ปรมัตถ์แห่งปรมาจารย์

    บท 36 โถงห้องมังกรบรรพกาล

    ใกล้เที่ยงวัน บนยอดเขายอดที่ห้า ลานบนยอดเขาเพียงพอที่จะให้ศิษย์จำนวนมากเดินไปมาอย่างไม่เบียดเสียด มันคือความยิ่งใหญ่ของขุนเขาแห่งนี้ เมื่อมองออกไปไกล ๆ จะเห็นยอดเขาถัดไปจนถึงยอดเขาที่เก้าไกลลิบ ๆ 


    เมื่อมองอีกด้านหนึ่งจากยอดเขาแห่งนี้ จะเห็นท้องทะเล มีฝูงนกบินมากมายดูแล้วเพลิดเพลิน และอีกด้านก็จะเห็นตัวเมืองซีแดน


    ในเวลานี้ เที่ยงวัน เจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก และอาวุโสบางส่วนที่เป็นอาจารย์ออกมายืนอยู่ที่ลานด้านหลังเจ้าสำนัก ส่วนศิษย์ต่าง ๆ ล้วนยืนรออย่างตั้งอกตั้งใจ ศิษย์เก่าบางคนรู้ดีว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่จะเพิ่มพูนพลังในร่างให้สูงและแกร่ง ในทุกสองปี ทางสำนักจะเปิดให้ศิษย์เข้าสู่ห้องโถงมังกรบรรพกาลแห่งนี้ ส่วนจะได้มากเพียงใด ก็แล้วแต่ความสามารถของตนเอง


    "วันนี้ครบกำหนดสองปี สำหรับพวกเจ้าที่เป็นศิษย์เก่าย่อมรู้แล้วว่า พวกเจ้าจะต้องเก็บเกี่ยวโอกาสให้ได้มากที่สุด ในรอบสองปีก่อน ศิษย์พี่เจ้า สามารถรับแรงกดดันได้ถึงแปดวัน"


    "ตามสลักหินหน้าโถง พวกเจ้าสามารถอยู่ได้ถึงสามสิบวันถ้าเจ้าต้องการ นั่นคือระดับตำนานที่เล่าขานกันมา สำหรับตัวข้าเองอยู่ได้สิบวันก็เต็มกำลังแล้ว"


    "เชิญรองเจ้าสำนักกล่าวต่อ ..." เจ้าสำนักกล่าว


    "โถงห้องมังกรบรรพกาล ที่อยู่ด้านในจะเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่เก้าชั้น แต่ละชั้นจะมีสายพลังหยวนธรรมชาติและปราณอินหยานที่เข้มข้นอย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายและจิตวิญญาณของพวกเจ้า หากพวกเจ้า สามารถกลั่นกรองพลังเหล่านี้ได้ดี ส่งต่อไปที่ตันเถียน จะทำให้ขนาดตันเถียนใหญ่ และกักเก็บพลังให้เจ้าได้"


    "แต่ ..."


    "แม้จะมีคุณ หากแต่ก็มีโทษ ..."


    "แต่ละชั้นจะมีแรงกดดันที่จะมาพร้อมกับปราณอินหยาน หากมากเกินไป จะทำให้เจ้าหายใจไม่ออก อึดอัด ตันเถียนเจ้าอาจจะแตกกระจายได้โดยง่าย เจ้าจะรู้เองเมื่อถึงเวลา"


    "จงหยุด เมื่อเจ้าเริ่มรู้สึกอึดอัด หากเป็นเช่นนี้สองสามครั้ง แสดงว่าเจ้าต้องรีบออกมาจากเจดีย์ทันที หาไม่แล้ว ตัวเจ้าและตันเถียนเจ้าอาจเสียหาย ซึ่งตอบได้ยากว่าจะฟื้นฟูใหม่ได้หรือไม่"


    "อย่างที่บอกไป เมื่อเจ้าเข้าไป จะแบ่งเป็นชั้น เมื่อเจ้าพร้อมเท่านั้น จึงจะขึ้นชั้นต่อไป หาไม่แล้วเจ้าจะเดือดร้อน" 


    "ข้าจะให้ศิษย์เก่าเข้าไปก่อน จากนั้นจึงจะให้ศิษย์ใหม่ตามเข้าไป" 


    "เริ่มได้" รองเจ้าสำนักกล่าวอธิบายท่ามกลางความสนใจและตื่นเต้นจากศิษย์ทั้งสำนัก


    ในอีกมุมหนึ่งของลานกว้าง ...


