หยกครึ่งใจ ใต้เงาบัลลังก์
ตอนที่ 3
ตำหนักเย็นเก่าทางทิศเหนือ
ยามจื่อมาถึงพร้อมเสียงระฆังไกล ๆ จากหอเฝ้ายาม วังหลวงต้าเยี่ยนยามกลางคืนเงียบจนคล้ายไร้ผู้คน หิมะยังโปรยไม่ขาดสาย เกล็ดขาวตกลงบนหลังคาตำหนักสูงต่ำ บนทางเดินหิน บนยอดสน และบนโคมแดงใต้ชายคา
แสงโคมในตำหนักอวี้หลันถูกดับลงทีละดวง จากภายนอกดูราวกับหลับใหลไปแล้ว แต่ในเงามืดหลังฉากกั้นลายเมฆ มีคนสองคนกำลังเตรียมออกจากตำหนักอย่างเงียบงัน
หลี่เฉิงเยว่เปลี่ยนอาภรณ์จากชุดขาวสูงศักดิ์เป็เสื้อคลุมสีเทาเงินที่เรียบกว่าเดิม ผมดำยาวรวบครึ่งหนึ่งด้วยปิ่นหยกเรียบ ๆ ใบหน้างดงามยังคงเ็า ทว่าแววตากลับลึกกว่าคืนใด
เซวียนอี้ถอดเกราะหนักออก เหลือเพียงชุดรัดกุมสีดำเข้มสำหรับเคลื่อนไหวในเงามืด ดาบยาวแนบข้างกาย ดวงตาคมจับจ้องไปยังประตูหลังตำหนัก
ฝูอันยืนอยู่ด้านข้าง สีหน้ากังวลจนแทบปิดไม่มิด "องค์ชาย หากคืนนี้มีคนรู้เข้า เกรงว่าจะกลายเป็เื่ใหญ่พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ดึงผ้าคลุมศีรษะขึ้นช้า ๆ "ในวังหลวง มีเื่ใดไม่ใหญ่บ้าง"
"เส้นทางหลังตำหนักมีทหารยามผลัดเวรทุกครึ่งก้านธูป กระหม่อมตรวจดูแล้ว ่เปลี่ยนเวรมีช่องว่างพอให้ผ่านไปได้พ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ก้าวมาข้างหน้าเล็กน้อย
"เ้าเพิ่งเข้าวังวันแรก แต่รู้เส้นทางเวรยามดีกว่าคนที่อยู่มาทั้งชีวิตเสียอีก" หลี่เฉิงเยว่ปรายตามอง
"นิสัยของทหารชายแดนพ่ะย่ะค่ะ ก่อนนอนต้องรู้ทางหนีทีไล่ก่อนเสมอ เพื่อให้คนที่ต้องปกป้องรอดชีวิต"
คำตอบนั้นทำให้หลี่เฉิงเยว่เงียบไปชั่วขณะ ในวังหลวง ผู้คนจำนวนมากพูดว่าพร้อมปกป้องเขา แต่แท้จริงล้วนคำนวณว่าจะได้อะไรกลับคืน ทว่าเซวียนอี้พูดเหมือนการปกป้องเป็ลมหายใจตามธรรมชาติของตนเอง ง่ายดาย หนักแน่น และน่าหงุดหงิดอย่างประหลาด — เพราะยิ่งอีกฝ่ายทำเช่นนี้ เขาก็ยิ่งไม่อยากเห็นเขาาเ็
องค์ชายเบือนสายตาออกไป "คืนนี้เ้าไม่ต้องเอาตัวมาบังข้าทุกครั้ง ข้ายังไม่อ่อนแอถึงเพียงนั้น"
"กระหม่อมรับบัญชา" เซวียนอี้ก้มศีรษะ
แต่หลี่เฉิงเยว่รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจจะทำตาม เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ "โกหกเก่งขึ้นแล้ว"
ฝูอันมองคนทั้งสองสลับกันไปมา ถอนใจเบา ๆ "กระหม่อมจะเฝ้าตำหนักไว้ หากมีผู้ใดถาม จะบอกว่าองค์ชายทรงพักผ่อนแล้ว"
"หากเกิดเื่ ให้จุดโคมสีขาวที่หน้าประตู" หลี่เฉิงเยว่พยักหน้า
