หลินหลงอวี้เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ของพี่ชายจึงหัวเราะค้างพร้อมกับใจที่หล่นหายไปเกินครึ่งลุกขึ้นนั่งแต่ยังไม่เชื่อถือเสียทั้งหมด "พี่ใหญ่ เหตุใดท่านทำหน้าเช่นนั้น…ถูกพิษหรือ!?"
หลินหลานหรูปรายตามองพี่ใหญ่แวบหนึ่ง
ชั่วอึดใจต่อมาหลังเริ่มตระหนักถึงความเป็จริง ใบหน้าหลินหลงอวี้พลันซีดเผือดะโลุกขึ้นยืนด้วยความเร็ว สองมือเกี่ยวประคองพี่ชายในใจร้อนรุ่มระคนตื่นตระหนก "พี่ใหญ่…ท่าน!"
มือไม้คุณชายรองเงอะงะพันกันมั่วกับคนถูกพิษเขาควรทำเช่นไร ในตำราหนังสือไม่ได้เขียนบอกไว้เสียด้วยงุ่มง่ามไปเนิ่นนานจึงหันมาขอความช่วยเหลือจากน้องสาว"น้องเล็กเ้ามียาถอนพิษหรือไม่ รีบนำออกมาให้พี่ใหญ่เร็วเข้า!"
ในใจหลินหลานหรูยังรู้สึกขัดเคืองพี่ใหญ่ไม่หายเขากล้าวิจารณ์ฝีมือการทำขนมของนางเลวร้ายถึงเพียงนั้นดวงหน้าเล็กจึงจดจ่ออยู่แต่อักษรในตำรา ไม่ได้ละจากแม้เพียงสักอึดใจจับพลิกตำราในมือเปิดดูหน้าต่อหน้า ก่อนเอ่ยออกไปประหนึ่งเกียจคร้านสุดทน"ยาถอนพิษที่ใดกัน หลายปีมานี้มิใช่ว่าพิษใดก็ทำอันตรายพวกท่านไม่ได้แล้วรึอีกอย่างเมื่อครู่ก็แค่พิษหนอนใบไม้จะร้ายแรงแค่ไหนเชียวพี่ใหญ่ไม่ได้กลืนขนมลงไปสักหน่อยที่ท่านเห็นเมื่อครู่ท่านถูกพี่ใหญ่หลอกแล้วเ้าค่ะ"
หลินหลงอู่เห็นประกายตาของน้องรองเข้มขึ้นกิริยาท่าทางราวกับพยัคฆ์ขาเจ็บโกรธนายพราน จึงรีบกระโดนลงจากชานเรือนไปยังลานกว้างด้านหน้าตั้งท่าหมัดมวยเตรียมรับมือพร้อมสรรพ
ชาติก่อนหลินหลานหรูมีพี่ชายสองคนมาชาตินี้ก็มิได้แตกต่างกันมากนัก คนหนึ่งอายุสิบสี่ อีกคนอายุสิบสองหน้าตาของพวกเขาคล้ายเดิมเหมือนชาติที่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่ท่านพ่อท่านแม่ของนางบางครั้งนางเองยังเผลอคิดว่าพวกเขาอาจกลับชาติมาเกิดใหม่เช่นกันอย่างไรซะทุกคนก็ตายกันหมดในชาตินั้น ...หรือนี่คือการชดเชยให้นาง?
หลินหลานหรูปัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งแล้วหันมาให้ความสนใจกับตำราในมือต่อปล่อยให้พี่ชายทั้งสองตั้งท่าประลองหมัดประชันกันไปกระทั่งเสียงฝีเท้าของเฉิงอิ้นที่ดังกว่าปกติใกล้เข้ามานางจึงเงยหน้าขึ้นและเห็นอาจารย์ไป๋จากสำนักยุทธ์ลั่วซานหนึ่งในหกสำนักชื่อดังในยุทธภพ กำลังเดินตามมาด้านหลังเขา
ไป๋เซี่ยผู้นี้อายุราวสี่สิบต้นๆเป็อาจารย์สอนวิชาหมัดมวยให้พี่ชายทั้งสองของนางหลังลาออกจากสำนักซึ่งจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เขาผันตัวมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายทว่าไป๋เซี่ยก็ยังไม่หยุดสร้างชื่อเสียงให้แก่สำนักคอยสอนวรยุทธ์ให้กับเหล่าคุณชายสกุลใหญ่ในเจียงซูวิชาหมัดมวยก็เป็หนึ่งวิชาที่โดดเด่นที่สุดของสำนักลั่วซานโด่งดังไกลไปถึงเมืองหลวง ไปที่ใดมีใครบ้างไม่พูดถึง
เพียงแต่หลินหลานหรูไม่ค่อยชอบหน้าท่านอาจารย์ผู้นี้เท่าใด
หลินหลานหรูขยับลุกจากเก้าอี้ย่อกายคารวะท่านอาจารย์ไป๋อย่างนอบน้อม"หรูเอ๋อร์คารวะท่านอาจารย์ไป๋เ้าค่ะ"
ไป๋เซี่ยเผยยิ้มผงกศีรษะเล็กน้อยรับการคารวะจากคุณหนูหลิน หางตาชำเลืองมองสองคุณชายออกหมัดกลางลานบนพื้นยังเต็มไปด้วยหิมะทำให้เด็กทั้งสองขยับเท้าต่อสู้ลำบากเดิมทีเขาเพียงแต่เดินผ่านมา พอได้ยินเสียงดังเอะอะจึงแวะมาดู
บ่าวรับใช้ชุดใหม่ที่เข้ามาพร้อมกับเฉิงอิ้นช่วยยกเก้าอี้มารับรองท่านอาจารย์ พร้อมกับจัดโต๊ะวางชุดน้ำชาและของว่างทานเล่นชานี้เป็ชาดีจากเหอเป่ย ขนมยังหอมหวานไม่กลัวขายหน้าหลินหลานหรูจึงโบกมือให้พวกนางยกตะกร้าขนมพิษออกไปด้วย
ฮ่องเต้ในรัชกาลปัจจุบันให้ความสำคัญเื่การศึกษาและความกตัญญูของบุตรดังนั้นบรรดาอาจารย์ทั้งหลายจึงเป็บุคคลที่คนทั่วไปในทุกชนชั้นให้ความเคารพนับถือหากอยู่ในครอบครัวชาวนายากจน อาจารย์จะได้กินข้าวพูนชามขณะที่สมาชิกในครอบครัวอย่างมากก็ได้แค่ครึ่งชาม
ไร้สาระ!หลินหลานหรูยิ้มให้ท่านอาจารย์ไป๋ วันนี้ก็ให้เขาอยู่ที่จวนเป็วันสุดท้ายแล้วกันเชื่อว่าแปดถึงเก้าส่วนในใจไป๋เซี่ยได้คิดหาเหตุผลเตรียมกล่าวลาคนในจวนสกุลหลินนานแล้วเพียงแต่ยังหาโอกาสเหมาะสมไม่ได้อย่างไรเสียเงินรายเดือนที่สกุลหลินจ่ายก็นับว่าไม่เลวถ้าเช่นนั้นนางก็สร้างโอกาสให้เขาได้กล่าวลาสักหน่อยเป็ไรไป
