บทที่ 2 ใจแคบเกินไป เกินไปจริงๆ (รีไรต์)
จางเจาตี้ถูกไล่ตะเพิดกลับไปก็รู่สึกเจ็บใจ ระหว่างทางที่เดินออกจากบ้านก็ยังไม่วายสบถด่าอวี์จิ่นซูไม่หยุดปาก
“ถ้าอยากให้ฉันยกโทษให้ก็มีแค่หอบเอาเงินช่วยเหลือกับเงินเก็บทั้งหมดมากราบขอโทษฉันเท่านั้นแหล่ะ!”
“ระวังธรณีประตูด้วย” จิ่นซูพูดเตือนช้าไปก้าวหนึ่ง
จางเจาตี้โกรธจนหัวร้อน เดินไม่ดูทางจึงล้มคะมำลงไปกับพื้นอย่างแรง
เธอเอามือปิดปากก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปอย่างขุ่นเคือง ส่วนจิ่นซูนั้น สายตาของเธอจับจ้องไปยังบางอย่างบนพื้น นั่นมัน... ฟัน?
ฟันหน้าหักไปครึ่งซี่! รังแกครอบครัวทหารฟ้าดินยังลงโทษ สมน้ำหน้า!
ใกล้ค่ำ กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยโชยไปทั่วบ้านล้อมลาน*[1] ทุกครัวเรือนกำลังวุ่นวายกับการทำอาหารเย็น
จิ่นซูเดินวนไปวนมาอยู่ในครัว ถึงแม้เธอจะมีฝีมือทำอาหารอยู่บ้างแต่ก็จนปัญญาเพราะขาดแคลนวัตถุดิบ ในถังข้าวสารแทบไม่เหลือข้าวสารอยู่เลย เมื่อลองเปิดดูก็พบว่ามีข้าวสารอยู่เพียงครึ่งทัพพี พอทำโจ๊กได้แค่ชามเดียว
เธอค้นหาทั่วทั้งบ้าน ก็เจอเงินอยู่แค่ 5 หยวนกับอีก 2 เหมา
ถ้ารอเงินช่วยเหลืออย่างเดียว ทั้งแม่ผัวทั้งลูกสะใภ้อาจจะต้องอดตายก่อนก็ได้
เื่เร่งด่วนที่สุดตอนนี้ คือต้องหาเงิน
จิ่นซูซาวข้าวที่เหลืออยู่จนสะอาดก่อนจะเทลงในหม้อแล้วตั้งไฟ ระหว่างรอข้าวสุก เธอก็นึกทบทวนถึงธุรกิจที่พอจะทำได้ในยุคนี้
ประธานอวี๋ไม่เคยขาดแคลนไอเดียในการทำธุรกิจ แต่ประธานอวี๋ในตอนนี้ ก็เหมือนกับหม้อที่กำลังตั้งไฟอยู่บนเตา กำลังเผชิญกับปัญหา
‘ขาดแคลน’ เช่นเดียวกัน
การเริ่มต้นด้วยเงินแค่ 5 หยวน 2 เหมา ต่อให้เป็ถึงซีอีโอระดับท็อป ก็คงพลิกสถานการณ์ได้ยาก
เมื่อโจ๊กสุกแล้วเธอจึงยกไปที่ห้องนอน และป้อนให้ซุนอิงด้วยตัวเอง
กลุ่มแม่บ้านปากมากพากันมานั่งพูดคุยนินทาใต้หน้าต่างบ้านตระกูลหลินตามเคย หัวข้อสนทนาก็ยังคงหนีไม่พ้นซุนอิง
“ซุนอิงน่ะ ทั้งชีวิตชอบเอาชนะไปซะทุกเื่ พอแก่ตัวเลยต้องมาเจอจุดจบแบบนี้ ตัวเองก็กลายเป็คนพิการ ลูกชายก็ถูกเธอทำร้ายจนตาย!”
“พ่อของหลินอี้เซวียนก็ตายในสนามรบ เขาเลยสืบทอดเจตนารมณ์ของพ่อด้วยการเป็ทหาร มันเกี่ยวอะไรกับซุนอิง?”