เมื่อทุกอย่างพร้อม เซวียนอี้เดินนำออกทางประตูหลังตำหนัก ประตูไม้เปิดออกเพียงช่องแคบ ลมหนาวพัดเข้ามาทันที หิมะปลิวผ่านชายเสื้อทั้งสอง หลี่เฉิงเยว่ก้าวตามทหารเอกออกไปโดยไม่ลังเล
ค่ำคืนนี้ทางเดินในวังยาวกว่าทุกคืน เสียงฝีเท้าถูกกลบด้วยหิมะบาง ๆ เซวียนอี้เคลื่อนไหวเงียบราวเงา ส่วนหลี่เฉิงเยว่เดินตามด้วยจังหวะมั่นคง แม้เกิดมาในวัง แต่เขารู้จักทางลับและมุมอับของวังหลวงไม่น้อยไปกว่าผู้ใด เพราะคนที่ไม่เคยปลอดภัย ย่อมต้องเรียนรู้เส้นทางหนีของตนเอง
ทั้งสองเดินผ่านกำแพงแดงสูง ผ่านสระน้ำที่กลายเป็แผ่นน้ำแข็งบาง ผ่านศาลาพักร้างที่มีเพียงเสียงลมลอดผ่านผ้าม่านเก่า ระหว่างทางมีทหารยามสองกลุ่มเดินผ่าน เซวียนอี้เพียงยกมือขึ้นเล็กน้อย หลี่เฉิงเยว่ก็หยุดฝีเท้าทันที ทั้งสองซ่อนกายหลังเสาหินใหญ่ จนเสียงเกราะและรองเท้าทหารผ่านไปในความมืด
"เ้าเคยลอบเข้าวังมาก่อนหรือ" หลี่เฉิงเยว่เอ่ยเบา ๆ เมื่อทุกอย่างเงียบลง
"ไม่เคยพ่ะย่ะค่ะ"
"เ้าเดินเหมือนรู้จักที่นี่"
"กระหม่อมเดินตามรอยที่ควรมี — รอยเท้าทหารยาม รอยล้อรถส่งฟืน รอยน้ำจากถังที่หก รอยขี้เถ้าข้างกำแพง สิ่งเหล่านี้บอกได้ว่าทางใดมีคนใช้ ทางใดไม่มีคนสนใจ"
หลี่เฉิงเยว่มองเขาครู่หนึ่ง "เ้ามองโลกต่างจากขุนนางในวัง"
"กระหม่อมเป็ทหาร ไม่ใช่ขุนนาง"
"ดีแล้ว" น้ำเสียงองค์ชายเบาจนแทบกลืนไปกับลม "ขุนนางในวังส่วนใหญ่มองเห็นเพียงสิ่งที่ตนอยากเห็น"
เซวียนอี้ไม่ตอบ แต่จำประโยคนั้นไว้เงียบ ๆ องค์ชายสามพูดเหมือนคนที่เคยถูกผู้คนมองผ่านมานานเกินไป
ไม่นานทั้งสองก็มาถึงเขตเหนือของวังหลวง ที่นี่ต่างจากส่วนอื่นชัดเจน — โคมน้อยลง ทหารยามบางตา กำแพงแดงซีดจางจนเกือบเป็สีน้ำตาลเข้ม เถาวัลย์แห้งเลื้อยเกาะอิฐเก่า กลิ่นอับชื้นและกลิ่นไม้เก่าปะปนในอากาศ
ตำหนักเย็นเก่าตั้งอยู่สุดทางเดิน ประตูใหญ่ถูกปิดด้วยโซ่สนิมเขรอะ ป้ายไม้เหนือประตูเอียงลงครึ่งหนึ่ง ตัวอักษรทองที่เคยเขียนชื่อเดิมถูกขูดลบจนแทบอ่านไม่ออก เหลือเพียงรอยไหม้ดำตามขอบชายคา แม้เวลาผ่านมาสิบห้าปี ร่องรอยเพลิงไหม้ยังฝังอยู่ในเนื้อไม้ราวกับความแค้นที่ไม่ยอมสลาย
หลี่เฉิงเยว่หยุดยืนหน้าประตู ทันทีที่เห็นป้ายตำหนัก หัวใจของเขาเหมือนถูกมือเย็น ๆ บีบไว้ เสียงไม้แตก เสียงไฟลาม เสียงใครกรีดร้องดังขึ้นในหัว เขายกมือแตะขมับโดยไม่รู้ตัว
"องค์ชาย?" เซวียนอี้สังเกตเห็นทันที
"ไม่เป็ไร"
"พระพักตร์ซีดมากพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าบอกว่าไม่เป็ไร"