"เชิญท่านอาจารย์ไป๋นั่งเ้าค่ะ"หลินหลานหรูหยิบป้านชาอุ่นๆ รินส่งให้ไป๋เซี่ย พลางกล่าวขออภัยไปด้วย"หรูเอ๋อร์ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์จะมาจึงไม่ได้เตรียมชาและของว่างที่ดีกว่านี้ให้ท่านอาจารย์อย่าได้ตำหนิข้าเลยนะเ้าคะ พี่ใหญ่กับพี่รองยังเล่นกันอยู่มองไม่เห็นท่านอาจารย์เช่นนี้ช่างเสียมารยาทต่อท่านนักให้ข้าเรียกพวกเขาดีหรือไม่เ้าคะ"
ไป๋เซี่ยรีบร้อนวางถ้วยชาก่อนยกมือเป็เชิงห้าม"ปล่อยพวกเขาไปเถิด ดูแล้วคุณชายทั้งสองน่าจะกำลังฝึกฝนวิชาใดอยู่ข้าเป็ถึงอาจารย์รู้จักกาลใดควรมิควรขัดจังหวะระหว่างการฝึกฝนนั้นถือเป็ข้อห้าม"
หลินหลานหรูกระตุกมุมปากยิ้มจางๆ วิชาใดหรือ? เหตุใดข้าจึงเห็นว่านั่นคือวิชาหมัดมวยของท่านเล่า
นางแสร้งใเล็กน้อย
ตอนนั้นที่ท่านอาจารย์ไป๋เข้าจวนมาครั้งแรกตามความเห็นของผู้อื่น นับว่าเขาเป็คนที่มีความสามารถน่ายกย่องผู้หนึ่งทว่าความสามารถของเขาจะสักเท่าไรกันเชียว มาอยู่ในจวนสกุลหลินได้ครึ่งปีนางกลับเห็นพี่ชายทั้งสองฝึกได้แค่ท่าหมัดมวยพื้นฐานทั่วไป อีกทั้งเวลาออกท่าทางยังดูเก้ๆกังๆ อย่างกับลิงถือลูกท้อ
เวลานี้ไป๋เซี่ยเอ่ยถึงข้อห้ามในการฝึกวิชากับนางจะให้นางนับถือในความสามารถของเขาได้อย่างไรสุดท้ายแล้วแม้แต่เฉิงอิ้นปิดตารับกระบวนท่าหมัดมวยจากเขายังทำได้อย่างสบายกระมัง
หลินหลานหรูยังแสร้งโง่อมยิ้ม"ข้าเห็นพี่ใหญ่กับพี่รองรับหมัดกันไปมานั่นใช่กระบวนท่าหมัดมวยที่ท่านสอนหรือไม่เ้าคะว่ากันว่าเป็ท่าที่ร้ายกาจนัก"
ไป๋เซี่ยชะงักลมหายใจติดขัดขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยออกไปอย่างอ้อมค้อม"วิชาหมัดมวยของข้าเป็วิชายุทธ์จากสำนักลั่วซานหนึ่งในหกสำนักเลื่องชื่อของยุทธภพ แม้ภายหลังข้าจะออกจากสำนักทว่ายังคงนำท่าหมัดมวยเหล่านี้มาใช้ เจตนาก็เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับสำนักคุณหนูหลินกล่าวชื่นชมวิชาหมัดมวยที่ข้าสอนเช่นนี้ข้ายินดีรับไว้แทนสำนักลั่วซาน"
…อ้อมไปไกลเลยทีเดียวไยเขาไม่ลากมาให้หมดทั้งหกสำนักเลย
คราวนี้หลินหลานหรูลอบยิ้มในใจ "ท่านอาจารย์เ้าคะดูอย่างไรข้าก็ว่าวิชาหมัดมวยนี้มีบางสิ่งไม่ถูกต้อง ท่านดูสิเ้าคะพี่ใหญ่กับพี่รองฝึกต่อสู้กันมาตั้งครึ่งปีแล้ว เหตุใดยิ่งขยับร่างกายพวกเขาถึงยิ่งดูน่าเกลียดเช่นนี้ไม่ใช่ว่าวิชาหมัดมวยของท่านทำบุรุษห่างไกลจากความสง่างามหรอกหรือเ้าคะ"
บ่าวรับใช้ด้านหลังหลุดปากหัวเราะพอเห็นคุณหนูตวัดสายตาเตือนก็เงียบเสียงลงทันควันเพียงแต่เกาทัณฑ์ที่ยิงออกไปแล้วไม่อาจดึงกลับยืนใกล้ถึงเพียงนี้มีหรือที่ไป๋เซี่ยจะไม่ได้ยิน
เดิมทีสตรีก็ไม่ควรวิจารณ์บุรุษกับคำกล่าวหานี้ ช่าง…ช่างเหลวไหลนัก! รับไม่ได้!