    "พวกเจ้าเมื่อมีโอกาส จัดการพวกมันซะ เหลือไว้แค่ผู้หญิง เอาตัวผู้หญิงไว้ให้ข้า ส่วนผู้ชายอย่าให้มันได้มีโอกาสออกมาอีกต่อไป โดยเฉพาะเจ้าเด็กเสื้อฟ้านั่น" เสียงสั่งการด้วยความโกรธที่ออกมาจากชายหนุ่มที่เป็นศิษย์เอก หาใช่ใครอื่น หากแต่เป็นฮุ่ยหมิงนั่นเองที่บาดเจ็บและเคียดแค้นลู่ซือเป็นอย่างมาก


    ในช่วงเวลาที่รอ ... ลู่ซือเดินไปที่หน้าโถงห้อง เมื่อแหงนหน้าดูก็พบศิลาหยกนิลมีรูปมังกรขนาดใหญ่ ดวงตามีสีแดง เหมือนกำลังเคลื่อนไหวในท้องฟ้า


    "รูปศิลานี้มีมานานมากแล้ว"


    "ไม่รู้มีที่มาอย่างไร แต่เป็นตำนานตกทอดต่อกันมาว่า สถานที่แห่งนี้ มีผู้เยี่ยมยุทธ์เดินทางผ่านมา และใช้ขุนเขาทั้งเก้าเป็นที่ฝึกวิชา และสร้างห้องฝึกวิชาและค่ายกลไว้จำนวนมาก" 


    ลู่ซือหันไปดูตามเสียงที่บรรยายออกมา พบว่าเป็นเจ้าสำนักยืนอยู่ใกล้ ๆ ตนเอง


    ลู่ซือแสดงความคารวะให้เกียรติในฐานะที่เป็นเจ้าสำนัก 


    "เท่าที่ข้ารู้ มีไม่กี่คน ที่จะมายืนมองศิลานี้อย่างตั้งใจเช่นเจ้า" เจ้าสำนักกล่าว


    "ข้าเชื่อว่า มังกรนี้มีชีวิตและจิตวิญญาณ" ลู่ซือกล่าวไปตามตรง


    "อืม ... เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ ข้าไม่สามารถสัมผัสความรู้สึกเช่นนี้ได้ แต่ข้ารู้สึกว่า มังกรนี้ ถูกสร้างโดยผู้เยี่ยมยุทธ์ในยุคนั้น ท่านผู้นั้น จะต้องมีพลังมหาศาลที่จะสร้างรูปมังกรขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนมีชีวิตนี้ได้"


    "เท่าที่จำความได้ ... ตั้งแต่ข้าเข้าสำนักมา ยังไม่มีใครคิดเช่นเจ้า"


    "แต่ทุกคนย่อมมีความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป เจ้าไปเตรียมตัวเถิด จงขวนขวายหาโอกาสให้ดีที่สุด ข้าเชื่อในศักยภาพของเจ้า" เจ้าสำนักอมยิ้มเล็กน้อย จากนั้นจึงตบบ่าลู่ซือแล้วเดินออกไป


    ในที่สุดก็ถึงคราวลู่ซือเดินเข้าโถงห้องมังกร อ้ายเหม่ยซึ่งเดินเข้าไปก่อนหน้าหันมาดูลู่ซือ เหมือนจะรอเข้าไปพร้อมกับลู่ซือ ทว่าสุดท้ายก็ตัดสินใจเดินเข้าไปพร้อมกับป๋อเหวินและฉู่เสียน


    ลู่ซือย้อนคิดถึงสิ่งที่สนทนากับเจ้าสำนัก ...


