ดูเหมือนฉางอู๋อิ่งจะเป็คนสั่งไว้ ทั้งวันจึงไม่มีใครนำอาหารหรือน้ำมาให้นางเลย
ซูอิ่นเย่ว์หิวจนมึนงง อีกทั้งาแเกิดการอักเสบทำให้มีไข้สูง จนกระทั่งพลบค่ำ มีคนมาไขกุญแจเข้าไปอย่างลับๆ
ซูอิ่นเย่ว์ยังคงมีสติเล็กน้อย ลืมตาขึ้นมองเห็นจี้หมัวมัววางโคมไฟไว้ข้างๆ พร้อมถือชามข้าวต้มเข้ามา
“พระชายาซื่อจื่อ องครักษ์ฉางเพิ่งออกไป บ่าวจึงนำน้ำข้าวมาให้ท่านดื่มเสียหน่อย” จี้หมัวมัวพยุงนางขึ้น เห็นรอยเืสีแดงเข้มบนบ่า ก็พึมพำอย่างเวทนา
ซูอิ่นเย่ว์อดอาหารมาทั้งวัน ไม่อาจกินเร็วเกินไป
หลังจากดื่มข้าวต้มหมดชาม นางก็มีแรงขึ้นเล็กน้อย สติแจ่มชัดขึ้นกว่าเดิม
“ซื่อจื่อเป็อย่างไรบ้าง” เสียงของนางแหบแห้ง แต่ยังพูดได้โดยไม่ลำบากนัก
“ยังไม่ฟื้น พอดีหมอเทวดาฉินออกไปเก็บสมุนไพร ไม่อยู่ในเมืองหลวง องครักษ์ฉางเป็กังวลเื่อาการของซื่อจื่อ จึงออกจากเมืองไปตามหาหมอ” จี้หมัวมัวถอนหายใจ “พระชายาซื่อจื่อพอเดินไหวหรือไม่ พอตกดึก ข้าจะพาท่านออกไปทางประตูหลัง”
ก่อนหน้านี้ฉู่จี้เฟิงกินยาของหมอเทวดาฉินแล้วยังดีขึ้น แต่วันนี้กลับไร้ผล แม้แต่องครักษ์ฉางก็เริ่มร้อนรน
ซูอิ่นเย่ว์ตั้งสีหน้าจริงจัง กล่าว “ท่านหมายความว่า อาการของซื่อจื่อทรุดหนักจนยากจะรอดใช่หรือไม่”
จี้หมัวมัวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า
นางไม่อยากเห็นซูอิ่นเย่ว์ต้องจบชีวิตที่นี่
ซูอิ่นเย่ว์ไม่รู้สึกแปลกใจนัก เกรงว่าฉู่จี้เฟิงคงอยู่ในสภาพวิกฤติ ยากจะผ่านคืนนี้ไปได้
นางจับมือจี้หมัวมัวแน่น กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น “ข้าสามารถรักษาซื่อจื่อได้ ขอให้หมัวมัวช่วยให้ข้ามีโอกาสเถอะ!”
จี้หมัวมัวได้ยินเช่นนั้น รีบส่ายหน้ารัวๆ “ไม่ได้ๆ หากองครักษ์ฉางกลับมา ข้าต้องถูกลงโทษแน่ พระชายาซื่อจื่อออกจากจวนอ๋องไปเถิด”
ที่สำคัญที่สุด นางเองก็ไม่เชื่อว่าซูอิ่นเย่ว์จะมีความรู้ด้านแพทย์จริง
ซูอิ่นเย่ว์กระวนกระวายใจยิ่งนัก ไม่ต้องพูดถึงว่านางเองเป็ต้นเหตุให้ฉู่จี้เฟิงอาการทรุด เขายังช่วยนางถึงสองครั้ง ถ้าเขาตายไป นางคงไม่มีวันอยู่อย่างสงบสุขไปชั่วชีวิต!
“ข้าไม่ไป! หมัวมัวไม่รู้ ข้าหลงรักซื่อจื่อมานานแล้ว! ข้าได้ยินว่าเขาป่วยหนัก จึงตั้งใจศึกษาวิชาแพทย์อย่างจริงจัง ข้าต้องอ้อนวอนท่านพ่ออยู่เป็เวลานาน กว่าท่านพ่อจะยอมให้ข้าแต่งกับซื่อจื่อ
“แม้ว่าหมัวมัวจะไม่ให้ข้ารักษาซื่อจื่อ ข้าก็ขออยู่ที่นี่เคียงข้างเขา หากเขาตาย ข้าก็จะตามเขาไปด้วย!” ซูอิ่นเย่ว์กัดฟันหลั่งน้ำตา กล่าวคำโกหกออกมา
จี้หมัวมัวชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะยื่นมือแตะหน้าผากของซูอิ่นเย่ว์ พลางคิดว่านางคงไข้ขึ้นจนสติเลอะเลือนแล้วกระมัง
เมื่อเอ่ยถึงฉู่จี้เฟิง หญิงสาวทั่วเมืองหลวงล้วนหลีกหนี ไม่มีผู้ใดมีความรักให้อย่างแน่นอน
เห็นปฏิกิริยาของจี้หมัวมัว ซูอิ่นเย่ว์ก็เดาออกจนแทบกระอักเื
ซื่อจื่อเอ๋ยซื่อจื่อ เ้าช่างเป็บุรุษที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้เสียจริง!