ความสุขุมสงบเยือกเย็นจอมปลอมของไป๋เซี่ยที่รักษามาตลอดจึงสิ้นสุดลงใบหน้าเริ่มแดงก่ำ ทว่าในใจแม้จะมีโทสะเพียงใดก็ไม่อาจกล่าวต่อว่าเด็กยิ่งต้องรักษามารยาท หากหลินหลานหรูโตกว่านี้เขาสามารถว่ากล่าวตักเตือนนางได้ที่นี่คือจวนสกุลหลินจะทำสิ่งใดล้วนต้องระวังเพียงแต่เพื่อชื่อเสียงแล้วเขาไม่อาจยอมให้ตัวเองขายหน้า
ดังนั้นเวลานี้ไป๋เซี่ยจึงไม่ต่างจากกาน้ำร้อนที่น้ำข้างในกำลังเดือดปุดๆยิ่งได้ฟังหลินหลงอู่เอ่ยประโยคต่อมา เส้นเืข้างขมับจึงเต้นตุบๆ
"น้องเล็กกระบวนท่าพี่ใหญ่เป็เช่นไรบ้าง เ้าเห็นว่ายอดเยี่ยมหรือไม่"
ยอดเยี่ยมที่ใดกัน!อีกเพียงนิดเดียวความอดทนของไป๋เซี่ยก็จะหมดลงแล้วที่ผ่านมาวิชาหมัดมวยที่เขาสอนให้เหล่าคุณชายสกุลอื่นแค่เพียงเวลาสองเดือนก็แสดงออกมาได้อย่างร้ายกาจ แล้วนี่คืออะไรคุณชายหลินสองพี่น้องฝึกไปตั้งครึ่งปี ย้ำว่าครึ่งปี! ยังออกท่าได้ไม่ครบนี่นะหรือคือคนไร้พร์ มีอย่างที่ไหนมาถามว่าตนเองยอดเยี่ยมหรือไม่อะไรคือเรียกว่ายอดเยี่ยมของเ้าเด็กนั่นกัน
กระนั้นหลินหลานหรูก็ยังกล่าวเอาใจทั้งที่เมื่อครู่ตนเองยังบอกว่าพวกเขาขาดความสง่างามอยู่เลยเช่นนี้ไม่เท่ากับบอกไป๋เซี่ยเป็นัยว่า นางไม่ได้จริงใจั้แ่แรกแล้วเท่ากับยอมรับว่านางไม่ได้ชื่นชมวิชาหมัดมวยนี้แม้แต่น้อย
"งดงามมากเ้าค่ะเกรงว่าใต้หล้านี้คงหาผู้ใดสู้ท่านไม่ได้"
ไอ๊หยา!!
เหตุใดแค่เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคของหลินหลานหรูถึงทำให้เขารู้สึกเหนื่อยหอบได้ขนาดนี้คิดไปคิดมาหลินหลานหรูนิสัยโตเกินวัยจริงๆ ตอนแรกที่เห็นนางไม่ได้นึกสนใจใดที่ผ่านมาน้อยนักจะได้พบนาง ครั้งนี้แค่คำพูดไม่กี่ประโยคเขาก็พ่ายแพ้เสียแล้วนางช่างเล่นกับความรู้สึกผู้อื่นได้โเี้จริงๆ
"พี่ใหญ่...ท่าหมัดท่านออกได้งดงามก็จริง ทว่าไร้พลังยิ่งนักเป็ข้าที่ทุ่มพลังทั้งหมดลงไปเหนื่อยเสียเอง เช่นนี้จะเรียนท่าหมัดมวยไปเพื่ออะไรมิสู้เปลี่ยนมาฝึกกระบี่เหมือนเดิมไม่ดีกว่าหรือ"
ผึง! ขาดแล้วความอดทนของไป๋เซี่ยขาดเป็เส้นๆ กระเด้งกระดอนไปตามพื้น วิ่งไล่เก็บก็คงไม่ทันกระมังคุณหนูหลินกลั้นขำจนปวดกราม ถึงอย่างนั้นไหล่นางก็ยังสั่นดิกๆ
ไหนเลยจะรู้ว่าตนเองจะมีวันนี้ไป๋เซี่ยถึงกับทนไม่ได้ ยิ่งได้หลินหลงอวี้เติมเชื้อไฟ ราวตะเกียงขาดน้ำมันมานานตอนนี้ถึงกับลุกโชนจนเอาไม่อยู่ ฝึกได้ไม่ดีก็แล้วไปเถอะ เหตุใดจึงหาว่าวิชาหมัดมวยของเขาไร้ประโยชน์ถึงเพียงนั้นจึงหลุดปากเอ่ยด้วยความโมโหว่า "พวกเ้าไม่ตั้งใจฝึกให้ดีแม้แต่หมัดที่ส่งออกยังไร้พลัง หน้าท้องก็เกร็งเกินไป ผ่อนเกินไปมีอย่างที่ไหนมาดูถูกวิชาหมัดมวยของข้า!"