    "เท่าที่จำความได้ ... ตั้งแต่ข้าเข้าสำนักมา ยังไม่มีใครคิดเช่นเจ้า หากแต่เจ้าอาจสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง"


    "อาจารย์ปู่ของข้าเล่าว่า มีตำนานเล่าว่า เมื่อถึงวันฟ้าเปิด มังกรจะเฉิดฉาย จักระแสงจะส่องไปทั่วหล้าอีกครา ทว่าไม่มีใครรู้ เพราะประโยคนี้ อาจารย์ปู่ข้า ก็ได้รับฟังมาจากบรรพชนสืบต่อกันมานานแสนนาน"


    "ข้าไม่เคยกล่าวสิ่งนี้กับผู้ใด หากแต่ข้อความนี้ ถูกสลักไว้ที่ศิลาหยกนิลอีกด้านหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว"


    "แต่ทุกคนย่อมมีความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป เจ้าไปเตรียมตัวเถิด จงขวนขวายหาโอกาสให้ดีที่สุด ข้าเชื่อในศักยภาพของเจ้า"


    ลู่ซือทบทวนสิ่งที่เจ้าสำนักกล่าวก่อนหน้านี้ ความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น ทว่าไม่แน่ใจว่าคือสิ่งใดกัน สิ่งที่สัมผัสได้เมื่อย่างเข้าสู่เส้นทางมาเขาแห่งนี้ จักระทั้งสาม โดยเฉพาะจักระมังกร เหมือนจะหมุน ทั้งรับทั้งส่งถ่ายพลังวิ่งวนไม่หยุด หากแต่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวนั้นได้ ในยามนี้ไม่แน่ใจนักว่าเกิดอะไรขึ้น 


    เมื่อลู่ซือก้าวเข้าสู่ชั้นหนึ่ง มีศิษย์จำนวนมากนั่งปรับพลังอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่ลู่ซือเดินเข้ามา พลังไตรจักระเริ่มดูดซึมพลังหยวนอินหยานอย่างบ้าคลั่ง ลู่ซือไม่รู้สึกกดดันแต่อย่างใด แต่รับรู้สายพลังที่ซึมซับของไตรจักระ จากนั้นจึงตัดสินใจเดินต่อขึ้นไปชั้นสอง ศิษย์จำนวนมากเห็นลู่ซือเดินไป โดยไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ก็แปลกใจ 


    "ทำไม พึ่งเข้ามาก็เดินขึ้นไป"


    "ไอ้เด็กนี่ไม่ปรับระดับพลังหรือไงกันวะ"


    "ไม่กลัวตายหรือไง"


    เมื่อเห็นดังนั้น ศิษย์บางส่วนพยายามจะเดินขึ้นไปเช่นลู่ซือ หากแต่หลายคนก็ยังคงทำไม่ได้ การหายใจเริ่มติดขัด แน่นท้อง ทำให้ต้องรีบหยุดปรับร่างกายต่อเนื่อง ตามที่รองเจ้าสำนักเคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้


    เมื่อขึ้นไปชั้นสอง ลู่ซือเห็นอ้ายเหม่ย ป๋อเหวิน และ ฉู่เสียนนั่งปรับพลังอยู่ด้วยกันก่อนแล้ว ลู่ซือไม่ได้เข้าไปทักทายแต่อย่างใด เพราะไม่ต้องการรบกวนสมาธิ หากแต่ในยามนี้ มีผู้คนบางส่วนเริ่มซุบซิบในทิศทางที่ลู่ซือเดินไป นั่นก็เพราะ ขณะที่ลู่ซือเดินเข้ามา พลังปราณธรรมชาติและหยวนอินหยาน ต่างวิ่งเข้าสู่ร่างลู่ซือเป็นเส้นสีแดง สีดำ และสีขาวอย่างชัดเจน



    คล้ายกับเรื่องปรมัตถ์แห่งปรมาจารย์ ที่คุณอ่าน