาดพลั้ง...ตำแหน่งที่แทงลงไปนั้น แม้จะเสียบแทงจากด้านหลังที่กะเกณฑ์ได้ยากแต่มันก็ทะลุผ่านจุดตันเถียนอย่างแม่นยำที่สุด... เด็กหนุ่ม มิได้เป็นผู้เยาว์ที่เพิ่งก้าวเดินบนเส้นทางสายนี้อีกแล้วกฎปลาใหญ่กินปลาเล็กย่อมประจักษ์แจ้งแจ่มชัด รู้หนักรู้เบายามลงมือ...
ก่อนหน้านี้ที่ลงมือกับเหล่าศิษย์หลักก็เพราะรู้ถึงขอบเขตที่ตนทำได้ จึงลงมือแค่ระดับอันสมควรกับพี่น้องร่วมสำนักทว่ายามนี้เบื้องหน้ามิใช่ศิษย์ร่วมสำนัก...
เหยาซาน รู้ดีว่าผู้ใดไม่สมควรฆ่า ผู้ใดสมควรฆ่าและผู้ใดที่จำเป็นต้องฆ่าอย่างไม่อาจลังเล!!โจรชั่วผู้นี้แสดงความชั่วช้าออกมาอย่างชัดเจน ทั้งยังเล่นงานมือปราบหนุ่มคนของทางการดังนั้นไม่จำเป็นต้องมีปัจจัยใดให้ใคร่ครวญเพิ่มอีกต่อไปแล้ว สมควรอย่างยิ่งต่อการสะบั้นปิดฉากในชั่วพริบตา...
ฉีลู่ชิง และ เตียซวงซวง ลมหายใจถี่กระชั้นต่อเนื่อง... พวกนางมิอาจนำภาพของเหยาซาน ในเวลานี้ไปทับซ้อนกับผู้เยาว์ใบหน้าใสซื่อ ยกดื่มสุราเป็นระยะ ที่เดินทางมาพร้อมกับพวกนางได้เลย!!
พวกนางเคยรู้สึกด้วยซ้ำว่าบุรุษหนุ่มนี้คงจะกลายมาเป็นตัวถ่วงของพวกนางในการดำเนินภารกิจพิเศษพลังฝีมือของเด็กหนุ่มแม้จะโดดเด่นในหมู่ศิษย์สายนอก แต่สำหรับพวกนางก็ไม่ได้นับว่าน่าเลื่อมใสเท่าใดนักเพราะพวกนางมั่นใจว่าตนแข็งแกร่งกว่าหลายเท่า...
แต่ทว่าในการเผชิญหน้าสถานการณ์ที่โหดร้าย ทั้งต้องใช้การตัดสินใจรวดเร็วใช้จิตใจที่กล้าแกร่งในการตัดสิน เหยาซาน กลับลงมือได้เฉียบคม รวดเร็วไร้ความลังเล ประหนึ่งเป็นชนชั้นผู้อาวุโสที่เปี่ยมล้มไปด้วยประสบการณ์นานนับไม่ถ้วน...
พวกนางย่อมมองออก ว่าโจรร่างผอมที่ถูกเล่นงานน่ากลัวเพียงใด...
หากแต่ เหยาซาน ผู้นี้กลับน่ากลัวยิ่งกว่า!!
“ศิษย์น้องฉี...ดูท่าพวกเราจะประเมินเด็กหนุ่มคนนี้ผิดขนัดไปอย่างยิ่งเลย... บางทีอาจจะเป็นพวกเราสองคนเสียด้วยซ้ำที่ต้องพึ่งพา เหยาซาน ทั้งเป็นตัวถ่วงของคนผู้นี้...” เตียซวงซวง อดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้นดวงตาของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจไม่อยากเชื่อนัก แต่ภาพเบื้องหน้าเท่านั้นคือสิ่งที่ต้องยอมรับ...
ฉีลู่ชิง สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ขึ้น... ยามนี่นางทราบแน่ชัดแล้วว่านางยังอ่อนด้อยในหลาย ๆ ด้าน ทั้งยังมีสายตาที่พร่าเลือนยิ่งนักในการประเมินผู้อื่นหากสำนักสายลมประจิมไม่เชื่อมั่นในตัวของ เหยาซาน ไหนเลยจะกล้าลงออกมาทำภารกิจพิเศษที่น่ากลัวเช่นนี้เพียงลำพัง...
ประกายแววตาของสองหญิงสาว เผยความรู้สึกคล้ายพลิกคว่ำความคิดดั้งเดิมโดยพลัน...
ยามนี้ดวงตาของ เหยาซาน เผยความเหี้ยมเกรียมขึ้น...ก่อนจะเหยียบไปยังข้อพับหลังเข่า จนทำให้โจรชั่วร่างผอมคุกเข่าลงตามแรงแม้ว่าโจรผู้นี้จะไม่ได้ตายในทันทีแต่พื้นฐานลมปราณของมันเวลานี้รั่วไหลออกไปจนหมดสิ้นแล้ว...
กระบี่สีแดงเล่มใหม่นี้ เป็น 1 ใน 3 ศาสตราที่ได้รับมอบมาจากผู้อาวุโสเถิง ถึงจะเทียบไม่ได้กับกระบี่ราชวงศ์เสวียนอู่แต่ก็นับเป็นกระบี่วิเศษเล่มหนึ่งที่เหนือล้ำกว่าระดับผู้เยาว์ด้วยกันแทบทั้งหมดเป็นอาวุธอักขระชนชั้นลมปราณสีเขียวจึงสามารถฉีกกระชากปราณคุ้มกันของชนชั้นลมปราณสีเขียวได้โดยไม่ยากเย็นนัก...
เหยาซาน เสียมปักกระบี่ทิ้งไว้เช่นนั้น ก่อนจะแสดงสีหน้าเป็นปกติก้าวเดินมาเบื้องหน้าของโจรชั่วท่าทีเนืองช้าไม่เร่งร้อนทอดสายตามองโจรผู้นี้ราวกับขยะชิ้นหนึ่ง... แน่นอนว่าโจรร่างผอมไม่มีเรี่ยวแรงที่จะกล่าวอันใดโลหิตยังคงคับลำคอหายใจลำบากเพียงแค่ยังประคองร่างให้คุกเข่าเช่นนี้นับว่าเต็มกลืนแล้ว เงยหน้ามอง เหยาซานด้วยความไม่อยากจะเชื่อ...
“เจ้ากวัดแกว่งดาบเอาชีวิตผู้อื่น... ดังนั้นเจ้าย่อมต้องเผื่อใจที่จะถูกสังหารกลับเช่นเดียวกัน...”เหยาซาน แค่นเสียงเยือกเย็น จากนั้น เหยาซาน ก็หันมองกลับมายังสองหญิงสาวรวมถึงมือปราบหนุ่มที่กำลังเผยแววตาสับสนตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว...
“ข้าอยากให้พวกเจ้าสองคนหันหน้าไปทางอื่นก่อน...หรือไม่ก็พาตัวท่านมือปราบไปรักษาตัวที่อื่นเลยได้ยิ่งดีวิธีการที่ข้าจะเค้นเรื่องราวจากปากของเจ้าโจรชั่วช้าผู้นี้มันค่อนข้างจะโหดเหี้ยมเอาการ หากมีผู้อื่นอยู่ด้วยเกรงว่าข้าคงลงมือไม่ถนัดนัก...”เหยาซาน กล่าวพลางปริยิ้มออกมา เผยแววตาใสซื่อ
คนทั้งสามจึงค่อย ๆ กลับมาได้สติขึ้นจากนั้นก็รีบพยักหน้าตอบรับทันที... ขณะที่กำลังเดินจากไป ฉีลู่ชิงยังอดไม่ได้ที่จะหันมองกลับมายัง เหยาซานเพราะนางรู้สึกคุ้นชินกับสถานการณ์เช่นนี้ มันช่างคล้ายกับตอนที่ เหยาซุนจัดการกับ หานห้าว เมื่อ 2 เดือนก่อน แต่สุดท้ายนางก็สะบัดหน้าเบา ๆลบเลือนความคิด ช่วย เตียซวงซวง ประคองมือปราบหนุ่ม เดินจากไปที่มุมป่าอีกด้าน...
สายตาของ เหยาซาน หันมองกลับมายังโจรร่างผอมราวกับเป็นสายตาอันน่าสะพรึงของพญายมราชก็มิปาน ทำเอาโจรร่างผอมสั่นสะท้านขึ้นทันทีมันย่อมรู้ชะตากรรมว่าตนคงต้องถูกรีดเค้นเรื่องราวด้วยความทุกข์ทรมานแน่นอน ทว่าเมื่อคิดเช่นนั้นมันที่ใกล้จะตายอยู่รอมร่อแล้วหมายคิดที่ชิงสะบั้นชีพจรให้ตกตายไปก่อนจะถูกรีดเค้น...
แต่ก็ไม่ทันการณ์ ทุกอย่างรวดเร็วเท่าความนึกคิด... มือของเด็กหนุ่มพลันห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงจากปราณอัคคีเสียบทะลวงเข้ากลางหน้าอกของโจรร่างผอม ดวงตาของมันเบิกโปนจนแทบกระเด็นจากเบ้าทั้งที่โลหิตยังเต็มลำคอ โจรชั่วกลับสามารถส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาได้บ่งบอกถึงความเจ็บปวดเหนือคณา...
มือของ เหยาซาน คว้านเข้าไปด้านในหน้าอกของโจรชั่วสีหน้าเย็นชาราวกับไม่รู้สึกผิดใด ๆ ต่อการกระทำอันโหดร้าย... จากนั้น เหยาซานก็จับกุมไปที่ตำแหน่งหัวใจอย่างแม่นยำ ขับขานเวทย์อาคมที่เคยเรียนรู้มาจากเฒ่าชีเปลือย...
“นิมิตห้วงวิญญาณ!!”
ภาพนิมิตความทรงจำบางส่วนของโจรร่างผอมผู้นี้ผุดขึ้นในหัวของเหยาซาน อย่างต่อเนื่อง... ด้วยความเคล็ดวิชานี้นี่เอง ทำให้ เหยาซานสามารถลงมือได้อย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นไว้ชีวิตเพื่อสอบปากคำให้เสียเวลาและไม่ต้องกลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายโกหกทุกสิ่งอย่างจะประจักษ์แจ้งจากการค้นภาพความทรงจำระยะสั้น ๆภายในห้วงสำนึกของคนผู้นั้น...
เหยาซาน มองเห็นหลายยิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นบนเขาหมิงซานแห่งนี้ซึ่งแต่ละภาพได้ทำให้ใบหน้าของ เหยาซาน เผือดซีดลงอย่างรวดเร็วเล็งเห็นถึงความอันตรายบางอย่างที่พลังฝีมือของ เหยาซานในเวลานี้ไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว...
สำหรับ 7 พี่น้องสกุลสู่ ยังไม่นับเป็นอย่างไร ถึงพลังฝีมือของคนทั้ง7 จะอันตรายอยู่บ้างแต่ เหยาซาน ก็เชื่อว่าตนยังจะพอหาวิธีเอาตัวรอดได้ทว่าความน่ากลัวแท้จริงคือสิ่งที่สกุลสู่ กำลังจะปลุกขึ้นมาเสียมากกว่าสาเหตุของพลังแห่งความตายที่หนาแน่นบนยอดเขาหมิงซานแห่งนี้...
มันคือกองทัพซากศพ จากวิชาศาสตร์มืดอันล้ำลึก... ทั้งจำนวนของซากศพที่ถูกเก็บรักษาไว้นั้นก็มีนับพัน ๆ ร่าง!!หากตื่นขึ้นมาจะกลายเป็นปีศาจที่ไร้ซึ่งความเจ็บปวด ไร้ความนึกคิดและไม่มีวันตายได้อีกเป็นครั้งที่สอง เป็นกองทัพผีดิบที่น่าสะพรึงงันภายใต้อำนาจแห่งศาสตร์มืด...
“บัดซบ!!นี่ที่อันตรายเกินกว่าระดับที่คาดการณ์ไปแล้ว!!”
เหยาซาน สบถขึ้นกับตนเองภายในจิตสำนึก...
................................................
ด้าน เตียซวงซวง นางขับขานเคล็ดวิชาปราณบุปผา ทำการฟื้นฟูร่างกายของมือปราบหนุ่มที่บาดเจ็บสาหัสอย่างยิ่งหากมือปราบหนุ่มผู้นี้ไม่ถูกโชคชะตานำพาให้หวนมาเจอกับสามผู้เยาว์ คาดว่าคงชะตาขาดสะบั้นไปเป็นที่เรียบร้อยภายใต้ความโหดเหี้ยม...
มือปราบหนุ่มเมื่อเรียกสติกลับมาได้ระดับหนึ่ง ก็ทราบได้ทันทีว่าทั้งสามผู้เยาว์นั้นคือศิษย์จากสองสำนักใหญ่ที่รับภารกิจช่วยเหลือกลุ่มมือปราบกวาดล้างกองโจรเขาหมิงซาน มือปราบหนุ่มแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาปนเปไปด้วยความรู้สึกทั้งดีใจทั้งเศร้าใจ จากนั้นจึงเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ทั้งหมด
หมู่บ้านเล็ก ๆ 3-4 หมู่บ้านในรัศมี 50 ลี้รอบเขาหมิงซาน ได้ถูกกลุ่มโจรชั่วกวาดล้างไปเป็นจำนวนมากอีกทั้งยังไม่อาจพบเจอศพจำนวนนับพันของชาวบ้านเหล่านั้น มีเพียงซากหมู่บ้านร้างที่อาบไปด้วยคราบโลหิตเกรอะกังอีกทั้งพื้นที่เหล่านี้ยังเป็นพื้นที่ห่างไกลที่ยากต่อการเข้าถึง กว่าข่าวจะไปถึงกองมือปราบเวลาก็ผ่านเวลาไปนานหลายสิบวัน
ส่วนหนึ่งที่กองปราบยังไม่เคลื่อนไหว เพราะมีข้อมูลที่น้อยเกินไปจนกระทั่งส่งสายลับตรงมายังพื้นที่ และก็ได้มีรายงานกลับไป ว่ากลุ่มโจรชั่วนี้มีสมาชิกเพียง7 คนเท่านั้น และยังเป็นโจรชั่วที่มิได้แข็งแกร่งอะไร พื้นฐานเกือบทั้งหมดเป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินและมีผู้นำกลุ่มโจรเป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 1 เท่านั้นเอง
ที่กลุ่มโจรทั้ง 7 คนนั้น สามารถสังหารคนในหมู่บ้านทั่วละแวกได้เป็นเพราะชาวบ้านละแวกนี้กว่าครึ่งไม่มีพื้นฐานลมปราณ หรือต่อให้มีก็พื้นฐานต่ำต้อยชนชั้นลมปราณสีม่วงและสีครามเท่านั้นเองส่งผลให้เกิดเรื่องน่าเศร้า...
กองมือปราบได้ทราบเช่นนั้น จึงรีบส่งกำลังที่มั่นใจว่าจะกำราบกลุ่มโจรนี้ได้แน่นอนออกมา...น่าเสียดายที่ข้อมูลจากสายลับนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงกลลวง!! กลุ่มโจรทั้งหมดล้วนเป็นยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเขียวและสร้างค่ายกลไว้รอบเขาหมิงซาน ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงออกมาเป็นเช่นนี้...
“เวลานี้ทุกคนตายหมดแล้ว แม้แต่หัวหน้าหน่วยชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่5 ก็ยังถูกสังหารกับตาของข้า ท่านหัวหน้าหน่วยได้สละชีวิตเพื่อให้ข้ารอดออกมา ภารกิจคือการหนีออกจากขอบเขตค่ายกลและติดต่อกับไปยังกองมือปราบให้ส่งยอดฝีมือเข้ามากวาดล้างอีกครั้ง...
น่าเสียดายที่ข้านั้นอ่อนแอเกินไป เพียงแค่คิดจะหนีก็ยังไม่อาจกระทำได้หากไม่บังเอิญพบเจอพวกเจ้า การสละชีวิตของท่านหัวหน้าหน่วยก็คงจะสูญเปล่า...”มือปราบหนุ่มกล่าวทั้งน้ำตาที่ร่วงโรย
หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็พลันตะลึงพรึงเพริด ข้อมูลเหล่านี้แตกต่างไปจากภารกิจที่พวกนางได้รับมาอย่างสมบูรณ์!! จากที่พวกนางสมควรแค่มาช่วยงานกองมือปราบ แต่ในเมื่อกองมือปราบถูกสังหารไปจนหมดสิ้นแล้วภารกิจครั้งนี้ก็สมควรจะถูกยกเลิกทันทีเพื่อความปลอดภัย...
ทั้งสองหันมองหน้ากัน แสดงความลังเลออกมาอย่างแจ่มชัด... ก่อนที่เตียซวงซวง จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมายาวพรืดหนึ่ง หันมองไปยังทิศทางของยอดเขาหมิงซาน...
“พวกเราคงต้องถอนตัวแล้ว... มันอันตรายเกินไปเวลานี้สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการนำพาท่านมือปราบผู้นี้ออกจากขอบเขตค่ายกลปิดกั้นการสื่อสารขอเพียงแค่ไม่ถึงเชิงเขานอกค่ายกลได้สำเร็จ พวกเราจะสามารถแจ้งเหตุไปยังหน่วยกองปราบและสำนักได้โดยตรง...” แม้ว่าใบหน้าของ เตียซวงซวง จะเผยความไร้เดียงสาออกมาแต่แท้จริงแล้วนางมีพลังในการประเมินวิเคราะห์ที่แยบยลเช่นกัน ตัดสินใจไม่พาตนเองและสหายไปเสี่ยงอันตราย...
เป็นจังหวะที่ เหยาซาน เดินกลับมาหาพวกนางด้วยสีหน้ามืดดำเคร่งขรึม...ร่างของเด็กหนุ่มอาบท้วมไปด้วยโลหิต ประกายแววตาบ่งบอกถึงการตัดสินใจตั้งมั่นเช่นกัน...
“ถูกอย่างที่แม่นางเตียกล่าว... ที่นี่อันตรายเกินไปไม่ใช่ระดับที่พวกเราจะเข้าไปยุ่มย่ามได้แล้ว ควรถอยร่นให้เร็วที่สุด!!”
สามผู้เยาว์ และมือปราบหนุ่ม พยักหน้าตอบรับเห็นพ้อง... หากแต่ในเวลาไล่เลี่ยก็ได้บังเกิดเสียงแผดกังวานออกมาจากทิศทางที่ เหยาซาน เพิ่งจะจากมา มันเป็นเสียงคำรามที่ดังสะท้านสะเทือนไป4 ทิศ บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งเจ้าของน้ำเสียงที่เป็นระดับชนชั้นลมปราณสีเขียว...
ที่น่าตกใจกว่านั้น... มันคือเสียงที่ประสานคู่กันสองคน!!
เหยาซาน เบิกตากว้างทันที จากทิศทางและเสียงคำรามเด็กหนุ่มประเมินได้ในพริบตาเศษเสี้ยวความทรงจำระยะสั้นของโจรร่างผอมนั้น บอกว่ามีพี่น้องของมันอีก 2 คนซึ่งแข็งแกร่งกว่าตัวมันด้วย ได้กระจายกำลังช่วงออกตามล่ามือปราบหนุ่มที่หลบหนี
ดังนั้นเสียงคำรามประสานเมื่อครู่จึงคาดเดาได้ทันทีว่าเป็นเสียงของพี่น้องโจรร่างผอม ที่มาพบเจอศพของน้องชายตนเองจึงไม่อาจทนรับภาพที่ปรากฏนี้ได้ เสียงคำรามเจือปนไปด้วยความเศร้าสลดและความเคียดแค้น
คนทั้ง 4 ขนลุกชูชันทันที ระยะของเสียงที่ห่างออกไป ไม่เกิน 300 ก้าวเท่านั้น...เหยาซาน กัดขบฟันแนบแน่น ก่อนจะกระตุ้นป้ายโลหะเรียก เฝิงน้อย ให้โฉบร่างบินลงมาจากนภาอากาศแต่ช่างน่าเสียดายที่ เฝิงน้อย มีพละกำลังสามารถโดยสารได้เพียงครั้งละหนึ่งคนเท่านั้นไม่อาจหอบคนมากกว่าหนึ่งคนโบยบินขึ้นไปได้...
“เฝิงน้อย!!พามือปราบผู้นั้นหนีไปที่ตำแหน่งจอดเก๋งเกี้ยว แล้วค่อยวนกลับมารับพวกเรา!!”
เหยาซาน ออกคำสั่งทันที วิหคตนนั้นพยักหน้ารับรู้ สยายกงเล็บตวัดโฉบคว้าร่างที่บาดเจ็บของมือปราบหนุ่มถลาบินลงไปจากเขาในพริบตา แน่นอนว่าด้วยศักดิ์ศรีของสัตว์อสูรแท้สายพันธุ์วิหคเฝิงน้อย จึงไม่ยินยอมให้ผู้ใดขี่หลังของมันนอกจากผู้เป็นนาย ดังนั้นคนอื่น ๆจำต้องยอมรับการโดยสารในสภาพเช่นนี้...
สามผู้เยาว์ที่ไม่มีคนเจ็บคอยถ่วงความเร็วก็ระเบิดท่าร่างพุ่งออกจากพื้นที่ในทันที... ทั้งยังสัมผัสได้ถึงรังสีฆ่าฟันอันรุนแรงที่ติดตามมาอย่างกระชั้นชิดเหยาซาน กัดฟันแนบแน่นแม้ เหยาซาน จะสามารถระเบิดความเร็วได้มากกว่าสองหญิงสาว แต่เลือกที่จะเป็นผู้รั้งท้าย...
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่าได้หันกลับมา!! มุ่งหน้าหนีไปอย่างเดียว!!” เหยาซานแผดเสียงตะโกนไล่หลัง ก่อนจะประกบมือขึ้นพนม บริกรรมคาถาด้วยดวงตาที่แข็งกร้าง รอยสักอักขระทั่วร่างถูกกระตุ้นปรากฏความเข้มเขียวปกคลุมใต้ร่มอาภรณ์...
......................................................