ความโกรธนี้มากมายนักโกรธจนหงุดหงิด โกรธจนปวดหัว โกรธจนมือสั่น ฮึ่ย! หาที่ลงไม่ได้ก็มาลงกับโต๊ะแทนพ่นลมหายใจพรืดออกมาแรงๆ อย่างขุ่นเคือง
หลินหลานหรูเห็นท่าทางเช่นนี้แล้วจากที่ข่มกลั้นเสียงหัวเราะมานานจึงหลุดไปคำหนึ่ง ก่อนกระไอกระแอมกลบเกลื่อน"ข้า…พี่รองก็พูดเกินไป ท่านอย่าใส่ใจเลยเ้าค่ะ"
"ท่านอาจารย์!?" คุณชายสกุลหลินสองพี่น้องตาโต…เพิ่งมองเห็นหรือไม่รู้ว่าท่านอาจารย์มาั้แ่เมื่อไรมิหนำซ้ำตอนนี้ยังน่ากลัวราวกับไปโกรธผู้ใดมา
คงถึงเวลาที่ต้องร่ำลานายท่านสกุลหลินแล้วบุตรชายใช่ว่าไร้ความสามารถ เพียงแต่ไม่เหมาะกับวิชาหมัดมวยมิสู้เปลี่ยนไปสอนคุณชายสกุลอื่นที่มีพร์ด้านนี้จะดีกว่าเขาจะได้ไม่รู้สึกอับอายถึงเพียงนี้
ไป๋เซี่ยพ่นลมหายใจออกมาแรงๆเป็ครั้งสุดท้าย เอ่ยห้ามไม่ให้เด็กทั้งสองคารวะ"ต่อจากนี้ก็ไม่ต้องมาคารวะข้าแล้ว พวกเ้าฝึกต่อไปเถอะสักวันคงได้เป็ยอดคน" กล่าวจบก็ลุกจากเก้าอี้ สะบัดเสื้อคลุมเดินจากไปทันที
หลินหลงอู่ยิ้มแฉ่ง…อาจารย์ชม
ส่วนหลินหลงอวี้ยังคงอ้าปากค้างก่อนจะเอ่ยถามน้องสาว "น้องเล็ก เ้าทำให้ท่านอาจารย์โกรธหรือ"
หา? นางหรือ ไม่ใช่แค่นางกระมัง
"ข้าหรือเ้าคะ"หลินหลานหรูเลิกคิ้วทั้งสองข้างมองพี่รอง "เป็พวกท่านต่างหากไม่ตั้งใจเรียนแค่ท่าหมัดมวยพื้นฐานง่ายๆ ฝึกมาครึ่งปียังได้เท่านี้ข้าเห็นเพียงครั้งเดียวก็จำได้แล้วอาจารย์จากไปครั้งนี้คงไม่กลับมาแล้วเ้าค่ะ"
หนนี้นางไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะได้อีกต่อไปปล่อยลั่นสนั่นลาน แต่เมื่อเห็นเฉิงอิ้นเงียบขรึมอยู่ตลอดทั้งยังมองตรงไปด้านหน้าไม่ต่างจากรูปปั้นสลักหิน อารมณ์รื่นเริงของนางก็พลันหดหายหัวเราะเก้อเสียอย่างนั้น "เ้าไม่คิดว่ามันตลกรึอา...ข้าลืมไปว่าเ้าปิดตาอยู่...แต่ทำไมข้าจึงรู้สึกว่าเ้าเองก็เห็น เฉิงอิ้น!ไม่ใช่ว่าข้ารักษาตาเ้าหายแล้วรึ เหตุใดเ้ายังใช้ผ้าปิดตาอยู่อีก"
เฉิงอิ้นเอ่ยตอบ "ข้างนอกสว่างเกินไปข้าเพียงแสบตาเวลาเจอแสงจึงปิดไว้" นางพยักหน้าขึ้นลงอย่างเข้าใจเค้นยิ้มทั้งที่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เฉิงอิ้นยังเอ่ยต่อ "ตอนนี้แดดแรงแล้วคุณหนูกลับเรือนเถิดขอรับ"
ให้ข้ากลับเรือนเพื่อที่เ้าจะได้หายตัวไปอย่างนั้นรึ ต่อให้คิดเช่นนั้นหลินหลานหรูก็ยังพยักหน้าแล้วไม่กล่าวอันใดอีกปล่อยให้เฉิงอิ้นจูงมือเดินกลับเรือนในหัวคิดเพียงว่าจะใช้สมุนไพรใดรักษาดวงตาที่ไวต่อแสงของเขาดี
"น้องเล็ก เ้าจะไปแล้วรึไม่อยู่ดูพี่ใหญ่ฝึกกระบี่ก่อนเล่า" หลินหลงอู่ะโไล่หลัง