“ซุนอิงน่ะ ดวงแข็งเกินไปทำให้เป็กาลกิณี ผัวก็ตาย ลูกก็ตาย แถมตัวเองยังต้องมามีสภาพแบบนี้อีก! ฮ่าๆๆๆ”
จิ่นซูกรอกตาเล็กน้อยแต่ไม่ได้ลุกขึ้น ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า
“การใส่ร้ายป้ายสีครอบครัวทหาร เข้าข่ายมีความผิดฐานิ่ประมาท ถ้าร้ายแรงจะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ถ้าฉันยังได้ยินคำพูดดูถูกเหยียดหยามครอบครัวของฉันอีก อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
เสียงพูดคุยเงียบลง เมื่อจิ่นซูเดินไปที่หน้าต่างก็พบว่าทุกคนหายไปหมดแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงเงาร่างสองสามร่าง ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
จิ่นซูจดจำคนพวกนั้นเอาไว้ รอให้เธอแก้ปัญหาเื่เงินได้ก่อนเถอะ จะต้องสั่งสอนให้เป็เยี่ยงอย่าง ไม่งั้นคนพวกนี้คงได้ใจ เที่ยวนินทาคนอื่นไปทั่ว
ซุนอิงเป็คนปากเสีย ใครๆ ก็ชอบนินทาเธอ แม้แต่แม่ของเ้าของร่างเดิมยังบอกว่าเธอไม่ใช่แม่ผัวที่ดี เป็คนฉลาดแกมโกง และชอบใช้อำนาจ
จิ่นซูเดินกลับมาตั้งใจจะป้อนโจ๊กต่อ แต่กลับพบว่าใบหน้าของซุนอิงเต็มไปด้วยน้ำตา… เธอร้องไห้ จิ่นซูเช็ดน้ำตาบนใบหน้าให้เธอพลางถอนหายใจแล้วพูดว่า
“อย่าไปใส่ใจคำพูดของคนอื่นเลยค่ะ คุณเลี้ยงดูลูกชายที่กล้าหาญอย่างหลินอี้เซวียนได้จะเป็ผู้หญิงไม่ดีอย่างที่เขานินทาได้ยังไงกันคะ?”
ชาติที่แล้ว ข่าวลือเกี่ยวกับเธอมีมากกว่านี้อีก คู่แข่งทางธุรกิจที่แพ้เธอก็เที่ยวปั้นเื่เสียหาย ปล่อยข่าวลือของเธอไปทั่ว มีคำพูดหยาบคายแค่ไหนที่เธอไม่เคยได้ยิน?
ถ้าเก็บเอาทุกคำพูดมาใส่ใจ เธอก็คงตายไปแล้วเป็หมื่นๆ รอบ
“ข่าวลือก็เหมือนการลงโทษโดยปราศจากการไต่สวนจากสังคม คนที่ปล่อยข่าวลือ อาจจะทำด้วยความอิจฉาหรือด้วยความไม่รู้ ถ้าคุณไปแคร์คำพูดพวกนั้น พวกเขาก็จะยิ่งได้ใจแล้วกลายเป็เพชฌฆาตลงโทษคุณ แต่ถ้าคุณไม่สนใจ พวกเขาก็เป็ได้แค่ตัวตลกน่าสมเพชเท่านั้น”
สมองของคนป่วยติดเตียงได้รับความเสียหาย การร้องไห้ การไออาจเป็ปฏิกิริยาทางร่างกายที่เกิดจากระบบประสาทถูกกระตุ้น โดยไม่ได้เกิดจากการรับรู้
จิ่นซูเข้าใจเื่พื้นฐานแบบนี้ เธอรู้อยู่แล้วว่าการที่ซุนอิงน้ำตาไหลน่าจะเป็แค่เื่บังเอิญ แต่เธอก็แค่อยากจะพูดคุยด้วย
“โลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรมกับผู้หญิงเอาเสียเลย ทุกกฎเกณฑ์ล้วนแต่ปลูกฝังให้ผู้หญิงต้องอ่อนโยน อดทน อยู่บ้านเลี้ยงลูก และเสียสละเพื่อครอบครัว แต่เพียงเพราะเราทุ่มเทให้กับงาน ไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนหวานตามแบบแผน เราก็กลับถูกตราหน้าว่าเป็กาลกิณีที่ทำให้ผัวตาย ลูกตายงั้นเหรอ?”