ซูอิ่นเย่ว์หมดหนทาง ได้แต่คุกเข่าลงต่อหน้าจี้หมัวมัว “ข้าสามารถรักษาซื่อจื่อได้ ขอให้หมัวมัวเชื่อข้าสักครั้ง!”
“ได้!” จี้หมัวมัวรีบประคองนางขึ้นมา เมื่อเห็นซูอิ่นเย่ว์ยอมถวายตัวถึงเพียงนี้ นางก็เริ่มเชื่อขึ้นมาบ้าง
หากฉู่จี้เฟิงตายไป นางเองก็คงไม่มีหน้าจะไปพบนายหญิงผู้ล่วงลับได้ ในเมื่อซูอิ่นเย่ว์ยืนยันหนักแน่นว่าสามารถรักษาได้ เช่นนั้นก็ลองเชื่อดูสักครั้ง!
“เช่นนั้นให้ข้าทำแผลให้ท่านก่อนเถิด” จี้หมัวมัวมองไหล่ของนางพลางกล่าวด้วยความเวทนา
ซูอิ่นเย่ว์ส่ายศีรษะ “ข้าไม่เป็ไร อาการของซื่อจื่อสำคัญกว่า”
จี้หมัวมัวรู้สึกซาบซึ้ง คิดว่าซูอิ่นเย่ว์คงหลงรักฉู่จี้เฟิงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ถึงขนาดไม่ห่วงอาการาเ็ของตนเอง
าแของซูอิ่นเย่ว์ยังคงปวดระบม นางกัดฟันทนเดินเข้าไปในห้องหลักอย่างยากลำบาก
ฉู่จี้เฟิงนอนอยู่บนตั่ง ลมหายใจแ่เบา เมื่อนางจับมือขึ้นมาดู พบว่าปลายเล็บเปลี่ยนเป็สีดำม่วงแล้ว
นางสั่งให้จี้หมัวมัวเตรียมน้ำอุ่นและเข็มเงิน ก่อนจะล้างมือให้สะอาด แล้วจึงจับชีพจรของเขา
เดิมนางคิดว่าเขามีเพียงพิษกู่และพิษจุ้ยเหรินหงรวมกัน แต่เมื่อวิเคราะห์ให้ละเอียดแล้ว นางพบว่ามีพิษอีกชนิดหนึ่งที่ร้ายกาจยิ่งกว่านั้น ซึ่งแม้แต่นางยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน
โชคดีที่นางมีประสบการณ์มากพอ ไม่เช่นนั้นคงตรวจไม่พบแน่
แม้ว่าอาการของฉู่จี้เฟิงจะไม่สู้ดี แต่การฝังเข็มจะช่วยชะลอพิษไปก่อนชั่วคราว
“พระชายาซื่อจื่อ ข้าได้ยินมาว่าการฝังเข็มต้องอาศัยหมอที่มีประสบการณ์หลายปี...”
เมื่อถึงจุดสำคัญ หลี่หมัวมัวเริ่มรู้สึกลังเล
ซูอิ่นเย่ว์มองนางด้วยสายตาเปี่ยมความมั่นใจ “นั่นเป็เพราะพวกนั้นล้วนโง่เขลา ข้าเรียนเพียงครึ่งปีก็เชี่ยวชาญแล้ว”
นางไม่ได้กล่าวอวดอ้าง เพราะเกิดมาในตระกูลแพทย์แผนจีน ั้แ่เด็กนางฝึกจับชีพจรและจ่ายยา เมื่ออายุสิบห้าก็จดจำจุดฝังเข็มทั่วร่างกายได้หมด ฝังเข็มได้อย่างแม่นยำไม่มีผิดพลาด
นางศึกษาแพทย์แผนจีนจนหมดสิ้น ก่อนจะไปศึกษาต่อด้านแพทย์แผนตะวันตก แต่เมื่อรู้สึกเบื่อหน่าย จึงหันมาศึกษาพิษและการแก้พิษแทน อีกทั้งยังพัฒนาเซรุ่มและยาแก้พิษขึ้นมา
จี้หมัวมัวยังคงลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ช่วยปลดเสื้อคลุมของฉู่จี้เฟิงออก และยืนอยู่ข้างๆ ถือเทียนให้แสงสว่าง
แผงอกของฉู่จี้เฟิงเผยให้เห็นผิวขาวกระจ่าง แต่กล้ามเนื้อกลับแน่นแข็งแรง
ซูอิ่นเย่ว์ไม่มีเวลามัวชื่นชม นางรีบปักเข็มลงที่จุดจงถิง [1] และจุดชานจง [2] ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้พิษไหลเข้าสู่หัวใจมากขึ้น
นางคำนวณเวลา ก่อนจะปักเข็มเพิ่มเติมที่กลางอก แล้วจึงปักลงไปที่แขนของเขาอีกจุด
ราวหนึ่งเค่อ นางจึงเจาะปลายนิ้วของฉู่จี้เฟิง และวางมือลงเหนืออ่างทองแดง
“พระชายาซื่อจื่อ! เหตุใดท่านจึงใจร้ายเพียงนี้!” จี้หมัวมัวอุทานขึ้น การปักเข็มที่อกและแขนนั้นพอเข้าใจได้ แต่ปลายนิ้วเล่า มันจะต้องเ็ปเพียงใด!