หลินหลงอวี้ส่ายหน้า พี่ใหญ่คิดอวดสิ่งใดต่อหน้าน้องเล็กอีกแล้วถึงอย่างนั้นหลินหลงอวี้ก็ยังจับกระบี่ของตนชักออกจากฝัก พร้อมตั้งท่าเตรียมจู่โจม
"น้องรองเ้าไม่ได้บอกว่าเหนื่อยหรอกหรือ ถึงเ้าไม่เหนื่อยแต่ข้าเหนื่อยแล้วเชิญเ้าฝึกไปคนเดียวเถิด"
จากนั้นพี่ชายคนโตสุดก็เดินจากไปอีกคนน้องชายคนรองเลยค้างเก้อ พอเห็นว่ารอบข้างไม่มีผู้ใดอยู่แล้วจึงเก็บกระบี่เข้าฝักหันหลังเดินจากไปอีกทางเช่นกัน บนลานกว้างหน้าเรือนทิศตะวันตกจึงได้ไร้เสียงไร้ผู้คนลงมีเพียงแสงแดดที่เริ่มแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
เฮอ… บ่าวรับใช้รอดตายไปอีกวัน
ห่างออกไปทางทิศใต้ของมณฑลเจียงซู…
"คุณชายอีกสามวันก็จะถึงเมืองหนานจิงขอรับบ่าวให้คนส่งจดหมายถึงท่านอาจารย์เฉาล่วงหน้าก่อนแล้ว"
ขบวนรถม้าพร้อมผู้ติดตามชายฉกรรจ์อีกยี่สิบกว่าคนยามนี้กำลังหยุดพักในเขตชายป่าระหว่างมณฑลเจ้อเจียงและมณฑลเจียงซูบนรถม้ามีตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเย่าสลักไว้อย่างโดดเด่นแม้กระทั่งชุดของเหล่าผู้ติดตามยังปักเครื่องหมายซึ่งเป็ที่รู้จักกันดีในแวดวงการทหาร
คุณชายน้อยอายุสิบสองซึ่งบ่าวผู้ติดตามเอ่ยถึงเมื่อครู่เวลานี้กำลังนั่งห้อยขาชันเข่าข้างเดียวบนที่นั่งคนบังคับรถม้าในมือถือกระดาษภาพวาดหลายใบ ทว่าสายตาคุณชายกลับไม่ได้มองที่ภาพหญิงสาวบนกระดาษที่เห็นคือเขากำลังมองหิมะสีขาวขุ่นบนพื้น ไม่รู้ว่าบนนั้นคุณชายจะเห็นสิ่งใดกันเป็เศษไม้หรือใบหน้านางในความฝัน
ทว่าท้ายที่สุดแล้วต่อให้เป็สิ่งใดแววตาคุณชายสกุลเย่ากลับดูเลื่อนลอย ราวภายในใจมีเื่นับล้านให้คิดไม่ตก
"เ้าถามกลุ่มพ่อค้าขบวนเมื่อครู่ได้ความว่าอย่างไร"เขาเอ่ยขึ้นในที่สุด
"บ่าวไปถามมาแล้วขอรับพวกเขาเห็นภาพแต่ไม่มีใครเคยเห็นนางมาก่อน"
คุณชายถอนหายใจราวกับรู้คำตอบนั้นอยู่แล้วว่าต้องเป็เช่นนี้เขาพับภาพวาดในมือหลายตลบแล้วยัดเก็บเข้าอกเสื้ออย่างดิบดีก่อนเอ่ยสั่งบรรดาผู้ติดตามทั้งหลาย "ออกเดินทางกันต่อได้แล้วถึงอำเภอข้างหน้าเมื่อไรค่อยหาที่พักสำหรับคืนนี้"
สีหน้าคุณชายดูผิดหวังยิ่งบ่าวผู้ติดตามเองก็จนใจ มองภาพวาดในมือที่เพิ่งใช้ถามหาคนกับกลุ่มพ่อค้าบ่าวพลิกหมุนภาพแล้วยกมองใกล้ๆ จากนั้นก็ยื่นออกห่างมองอย่างไรก็แค่วงกลมบิดเบี้ยวที่ซึ่งด้านในมีจุดสามจุด บนสอง ล่างหนึ่งแล้วก็มีเส้นๆ ขีดลากต่อจากวงกลม เพิ่มเส้นอีกสองสามเส้นที่บ่าวเดาว่าน่าจะหมายถึงแขนขา
ไอ๊หยา!คุณชายวาดภาพได้ห่วยขั้นเทพ แม้แต่บ่าวยังมองไม่ออกว่าเป็ชายหรือหญิงจินตนาการท่านช่างล้ำเลิศ …กี่ชาติจะหาคนเจอหรือ!?
