สาวใช้ผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในเรือนหลังเล็กที่ข้าพักอาศัย ใบหน้าของนางเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเรียวคู่นั้นมองข้าราวกับข้าคือสิ่งของไร้ค่าในสายตา
นางยืนอยู่ตรงประตูด้วยท่าทางเ็า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนคำสั่งมากกว่าคำขอ
"แม่นางเสี่ยวเหมย มีผู้หนึ่งอยากพบท่าน ขอเชิญตามข้ามาด้วยเ้าค่ะ"
ข้าชะงักไปครู่หนึ่ง
「ใครกันที่้าพบข้า?」
ข้ากวาดตามองสาวใช้ตรงหน้า นางไม่ได้แสดงท่าทีเคารพข้าเลยแม้แต่น้อย ท่าทางของนางเหมือนจะบอกว่า ข้าเป็เพียงคนต่ำต้อยที่ไม่สมควรอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้
"ผู้ใดหรือ?"
ข้าถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
สาวใช้ไม่ตอบคำถามของข้า นางเพียงหมุนตัวกลับและพูดว่า
"โปรดตามข้ามาเถิดเ้าค่ะ"
ข้าลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้เก่า หยิบเสื้อคลุมบางเบามาสวมทับก่อนจะเดินตามนางออกไป
ความเงียบงันในเรือนเล็กทำให้เสียงฝีเท้าของข้าดังก้องในหู
สาวใช้เดินนำข้าไปตามเส้นทางที่ข้าไม่คุ้นเคย นางพาข้าลัดเลาะผ่านครัวใหญ่ของคฤหาสน์
กลิ่นหอมของซุปสมุนไพรที่กำลังเดือดพล่านในหม้อทองแดงลอยมาแตะจมูก เสียงตะหลิวกระทบกระทะดังเป็จังหวะ แต่ไม่มีใครในครัวหันมามองข้าเลยแม้แต่น้อย ราวกับข้าเป็เพียงเงาที่ไร้ตัวตน
นางพาข้าผ่านประตูเล็กที่ซ่อนอยู่หลังชั้นวางถังน้ำมัน
ข้าชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นทางเดินแคบ ๆ ที่ทอดยาวออกไปข้างหน้า ทางเดินนั้นมืดสลัว มีเพียงแสงสว่างเล็กน้อยที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้เก่า เสียงฝีเท้าของเราดังก้องในความเงียบ
ข้ารู้สึกได้ถึงความเย็นชื้นที่แผ่ซ่านมาจากพื้นดิน 「เหตุใดจึงต้องใช้เส้นทางเช่นนี้?」
เมื่อเดินมาถึงสุดทาง สาวใช้ผลักประตูไม้บานเล็กที่ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้งานมานาน เสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานพับดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
ลมเย็นจากภายนอกพัดเข้ามาปะทะใบหน้าข้า
ข้าก้าวตามนางออกไปโดยไม่เอ่ยคำใด สายตาของข้ากวาดมองรอบด้าน พบว่าตนเองยืนอยู่ในตรอกแคบ ๆ ที่ปูด้วยหินเก่าแก่
ผนังอิฐสองข้างทางสูงชันบดบังแสงแดดจนแทบมืดสนิท เงาของเราเคลื่อนไหวไปตามแสงสลัวที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคาไม้เก่า
เสียงฝีเท้าของสาวใช้ดังสะท้อนในตรอกแคบ นางยังคงเดินนำหน้าข้าด้วยท่าทางที่ไม่แยแส