ซูอิ่นเย่ว์ไม่ได้รีบอธิบาย นางรอจนหยดเืสีดำหยดแรกไหลลงสู่อ่างทองแดง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “หมัวมัวมองดูให้ดี ข้าเพียงแค่้าขับพิษออกมา”
จี้หมัวมัวรีบพยักหน้า “บ่าวเห็นแล้ว! บ่าวสมควรตาย ที่เข้าใจพระชายาผิดไป!”
ซูอิ่นเย่ว์ไม่ใส่ใจ ก่อนจะกล่าวต่อ “ข้ายัง้าสมุนไพรอีกสองสามชนิด ทว่าพวกมันค่อนข้างหายาก หมัวมัวจะสามารถหาซื้อมาได้หรือไม่”
“เื่นี้ไม่ยาก หมอเทวดาฉินมีร้านขายยาของเขาเอง สมุนไพรดีๆ ล้วนมีอยู่ที่นั่น ข้าไปเองย่อมซื้อมาได้แน่นอน” จี้หมัวมัวตอบรับทันที ก่อนจะหยิบกระดาษและพู่กันมาให้ซูอิ่นเย่ว์จดใบสั่งยา
หลังจากซูอิ่นเย่ว์เขียนเสร็จ ก็ยังคงไม่วางใจ ถามขึ้นว่า “นอกจากฉางอู๋อิ่งแล้ว ซื่อจื่อยังมีองครักษ์คนสนิทที่สามารถไปทำธุระได้หรือไม่”
นางไม่ได้ไม่เชื่อใจจี้หมัวมัว เพียงแต่องครักษ์สามารถเดินทางได้รวดเร็วและปลอดภัยกว่า
จี้หมัวมัวพับใบสั่งยาเก็บไว้อย่างระมัดระวัง ก่อนจะกล่าวว่า “วันนี้ซื่อจื่อเรียกบ่าวกลับมาพร้อมสาวใช้เพียงไม่กี่คน ยังไม่มีเวลาเรียกองครักษ์เข้าประจำตำแหน่ง จึงมีเพียงบ่าวที่สามารถไปซื้อยาได้”
นางมองดูซูอิ่นเย่ว์ที่แสดงความเป็ห่วงอย่างชัดเจน ในใจรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง คาดไม่ถึงว่าสตรีอายุน้อยผู้นี้จะมีความรอบคอบถึงเพียงนี้
จี้หมัวมัวกล่าวต่อว่า “พระชายาซื่อจื่อโปรดวางใจ พระชายาหลิงอ๋องเพิ่งสูญเสียหลานชายไปเมื่อวาน วันนี้บุตรสาวก็ถูกลงโทษ อีกทั้งนางยังไม่รู้ว่าซื่อจื่อหมดสติ คงไม่กล้าหาเื่ข้าแน่”
ซูอิ่นเย่ว์พยักหน้า เห็นด้วยกับเหตุผลนั้น
จี้หมัวมัวไม่พูดให้เสียเวลา รีบถือโคมไฟแล้วออกจากห้องไป
พิษในร่างของฉู่จี้เฟิงยังต้องระบายออกไปอีกสักพัก ตอนนี้ซูอิ่นเย่ว์ทำได้เพียงรอ
นางจิบชาไปสองสามอึก และกินขนมอีกสองสามชิ้น ร่างกายจึงเริ่มมีแรงขึ้นมา
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เืที่หยดจากร่างของฉู่จี้เฟิงค่อยๆ กลายเป็สีแดงสด นางจึงเริ่มถอนเข็ม
พอดีกับที่ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น ซูอิ่นเย่ว์ใเล็กน้อย โชคดีที่การถอนเข็มไม่เสี่ยงเหมือนการปักเข็ม จึงไม่ได้ทำให้ฉู่จี้เฟิงได้รับาเ็
นางตั้งสติ ถอนเข็มออกทั้งหมด แล้วจึงหันไปมอง
ที่แท้คือจี้หมัวมัวที่กลับมา
นางเหงื่อท่วมตัว หายใจหอบถี่ ชัดเจนว่ารีบเร่งวิ่งกลับมาโดยตลอดทาง
เชิงอรรถจุดจงถิง คือ บริเวณกลางหน้าอก ใช้เปิดเส้นลมปราณ ขับพิษ และลดอาการแน่นหน้าอกในแพทย์แผนจีนจุดซานจง คือ จุดกลางอกระหว่างอกทั้งสองข้าง ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนพลังปราณ ขับพิษ และบรรเทาอาการแน่นหน้าอก