หลังจากที่หลินหลานหรูกลับถึงเรือนแยกฝั่งตะวันออกเฉิงอิ้นก็หายวับออกจากจวนไปดังคาด…
"คุณหนูเ้าคะ คุณหนู…"เสี่ยวจิงเอ่ยเรียกเสียงเบา
หลินหลานหรูนั่งสัปหงกจวนจะตกจากเก้าอี้อยู่รอมร่อในมือนางถือพู่กันด้ามใหญ่ยกค้างเหนือกระดาษ พอภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว ศีรษะเล็กๆจะส่ายดิกๆ สลัดความง่วงงุนออกไปตั้งสมาธิใหม่แล้วลงน้ำหนักมือตวัดพู่กันคัดอักษรหลิ่ว[1]
แรกเริ่มนางจรดปลายพู่กันเขียนอักษรขีดแรกให้ความรู้สึกถึงพลังและความแข็งกร้าวขีดที่สองก็ยังเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวเช่นเดิม ขีดที่สามลายเส้นเริ่มคมและสมดุลขีดที่สี่… ขีดที่สี่นี้จู่ๆ ก็เริ่มไม่เข้าพวก กระทั่งเสียงศีรษะโขกโต๊ะดังตึง
จากนั้นนางก็แน่นิ่งไป
เสี่ยวจิงเบิกตาโพลงผละห่างจากจานฝนหมึกก่อนเขย่าแขนคุณหนูเบาๆ "คุณหนู…คุณหนูอย่าเพิ่งหลับเ้าค่ะ ประเดี๋ยวก็ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้วท่านทานข้าวก่อนแล้วค่อยไปนอนนะเ้าคะ"
"ฮื้อ! เ้าอย่ากวน" มือเล็กๆปัดถูกใบหน้าสาวใช้เข้าพอดี จึงดันหน้านั้นออกห่างอย่างหงุดหงิด
"คุณหนู บ่าวไม่กวนก็ได้เ้าค่ะท่านไปนอนบนเตียงดีๆ นะเ้าคะ"
เงียบ…
"คุณหนู?"
ยังคงเงียบ…
นับวันสาวใช้ข้างกายหลินหลานหรูยิ่งเ้าเล่ห์ร้ายกาจ"คุณหนู งานแข่งขันศิลปะทั้งสี่ปีนี้บ่าวได้ยินมาว่าคุณหนูสกุลเจินเชิญท่านอาจารย์จากเมืองหลวง มาสอนวิชาให้ถึงจวนเลยนะเ้าคะยังมี…"
"เ้าหุบปาก!"หลินหลานหรูเงยหน้าฉับไว กล้าเอ่ยถึงคู่อรินางหรือ"เ้ารีบให้คนไปยกกล่องข้าวที่เรือนครัวมา ข้าจะคัดอักษรต่อ"
เหอะๆั์ตาง่วงงุนก่อนหน้าพลันสว่างใสแป๋ว แม้แต่น้ำเสียงยังกระจ่างใสดุจระฆังั์
เสี่ยวจิงรับคำเดินออกจากเรือนไปไม่รอช้า
งานแข่งขันศิลปะทั้งสี่ (พิณ หมากอักษร ภาพ) จัดขึ้นทุกปีในเมืองหนานจิงแม้สองปีที่ผ่านมานางจะครองตำแหน่งผู้ชนะในการแข่งขันทว่านิสัยขี้ระแวงเข้าขั้นอันตรายของนาง ไม่อาจวางใจไม่ฝึกฝนได้
ยามปกติหลินหลานหรูต้องเรียนเย็บปักวาดภาพ เรียนกู่ฉิน และฝึกมารยาท เพียงแต่ส่วนใหญ่นางมักหนีเรียนอยู่ประจำไม่ว่าอาจารย์ท่านใดที่เชิญมาสอนให้ถึงจวนต่างส่ายศีรษะให้นายท่านและฮูหยินสกุลหลินตามๆ กัน
ประโยคที่ได้ยินจนชินจากปากของเหล่าอาจารย์ผู้มากความสามารถคือ 'ไม่ไหวแล้ว ข้าขอลา' จากนั้นก็ปาดน้ำตาเดินจากไปด้วยความอับอาย
หลินหลานหรู! แม้แต่ท่านอาจารย์นางก็ไม่เว้น 'ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคารพเพียงแต่พวกเขาไร้ความสามารถต่างหาก' นี่คือประโยคที่นางโต้เถียงกับมารดายามถูกตำหนิ…
หลินหลานหรูนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดคัดอักษรตลอดทั้งเช้าลากยาวมาจนถึง่บ่าย ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ทิ้งพู่กันแล้วเดินคอพับหลับไปบนเตียงกระทั่งถึงเวลาจุดโคมยังไม่มีทีท่าว่านางจะตื่น เป็เสี่ยวจิง กับสาวใช้รุ่นเด็กอายุเก้าขวบชื่อเสี่ยวจูช่วยกันปลุก
"คุณหนู ตื่นเถอะเ้าค่ะฮูหยินส่งคนมาตามท่านไปที่เรือนใหญ่แล้วเ้าค่ะ"
"บอกพวกเขาไปวันนี้ข้าจะกินข้าวเย็นที่เรือน" นางกล่าวจบก็ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะทันที
ทว่าเสียงหนึ่งกลับดังขัดหูมาจากด้านนอก"ยังไม่ตื่นอีกหรือเ้าคะ จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงเมื่อไรให้ผู้ใหญ่รอนานคือนิสัยท่านสินะเ้าคะ ช่างดีเลิศประเสริฐแท้"
หลินหลานหรูขบกรามกำหมัดแน่นนางเลิกผ้าห่มออกก่อนตะเบ็งเสียงตอกกลับอย่างมีโทสะ "เมื่อครู่เ้าว่าอย่างไรนะเป็ปากเดรัจฉานตัวใดลามปามถึงนิสัยข้า!"