เซวียนอี้นิ่งไป หากเป็ผู้อื่นเขาคงไม่กล้าขัดคำสั่ง แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าคำว่า "ไม่เป็ไร" ขององค์ชายเป็คำโกหกที่ฟังแล้วเจ็บที่สุด เขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น "ถ้าไม่ไหว เรากลับได้พ่ะย่ะค่ะ"
"เรา?" หลี่เฉิงเยว่หันมอง
เซวียนอี้ชะงัก คำนี้หลุดออกมาโดยไม่ทันระวังเป็ครั้งที่สอง หิมะตกลงบนบ่าเขา "กระหม่อมหมายถึง…"
"ข้าบอกแล้วว่าไม่รังเกียจคำนี้" หลี่เฉิงเยว่หันกลับไปมองประตูเก่า "แต่คืนนี้ข้าไม่กลับ ข้าอยากรู้ว่าที่นี่พรากสิ่งใดไปจากข้า"
เซวียนอี้มองแผ่นหลังของเขา ในความมืดแผ่นหลังนั้นสูงศักดิ์เช่นเดิม แต่บางกว่าที่เคยเห็น คล้ายคนที่ยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางหิมะมานานหลายปี เขาไม่พูดอะไรอีก ก้าวไปข้างหน้าใช้ดาบสั้นตัดโซ่ตรงประตู เสียงโลหะขาดดังเบา ก่อนผลักประตูให้เปิดออก
กลิ่นฝุ่น กลิ่นไม้ผุ และกลิ่นไหม้จาง ๆ พุ่งออกมาต้อนรับ หลี่เฉิงเยว่ชะงัก กลิ่นนั้นทำให้ภาพในอดีตกระแทกเข้ามาอีกครั้ง — ควันดำ ม่านไฟ มือที่จับเขาไว้แน่น "อย่าหลับ! มองข้าไว้!"
องค์ชายซวนเซเล็กน้อย เซวียนอี้รีบยื่นมือประคองแขนเขาไว้ คราวนี้หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้ปัดออก นิ้วของเซวียนอี้แตะผ่านผ้าเสื้อคลุม แต่ความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้นชัดเจนจนน่าใ
หลี่เฉิงเยว่ก้มมองมือที่ประคองตน เงยหน้ามองทหารหนุ่ม "เ้าจับมือข้าไว้เช่นนี้มาก่อนหรือไม่"
คำถามนั้นทำให้เซวียนอี้นิ่งค้างไปทั้งร่าง หิมะด้านหลังประตูโปรยลงมาเงียบงัน เนิ่นนานกว่าเขาจะตอบ "กระหม่อม…ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ยิ้มบางมาก ยิ้มที่ไม่มีความสุข "คำโกหกของเ้าช่างฟังออกง่ายขึ้นทุกที"
เซวียนอี้หลุบตา แต่ไม่ได้ปล่อยมือทันที และหลี่เฉิงเยว่ก็ไม่ได้สั่งให้ปล่อย ทั้งสองก้าวเข้าสู่ตำหนักเย็นเก่าด้วยกัน
ภายในมืดและเย็นจัด พื้นไม้บางส่วนถูกไฟไหม้จนดำ ผนังด้านหนึ่งถล่มลงเหลือเพียงโครงไม้โค้งงอ ร่องรอยสีดำตามคานและเสาดูคล้ายเงานิ้วมือของเปลวเพลิงที่ยังเกาะอยู่ไม่ยอมจากไป
เซวียนอี้จุดตะบันไฟแล้วจุดโคมเล็กที่เตรียมมา แสงสลัวเผยฝุ่นหนาบนพื้น เศษกระเบื้องแตก และผ้าม่านเก่าที่กลายเป็สีเทาหม่น
หลี่เฉิงเยว่เดินช้า ๆ ผ่านห้องโถงหลัก ทุกก้าวเหมือนเหยียบลงบนความทรงจำที่แตกกระจาย เขาไม่เคยมาที่นี่หลังเกิดเหตุ อย่างน้อยเท่าที่จำได้ แต่ร่างกายกลับจำทางได้อย่างน่ากลัว — รู้ว่าหลังฉากกั้นตรงนั้นเคยมีเตาถ่าน รู้ว่าด้านซ้ายเคยมีโต๊ะกลม รู้ว่าหน้าต่างบานที่สามจากขวาเคยเปิดออกสู่สวนเหมย และรู้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยคลานไปตามพื้นตรงนี้ท่ามกลางควันไฟที่ทำให้หายใจแทบไม่ออก
เสียงเด็กในความทรงจำดังขึ้นอีกครั้ง "อย่าปล่อยมือข้า" "ข้ามองไม่เห็น…" "มองเสียงข้าไว้ ข้าอยู่ตรงนี้"
หลี่เฉิงเยว่หยุดฝีเท้ากะทันหัน เซวียนอี้ตามมาหยุดข้างเขา "องค์ชายเห็นอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ"
เขาก้มมองพื้นตรงหน้า พื้นไม้บริเวณนั้นถูกไฟไหม้จนดำสนิท แต่ใต้เถ้าฝุ่นและหิมะที่ปลิวเข้ามาบาง ๆ มีรอยขีดบางอย่าง เขาคุกเข่าลงช้า ๆ เซวียนอี้รีบตามลงไป "ระวังพื้นผุพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ใช้ปลายนิ้วปัดฝุ่นออก รอยขีดค่อย ๆ ปรากฏชัด เป็เส้นสั้นหลายเส้นเหมือนเด็กเล็กใช้ของแหลมขูดลงไปอย่างเร่งรีบก่อนหมดแรง เซวียนอี้มองอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนไป — รอยขีดเ่าั้ประกอบกันเป็ตัวอักษร ไม่ชัดนักแต่พออ่านได้
เหมยดำ
หัวใจของหลี่เฉิงเยว่เต้นแรงขึ้น "ใครเป็คนเขียน"
เซวียนอี้เงียบ
"เ้ารู้หรือไม่" หลี่เฉิงเยว่หันไปมอง
แสงโคมสั่นไหวบนใบหน้าเขา ทำให้เงาใต้ดวงตาดูลึกขึ้น "ไม่แน่ใจพ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่แน่ใจ หรือไม่อยากบอก" หลี่เฉิงเยว่หัวเราะเบา ๆ
เซวียนอี้กำมือแน่น "องค์ชาย บางเื่หากทรงจำได้เร็วเกินไป อาจทำร้ายพระองค์"
"สิ่งที่ทำร้ายข้าไม่ใช่ความทรงจำ" หลี่เฉิงเยว่เอ่ยเสียงเย็น "แต่คือการที่ทุกคนรอบตัวข้าตัดสินแทนข้าว่าข้าควรรู้อะไรและไม่ควรรู้อะไร"
เซวียนอี้สะอึก คำพูดนั้นไม่ดัง แต่แทงลึกยิ่งกว่าดาบ เขาอยากปกป้ององค์ชาย แต่ยิ่งปกป้องด้วยการปิดบัง เขากลับยิ่งเหมือนคนในวังเ่าั้ที่เคยพรากความจริงไปจากพระองค์
"กระหม่อมเคยเห็นคำนี้มาก่อน" เซวียนอี้หลุบตาลง
"ที่ใด"
"ในคืนนั้น"
ตำหนักทั้งหลังเหมือนเงียบลงกว่าก่อนหน้า ลมหิมะพัดผ่านหน้าต่างแตก เกิดเสียงครางต่ำเหมือนคนกำลังหายใจอยู่ในความมืด
"เ้าอยู่ที่นี่จริง ๆ" หลี่เฉิงเยว่ถามช้า ๆ
เซวียนอี้ไม่อาจปฏิเสธได้อีก เขาคุกเข่าลงเต็มตัว "พ่ะย่ะค่ะ"
แม้หลี่เฉิงเยว่จะคาดเดาไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินคำยอมรับจริง หัวใจของเขากลับกระตุกแรง "เ้าเป็เด็กคนนั้นหรือไม่"
เซวียนอี้เงยหน้า แววตาสั่นไหวชัดเจนเป็ครั้งแรก แต่ก่อนตอบ เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากด้านหลังตำหนัก
แกรก — เบามาก เหมือนเศษไม้ถูกเหยียบ
เซวียนอี้ดับโคมทันที ความมืดกลืนทุกอย่างในพริบตา หลี่เฉิงเยว่ไม่ส่งเสียง เซวียนอี้ขยับมาบังหน้าเขาโดยสัญชาตญาณ คราวนี้หลี่เฉิงเยว่ไม่ตำหนิ เพราะจากเงามืดหลังฉากกั้นมีเสียงลมหายใจของใครบางคนดังอยู่จริง
เซวียนอี้ชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ไม่ให้เกิดเสียง "ออกมา" — เสียงเขาต่ำและเย็น
ไม่มีใครตอบ แต่มีเสียงฝีเท้าเบา ๆ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว เซวียนอี้พุ่งออกไปทันที เงาดำสายหนึ่งทะยานออกจากหลังฉากกั้น วิ่งไปทางประตูด้านหลัง เซวียนอี้ตามติดราวเงาตามร่าง ดาบในมือฟันเฉียดชายเสื้ออีกฝ่ายจนผ้าขาดปลิวลงพื้น
หลี่เฉิงเยว่ยืนขึ้นตามมา "จับเป็"
เซวียนอี้เปลี่ยนทิศดาบทันที จากคมสังหารกลายเป็สันดาบฟาดใส่ข้อมือเงาดำ อีกฝ่ายร้องสั้น ๆ ของบางอย่างหล่นกระทบพื้น — มีดสั้นเล่มหนึ่ง ด้ามสลักดอกเหมยดำ
เซวียนอี้เตะมีดออกไป จับแขนเงาดำบิดไปด้านหลัง กดคุกเข่าลงกับพื้น "อย่าขยับ"
เสียงหอบถี่ดังขึ้นในความมืด หลี่เฉิงเยว่หยิบตะบันไฟจากพื้นจุดโคมอีกครั้ง แสงสลัวค่อย ๆ เผยใบหน้าผู้บุกรุก — ไม่ใช่นักฆ่าหนุ่ม ไม่ใช่ทหาร แต่เป็หญิงชราผอมแห้งคนหนึ่ง เส้นผมขาวยุ่งเหยิง ใบหน้าเต็มริ้วรอย เสื้อผ้าที่สวมเป็ชุดนางกำนัลเก่าขาดและซีดจนแทบไม่เห็นสีเดิม นางมองหลี่เฉิงเยว่ด้วยดวงตาเบิกกว้าง สั่นเทาทั้งร่าง
"เ้าเป็ใคร" เซวียนอี้ขมวดคิ้ว
หญิงชราไม่ตอบเขา มองหลี่เฉิงเยว่ราวกับเห็นิญญา ริมฝีปากแห้งแตกสั่นระริก "องค์ชาย…"
หลี่เฉิงเยว่เดินเข้าไปใกล้ "เ้ารู้จักข้า?"
หญิงชราน้ำตาไหลทันที "พระองค์ยังมีชีวิต…์เมตตา พระองค์ยังมีชีวิตจริง ๆ"
เซวียนอี้กดแขนนางแน่นขึ้น "ตอบคำถามองค์ชาย"
หญิงชราหันไปมองเซวียนอี้ ทันทีที่เห็นใบหน้าเขาชัด นางก็แข็งค้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความใยิ่งกว่าเดิม "เ้า…เด็กคนนั้น…"
หัวใจของหลี่เฉิงเยว่เหมือนหยุดเต้น เซวียนอี้หน้าซีดลงทันที
"เด็กคนใด" หลี่เฉิงเยว่ก้าวเข้าไปใกล้ขึ้น
หญิงชรามองจากหลี่เฉิงเยว่ไปยังเซวียนอี้ ริมฝีปากสั่นจนพูดแทบไม่เป็คำ "เด็กที่พาพระองค์ออกจากไฟ…เด็กที่ถือหยกอีกครึ่งชิ้น…" นางมองทหารหนุ่มทั้งน้ำตา "เ้ายังไม่ตายหรือ"
เสียงนั้นเบา แต่ในตำหนักเย็นเก่าที่เงียบงัน มันดังราวฟ้าผ่า
หลี่เฉิงเยว่ค่อย ๆ หันไปมองเซวียนอี้ "หยกอีกครึ่งชิ้น…อยู่กับเ้าหรือ" น้ำเสียงของเขาแ่มาก
เซวียนอี้ไม่ตอบ ไม่ใช่เพราะคิดคำโกหกไม่ออก แต่เพราะในสายตาขององค์ชายตอนนี้ เขาไม่อาจโกหกได้อีก
หลี่เฉิงเยว่ก้าวเข้าไปหาเขาช้า ๆ "เอาออกมา"
เซวียนอี้กำมือแน่นจนเส้นเืปูดขึ้น "องค์ชาย…"
"เซวียนอี้"
เพียงถูกเรียกชื่อ ทหารหนุ่มก็เหมือนหมดทางถอย เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อหยิบถุงผ้าเล็ก ๆ ออกมา ถุงผ้าเก่ามาก ขอบผ้าเปื่อย สีซีดจนแทบไม่เหลือเดิม แต่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี เขาเปิดถุงผ้า วางหยกครึ่งชิ้นลงบนฝ่ามือ
แสงโคมสลัวสะท้อนเนื้อหยกสีขาวนวล บนหยกมีรอยสลักคำว่า "อี้" — ปีก
หลี่เฉิงเยว่ยืนมองมันนิ่ง ราวกับทั้งโลกเงียบหายไปในพริบตา เขาค่อย ๆ หยิบหยกครึ่งชิ้นของตนออกจากแขนเสื้อ คำว่า "เยว่" ปรากฏบนหยกอีกครึ่งหนึ่ง — จันทร์
มือของเขาสั่นน้อยมาก แต่มากพอให้เซวียนอี้เห็น เขายกหยกของตนขึ้น ค่อย ๆ นำไปประกบกับหยกในมือเซวียนอี้ ขอบที่แตกหักทั้งสองข้างเข้ากันพอดี ราวกับไม่เคยแยกจากกัน
ทันทีที่หยกทั้งสองชิ้นประกบกัน ความทรงจำก็ะเิขึ้นในหัวของหลี่เฉิงเยว่
ไฟลุกท่วมตำหนัก เขาในวัยเด็กนั่งไออยู่หลังม่านที่ติดไฟ ขาไร้เรี่ยวแรงเพราะสูดควันเข้าไปมากเกินไป ไม่มีใครมา ไม่มีใครได้ยิน เขาคิดว่าตนต้องตายอยู่ตรงนั้น กระทั่งเด็กชายคนหนึ่งพุ่งเข้ามา เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเปื้อนเขม่า แขนข้างหนึ่งถูกไฟลวกจนแดง แต่ดวงตากลับสว่างและดื้อรั้นอย่างประหลาด
"จับมือข้าไว้!"
"เ้าเป็ใคร…"
"ข้าชื่ออี้!"
"อี้?"
"ปีก! ถ้าท่านเดินไม่ไหว ข้าจะเป็ปีกพาท่านออกไปเอง!"
ภาพเปลี่ยนไปที่สวนเหมยหลังตำหนัก หิมะตกปนเถ้าถ่าน เด็กชายทั้งสองนั่งอยู่ใต้ต้นเหมยเก่า คนหนึ่งสวมอาภรณ์ไหมขาดไหม้ อีกคนเสื้อผ้าซอมซ่อและมีเืไหลจากแขน หลี่เฉิงเยว่ในวัยเด็กหักหยกของตนออกเป็สองชิ้นด้วยมือสั่น ๆ
"เ้าช่วยข้า ข้ายังไม่รู้จะตอบแทนเ้าอย่างไร"
เด็กชายอี้มองหยกอย่างงุนงง "ของสูงค่าเช่นนี้ ข้ารับไม่ได้"
"รับไว้"
"แต่ข้าเป็เพียงเด็กไม่มีใคร้า"
เด็กชายองค์ชายเงียบไปนาน ก่อนยื่นหยกครึ่งหนึ่งให้เขา "วันหนึ่ง หากไม่มีผู้ใด้าเ้า จงมาหาข้า"
เด็กชายอี้รับหยกไว้ด้วยมือสั่น ๆ "แล้วท่านจะจำข้าได้หรือ"
เด็กชายองค์ชายยิ้มทั้งน้ำตา "ข้าจะจำเ้าได้"
หลี่เฉิงเยว่ลืมตาขึ้น น้ำตาไม่ได้ไหล แต่ดวงตาของเขาแดงขึ้นอย่างชัดเจน เขามองเซวียนอี้ มองคนที่ยืนตรงหน้า มองทหารเอกผู้เงียบขรึมที่พกหยกครึ่งชิ้นของเขามาตลอดสิบห้าปี เสียงขององค์ชายเบาจนแทบแตกสลาย "เ้า…"
เซวียนอี้คุกเข่าลงทันที "กระหม่อมสมควรตายที่ปิดบังพระองค์"
หลี่เฉิงเยว่จ้องเขา คราวนี้ความหงุดหงิดในอกพุ่งขึ้นรุนแรงกว่าครั้งใด "เ้าพูดคำนี้อีกแล้ว" เขากำหยกที่ประกบกันไว้แน่น "สิบห้าปีก่อนเ้าฝ่าไฟมาช่วยข้า วันนี้เ้ากลับพูดว่าตนเองสมควรตายต่อหน้าข้า" เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย เล็กมาก แต่เซวียนอี้ได้ยิน "เซวียนอี้ เ้าคิดว่าชีวิตที่เคยพาข้าออกจากไฟ ไม่มีค่าเลยหรือ"
เซวียนอี้นิ่งค้าง คำถามนั้นทำให้เขาพูดไม่ออกโดยสิ้นเชิง เขาเคยคิดว่าชีวิตตนเองเป็เพียงดาบ ดาบหักได้ ดาบทิ้งได้ ดาบตายแทนนายได้ แต่ไม่มีใครเคยถามว่าดาบเล่มนั้นมีค่าในตัวเองหรือไม่
หลี่เฉิงเยว่ก้มมองเขา ดวงตายังคงเ็า แต่ภายใต้ความเย็นนั้นมีรอยเ็ปซ่อนอยู่ชัดเจน "ลุกขึ้น"
เซวียนอี้ไม่ขยับ
"ข้าบอกให้ลุกขึ้น"
เซวียนอี้ค่อย ๆ ลุกขึ้น ก่อนเขายืนตรง หลี่เฉิงเยว่ก็ยื่นมือออกมา วางหยกที่ประกบกันแล้วลงบนฝ่ามือเขา "เก็บไว้ก่อน"
"องค์ชาย?"
"ถ้าอยู่กับเ้า มันรอดมาได้สิบห้าปี" หลี่เฉิงเยว่เงยหน้ามอง "เช่นนั้นจนกว่าข้าจะจำทุกอย่างได้ เ้าต้องรักษามันไว้ให้ดี"
"กระหม่อมจะรักษาด้วยชีวิต" เซวียนอี้กำหยกแน่นอย่างระมัดระวัง
"ไม่ใช่ด้วยชีวิต" หลี่เฉิงเยว่พูดทันที "รักษามันด้วยการมีชีวิตอยู่"
เซวียนอี้เงียบลง ในอกร้อนขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
หญิงชราที่ถูกจับอยู่อีกด้านหนึ่งร้องไห้เงียบ ๆ หลี่เฉิงเยว่หันกลับไปมองนาง "เ้ารู้เื่คืนนั้นมากเพียงใด"
หญิงชราสะอื้น "หม่อมฉันเคยเป็นางกำนัลรับใช้ตำหนักเย็นเก่า คืนไฟไหม้ หม่อมฉันเห็นคนผู้หนึ่งเข้าไปก่อนเพลิงลุก เขาสวมแหวนดอกเหมยดำ และถือกล่องยา…"
"กล่องยา?" หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว
หญิงชราพยักหน้ารัว ๆ "หลังเพลิงสงบ พระองค์ถูกพาไปตำหนักฮองเฮา หมอหลวงบอกว่าพระองค์ใมาก ต้องใช้ยาช่วยสงบจิต แต่หม่อมฉันได้ยินคนพูดว่า ต้องทำให้พระองค์ลืม"
ลมหิมะพัดวูบเข้ามาทางหน้าต่างแตก เปลวโคมไหวรุนแรง หลี่เฉิงเยว่ยืนตัวแข็ง แม้เคยสงสัยมาก่อน แต่เมื่อมีคนพูดออกมาตรง ๆ ความจริงก็ยังเย็นราวคมมีด "ใครเป็คนสั่ง"
หญิงชราหน้าซีด ริมฝีปากสั่นหนัก "หม่อมฉันไม่กล้าพูด…"
เซวียนอี้มองนางด้วยสายตาคม "หากไม่พูด คนที่ตามล่าเ้าจะฆ่าเ้าก่อนฟ้าสาง"
หญิงชราหลั่งน้ำตา "คนผู้นั้นอยู่สูงเกินไป หม่อมฉันพูดไม่ได้จริง ๆ"
"สูงเพียงใด" หลี่เฉิงเยว่ก้าวเข้าไปใกล้
หญิงชราสั่นทั้งร่าง
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหลายสายดังขึ้นจากด้านนอกตำหนัก หนักและเร็ว ไม่ใช่ทหารยามเดินตรวจปกติ แต่เป็กลุ่มคนที่รู้จุดหมายแน่นอน
เซวียนอี้ดับโคมทันที ดึงหลี่เฉิงเยว่ไปหลบหลังเสาไหม้เก่า หลี่เฉิงเยว่คว้าข้อมือหญิงชราไว้ด้วย แต่ช้าไปเพียงครึ่งจังหวะ มีดบินเล่มหนึ่งพุ่งเข้ามาจากช่องหน้าต่างแตก ปักเข้าที่อกหญิงชราอย่างแม่นยำ
นางเบิกตากว้าง เืสีเข้มไหลลงเสื้อเก่า "หนี…อย่า…เชื่อ…ยา…" คำสุดท้ายขาดหายไปพร้อมลมหายใจ
หลี่เฉิงเยว่ยืนนิ่ง เซวียนอี้กดไหล่เขาไว้ "องค์ชาย ต้องไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ยังมองร่างหญิงชรา บนพื้นข้างนาง มีดบินเล่มนั้นสั่นเบา ๆ จากแรงปัก ด้ามมีดสลักดอกเหมยดำ — คราวนี้ด้านหลังตราดอกเหมยมีตัวอักษรเล็ก ๆ เพิ่มมาอีกหนึ่งคำ
ปิดปาก
เสียงฝีเท้าด้านนอกใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เซวียนอี้จับมือหลี่เฉิงเยว่ไว้แน่น ครั้งนี้ไม่ใช่ััผ่านแขนเสื้อ แต่เป็มือจับมือ อุ่น มั่นคง เหมือนในความทรงจำใต้เปลวไฟ
หลี่เฉิงเยว่หันมอง ในความมืดดวงตาของเซวียนอี้หนักแน่นเช่นเดียวกับเด็กชายคนนั้น "จับมือข้าไว้พ่ะย่ะค่ะ"
คำพูดนี้ทำให้หัวใจหลี่เฉิงเยว่สั่นอย่างรุนแรง ภาพสิบห้าปีก่อนทับซ้อนกับปัจจุบัน เขาไม่ตอบ แต่กำมือเซวียนอี้กลับแน่นขึ้น
เซวียนอี้พาเขาวิ่งไปทางประตูด้านหลังตำหนักเย็นเก่า เื้ัเสียงประตูหน้าถูกเตะเปิดดังสนั่น เงาดำหลายสายกรูกันเข้ามา หิมะกลางคืนปลิวผ่านช่องผนังแตก ตำหนักที่เคยถูกไฟเผาเมื่อสิบห้าปีก่อน กลับมามีเสียงไล่ล่าอีกครั้ง
และครั้งนี้ หลี่เฉิงเยว่จำได้แล้วบางส่วน — จำได้ว่าเด็กชายที่พาเขาหนีออกจากไฟชื่ออี้ จำได้ว่าหยกครึ่งชิ้นไม่ใช่ของไร้ความหมาย จำได้ว่ามีคนสวมแหวนดอกเหมยดำ และจำได้ว่าในคืนที่ทุกคนทอดทิ้งเขา มีเพียงมือหนึ่งที่ไม่เคยปล่อย
มือของเซวียนอี้ ทหารเอกของเขา ปีกของจันทร์ที่หายไปสิบห้าปี
แต่ความทรงจำที่ตื่นขึ้นมาเพียงบางส่วน ยังไม่ทันเปิดเผยใบหน้าของผู้บงการ เืใหม่ก็ได้หลั่งลงบนเถ้าถ่านเก่าอีกครั้ง
และใต้เงาหิมะของวังหลวง ดอกเหมยดำก็เริ่มบานอย่างเงียบงัน