ข้าสังเกตเห็นว่านางไม่แม้แต่จะหันกลับมามองข้าเลยสักครั้ง ราวกับข้าเป็เพียงเงาที่เดินตามหลังนาง
「นี่มันอะไรกัน? เหตุใดจึงต้องลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้?」
ข้าเดินตามนางมาจนทางเดินทะลุถึงโรงน้ำชาที่ร่ำลือกันว่าเป็ที่รวมตัวของชนชั้นสูงที่ตั้งอยู่กลางเมืองใหญ่
ตัวอาคารสูงสง่าด้วยหลังคาโค้งที่ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกต แสงแดดอ่อน ๆ สะท้อนกับกระเบื้องเ่าั้ราวกับประกายของหยก
ข้าก้าวเข้าไปในโรงน้ำชา กลิ่นหอมของชาอุ่น ๆ ลอยแตะจมูก เสียงพูดคุยเบา ๆ ของแขกในโรงน้ำชาดูเหมือนจะหยุดลงชั่วขณะเมื่อข้าเดินผ่าน
มีคนนำทางข้าต่อจากสาวใช้คนเดิมพาข้าไปไปยังห้องส่วนตัวที่อยู่ด้านในสุด
ประตูไม้เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่กลางห้อง นางสวมชุดผ้าไหมสีแดงเข้มปักลายดอกโบตั๋น ผ้าคลุมหน้าบางเบาสีขาวปกปิดใบหน้าของเธอไว้ แต่ท่าทางสง่างามและแววตาเ็าที่มองมาทำให้ข้ารู้สึกถึงแรงกดดันที่ไม่อาจอธิบายได้
"เ้าคือเสี่ยวเหมยใช่หรือไม่?" เสียงของเธอเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปี
ข้าพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามเธอ
「สตรีคนนี้เป็ใครกันแน่? เหตุใดนางถึง รู้ชื่อข้า?]
"ข้าคงไม่ต้องอ้อมค้อม เ้าคงรู้ดีว่าการแต่งงานของเ้ากับเฉินอี้เฟิงเป็เื่ที่ไม่สมควร"
นางพูดพลางโยนถุงเงินใบหนึ่งลงตรงหน้าข้า เสียงเหรียญในถุงกระทบกันดังแ่เบา แต่กลับก้องอยู่ในใจข้า
ข้ามองถุงเงินจำนวนมากนั้นด้วยความใ
นางรู้เื่การแต่งงานของข้ากับเฉินอี้เฟิงได้อย่างไร? หรือว่านางคือภรรยาตัวจริงของเขา?」
ความคิดนั้นแล่นเข้ามาในหัวข้าอย่างรวดเร็ว แต่ข้าก็ปัดมันทิ้งไป
「นางรู้เื่การแต่งงานนี้ได้อย่างไร? แต่ดูเหมือนนางจะไม่รู้ว่านี่เป็เพียงการแต่งงานปลอม ๆ เพื่อแก้คำสาป」
นางโยนถุงเงินลงพื้นตรงหน้าข้า เสียงเหรียญในถุงกระทบกับพื้นเสียงดัง
นางมองข้าด้วยสายตาเ็าและพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูถูก "รับเงินนี่ไป แล้วออกไปจากชีวิตของเขาเสีย"
ข้าก้มมองถุงเงินตรงหน้า ความเงียบงันในห้องทำให้เสียงหัวใจข้าดังชัดในหู
「นี่คือสิ่งที่นาง้าหรือ? ซื้อข้าออกไปจากชีวิตของเขา?」
ข้าสูดลมหายใจลึก พยายามระงับความรู้สึกที่ปั่นป่วนในอก ข้าเงยหน้าขึ้นมองนางตรง ๆ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถาม
「นางเป็ใครกันแน่? เหตุใดจึงรู้เื่การแต่งงานนี้?」
"ท่านทราบเื่การแต่งงานของข้าและท่านเฉินอี้เฟิง" ข้าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความสงสัย "เหตุใดท่านจึงไม่พูดเื่นี้กับฮูหยินเฉินโดยตรง?"