จางหรงสาวใช้อายุสิบแปดจากเรือนใหญ่ยืนกอดอกพิงวงกบประตูเรือนขณะที่สายตาของนางปรายมองไปยังห้องชั้นในระหว่างคนทั้งสองมีฉากบังลมทอลายดอกโบตั๋นขวางอยู่"ตื่นแล้วก็รีบไปที่เรือนใหญ่เถิดเ้าค่ะ ค่ำนี้นายท่านมีแขกอย่าให้ผู้ใหญ่รอนานจนขายหน้า"
กล่าวจบจางหรงสะบัดหน้าพรืดยืดอกเดินจากไปอย่างจองหองพร้อมกับบ่าวรับใช้อีกสองคน
บ่าวรับใช้ในจวนที่อยู่มานานกว่าแปดปีมีผู้ใดไม่รู้คุณหนูสกุลหลินแรกเกิดมาก็พิกลพิการ หูหนวก เป็ใบ้ ตาบอด ร่างกายผ่ายผอมนอนรอวันตายไปวันต่อวัน เด็กคนนี้ใช้คุณหนูหลินตัวจริงหรือไม่นั้นเื่นี้หลายคนยังข้องใจแต่ไม่กล้าสืบความ
ั์ตาหลินหลานหรูเย็นเยียบยืนมองเงาหลังบ่าวรับใช้นางนั้นไปเงียบๆ เดิมทีตัวนางแรกเกิดจำอดีตได้ผลพวงจากความทรงจำในชาติก่อน ทำให้นางช็อกกับความตายที่เพิ่งประสบมาจึงไม่ยอมกินข้าว ไม่ปริปากร้องไห้ เหมือนเป็ร่างกายที่ไร้ิญญาทว่าภายหลังตระหนักได้ถึงความเป็จริง นางจึงเริ่มลุกขึ้นสู้และมีชีวิตให้ดี
มีชีวิตให้ดี? ไม่ถูกกระมังปีปีหนึ่งหลินหลานหรูเปลี่ยนสาวใช้ในเรือนไปมากกว่าสิบคนด้วยไม่มีใครทนนิสัยดุร้ายของนางไหว อย่าว่าแต่จางหรงเลยคงมีบ่าวรับใช้อีกกว่าครึ่งจวนที่หวังให้นางตาย
หึๆ แต่ข้าตายยากไม่รู้หรือ หลินหลานหรูยิ้มมุมปาก เห็นทีข้าต้องหาเวลาสั่งสอนเ้าหน่อยแล้ว
"คุณหนู ข้างนอกอากาศหนาวบ่าวไปเติมถ่านในเตาพกเพิ่มอีกนะเ้าคะ" เสี่ยวจิงเอ่ยหลังจากแต่งตัวให้คุณหนูเสร็จพอเห็นว่าคุณหนูอนุญาตแล้วจึงตรงไปที่กระถางไฟกลางห้องใช้ไม้คีบถ่านเพิ่มถ่านไปอีกสองสามก้อน
หลินหลานหรูรับเสื้อคลุมกันลมมาสวมเดินออกจากเรือนไปยังเรือนใหญ่ทางทิศเหนือ
_____________________________
[1] อักษรหลิ่วมีต้นแบบมาจากตัวอักษรของหลิ่วกงฮั่น จุดเด่นคือตัวอักษรมีความสมดุลดูผอมและแข็งกร้าว