ในความคิดของหญิงสาว การตัดสินว่าผู้หญิงคนหนึ่งดีหรือไม่ดีควรดูที่คุณค่าที่เธอมีต่อสังคมมากกว่า ซุนอิงเป็แม่ที่ดีที่เลี้ยงดูลูกชายจนเป็วีรบุรุษ ส่วนตัวเธอเองก็เป็นักธุรกิจหญิงที่อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ พวกเธอล้วนเป็ผู้หญิงที่ดี
ที่เธอพูดกับซุนอิงในวันนี้ ก็เพราะชื่นชมในตัวผู้หญิงคนนี้ที่ยอดเยี่ยม และความเห็นอกเห็นใจกันในฐานะเพศเดียวกัน
หลังจากป้อนโจ๊กจนหมด จิ่นซูก็เก็บเงินใส่กระเป๋า เหน็บมีดพกติดตัวไว้ป้องกันตัวก่อนจะออกจากบ้านทั้งที่ท้องยังว่างเปล่า
ทันทีที่เธอออกไป เหล่าแม่บ้านขี้นินทาที่เพิ่งจะถูกเธอขู่จนหนีกระเจิงไป ก็กลับมารวมตัวกัน แล้วซุบซิบกันอย่างออกรส
“สามีก็ตายไปแล้ว แม่สามีก็กลายเป็คนป่วยติดเตียงไม่มีใครดูแล ใกล้จะมืดแล้วยังออกจากบ้านอีก หรือว่าไปหาชู้?”
คำพูดเ่าั้ลอยเข้าหูซุนอิง ทำให้เธอได้แต่ด่าในใจ ‘พวกปากหมา!’
ตอนที่เธอต้องเป็ม่าย พวกเขาก็เอาเธอไปนินทาแบบนี้ ตอนนี้ยังกล้าเอาเื่แบบนี้มาพูดถึงลูกสะใภ้ที่ดีของเธออีก!
ลูกสะใภ้ที่ยอมยกโจ๊กชามสุดท้ายให้แม่ผัวที่ป่วยติดเตียงจะเป็คนเลวทราม ไปมีชู้ได้ยังไงกัน?
ซุนอิงได้แต่โทษตัวเองที่ลุกขึ้นมาไม่ได้ ถ้าเธอลุกขึ้นได้เธอจะออกไปด่าพวกปากมอมคนนั้นให้หมด
ที่จริงแล้ว ซุนอิงรู้สึกตัวแล้ว
เธอได้ยินเสียงรอบข้าง แต่แค่ลืมตาไม่ขึ้น
ตอนที่จิ่นซูพูดคุยกับเธอเมื่อครู่ เธอรู้สึกซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหล
ตอนที่แม่ของจิ่นซูมาที่บ้านเพื่อขอเงิน หัวใจของเธอแทบวาย คิดว่าเงินเก็บที่สะสมมาหลายปีจะต้องถูกแย่งเอาไป ไม่คิดเลยว่าลูกสะใภ้จะกล้าหาญขนาดนี้ ด่าจนแม่ของตัวเองต้องเผ่นกลับไป
เธอทั้งซาบซึ้งใจและรู้สึกผิด ก่อนหน้านี้เคยรังเกียจที่จิ่นซูเรียบร้อยเกินไปคิดว่าไม่น่าจะดูแลบ้านได้ วันนี้ได้ยินจิ่นซูพูดความในใจออกมา เธอเพิ่งรู้ตัว ว่าที่ผ่านมาตัวเองใจแคบเกินไป ลูกสะใภ้คนนี้พูดจาชัดเจนเข้าใจง่าย มองก็รู้ว่าเป็คนหัวทันสมัยไม่ใช่คนยอมคนง่าย ๆ แน่นอน