คำถามของข้าทำให้แววตาของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เพียงชั่วครู่ นางก็หัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นเย็นเยียบจนข้ารู้สึกหนาวไปถึงกระดูก
"เ้าคิดว่าฮูหยินเฉินจะสนใจเื่นี้หรือ? ข้าต่างหากที่ต้องจัดการเื่นี้ด้วยตัวเอง"
ข้าจ้องมองนางด้วยสายตาที่แน่วแน่ แม้ในใจจะยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย
「นางเป็ใครกันแน่? และเหตุใดจึงเกลียดชังข้าถึงเพียงนี้?」
สตรีนางนั้นหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงหัวเราะนั้นกลับเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความดูถูก นางมองข้าด้วยสายตาที่เหมือนจะมองทะลุถึงแก่นของข้า
"ข้าไปสืบดูมาแล้ว เ้าเป็เพียงลูกหลานของตระกูลหมอดูกระจอก ๆ เท่านั้น รับเงินนี่ไป แล้วกลับไปอยู่ที่เดิมของเ้าเสีย อย่ามาแปดเปื้อนตระกูลเฉินอีก"
คำพูดของนางเหมือนคมมีดที่กรีดลึกลงในใจข้า ข้ากำมือแน่นจนเล็บจิกลงในฝ่ามือ
「ตระกูลหมอดูกระจอก? นางกล้าดูถูกตระกูลของข้าเช่นนี้ได้อย่างไร!」
ข้าสูดลมหายใจลึก พยายามระงับความโกรธที่พลุ่งพล่านในอก
แต่สายตาของข้ากลับสะดุดกับบางสิ่งที่อยู่บนลอยอยู่เหนือหัวของนาง ตัวอักษรสีส้มตั้วนั้น
「นี่มัน... ตัวอักษรที่อยู่บนปกตำราของตระกูลข้า!」
ข้าจ้องมองมันด้วยความใ
「เหตุใดยันต์นี้จึงมาอยู่ที่นี่? 」
ในขณะที่ข้ากำลังตกอยู่ในห้วงความคิด เสียงฝีเท้าของสาวใช้ดังขึ้น พวกนางเดินเข้ามาพร้อมถาดชาและอาหารในมือ
แต่จู่ ๆ ข้าก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ ตัวอักษรที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้นพุ่งไปทางสาวใช้พวกที่กำลังถือถาดอาหารเข้ามา
ทันใดนั้นแววตาของสาวใช้ทั้งสองดูว่างเปล่า ราวกับถูกบางสิ่งสะกดไว้
ก่อนที่ข้าจะทันได้พูดอะไร สาวใช้ทั้งสองก็ราดชาและอาหารลงบนตัวและหัวสตรีที่หยิ่งยะโสนางนั้น
ชาร้อน ๆ และอาหารที่หอมกรุ่นเมื่อครู่กลับกลายเป็สิ่งที่ทำให้ชุดหรูหราของนางเลอะเทอะจนดูไม่ได้
"ว๊ายยย! เ้าพวกโง่! พวกเ้าทำอะไรของเ้า!"
สตรีนางนั้นร้องกรี๊ดลั่น เสียงของนางดังจนแขกในโรงน้ำชาหันมามองเป็ตาเดียว นางลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว พยายามปัดชาและอาหารออกจากตัวด้วยความโกรธจัด
ข้าใกับสิ่งที่เกิดขึ้น
「นี่มันอะไรกัน? เหตุใดสาวใช้ทั้งสองจึงทำเช่นนี้? หรือว่านี่เกี่ยวข้องกับยันต์ลึกลับนั่น?」
ข้าตัดสินใจหันหลังเดินออกจากห้องทันทีโดยมิได้ร่ำลาใคร
ความโกรธที่ถูกนางดูถูกตระกูลเมื่อครู่เหมือนจะหายไปสิ้นจากใจของข้า
ข้าทิ้งเสียงกรีดร้องและความวุ่นวายไว้เื้ั หัวใจของข้ายังคงหนักอึ้งด้วยความสงสัยแทน
「สตรีนางนี้เป็ใครกันแน่? และเหตุใดจึงรู้เื่การแต่งงานของข้ากับเฉินอี้เฟิง?」
ข้าก้าวเดินต่อไป ทิ้งเสียงวุ่นวายของโรงน้ำชาไว้เื้ั พร้อมกับความสงสัยที่ยังคงค้างคาในใจ...