วิธีรับมือกับเพื่อนบ้านขี้นินทาก็ทำได้อย่างดี มีเหตุผล ไม่หาเื่แต่ก็ไม่กลัวที่จะมีเื่ ในละแวกนี้จะมีสะใภ้บ้านไหนกล้าหาญแบบนี้บ้าง ซุนอิงตั้งใจว่า ถ้าเธอฟื้นขึ้นมาได้ต้องดูแลลูกสะใภ้ให้ดี ๆ
ปักกิ่งในยุค 90 ไม่มีรถราคับคั่งเหมือนในยุคหลัง ๆ แต่จักรยานมีไม่น้อย ท้องฟ้ายังไม่มืดคนงานเลิกงานก็รีบกลับบ้าน จิ่นซูรู้สึกโชคดีที่บ้านยังมีจักรยานให้ใช้เป็พาหนะ
ออกจากตรอกซอกซอย เธอถามทางกับผู้คนที่เดินผ่านไปมา ชาวบ้านที่ใจดีก็อธิบายลักษณะภูมิประเทศแถบนั้นให้ฟัง ถนนหนทางตอนนี้ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่เหมือนยุคหลังที่มีสะพานยกระดับที่คดเคี้ยวไปมา ทำให้จิ่นซูไม่หลงทาง
ชาติที่แล้วในตอนนี้ เธอยังเป็แค่นักเรียนมัธยมต้นยังไม่ถึงวัยที่จะเริ่มต้นธุรกิจ เธอก็เคยได้ยินเื่เล่าเกี่ยวกับตำนาน การเริ่มต้นธุรกิจในยุค 90 จากผู้ใหญ่ในแวดวงธุรกิจมาก่อน อย่างน้อยก็พอมีข้อมูลบ้าง
ตอนนี้รายได้เฉลี่ยต่อคนน่าจะอยู่ที่ 300 - 600 หยวน
เมื่อเทียบกับยุค 80 ที่นโยบายไม่มั่นคงยุค 90 ถือเป็ยุคแห่งโอกาสในการทำธุรกิจถึงแม้จะมีความเสี่ยงไม่น้อยก็ตาม การผจญภัยในโลกธุรกิจเป็เื่ปกติ การที่คนที่ไม่มีโชคจะชนะได้ถือเป็เื่บังเอิญ
เงินต้นทุนมีแค่ 5 หยวน 2 เหมา เห็นทีจะค้าขายใหญ่โตไม่ได้คงต้องเริ่มจากตั้งแผงลอยเล็ก ๆ ไปก่อน
ใกล้ ๆ นั้นมีตลาดขายส่ง แต่กว่าเธอจะไปถึงพ่อค้าแม่ค้าคงเก็บร้านกันหมดแล้ว มีรถสามล้อคันหนึ่งบรรทุกเทปเพลงเต็มคันรถขับผ่านเธอไป เธอจึงรีบเรียก
การขายเทปผีซีดีเถื่อนนั้นกำไรดี แต่คนที่แสนจะซื่อสัตย์อย่างเธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น ที่บ้านยังรอเงินไปซื้อข้าวสาร ถ้าไม่มีเงินเข้าบ้านคงได้อดตายกันพอดี
เ้าของรถเห็นว่าเธอทั้งสวยทั้งดูเป็ผู้ดี คงนึกว่าเจอลูกค้าใจป้ำเข้าแล้ว
“ 10 หยวน 3 ม้วน เพลงดัง ๆ ทั้งนั้น!”
“ 5 เหมา”
เ้าของรถถึงกับตาเหลือกใครเขาต่อราคากันแบบนี้ แต่จิ่นซูพูดอีกเพียงประโยคเดียว ก็ทำให้เ้าของยอมขายให้แต่โดยดี
*[1] บ้านล้อมลาน มีลักษณะเป็บ้านเรือนหลายหลังปลูกล้อมรอบลานกว้างตรงกลาง โดยมีกำแพงล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน