บทที่ 2 บุกรุกตำหนักผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิ
“พรุ่งนี้สนมเหมยจะ…”
เมื่อรู้ว่าพระมเหสีจิ่งจิ่งเป็ห่วงสนมเหมย อวิ๋นอินอินจึงพูดปลอบขึ้น “ต่อให้นางจะใจกล้ามากเพียงใดก็คงไม่กล้าฆ่าองค์หญิงผู้เป็บุตรสาวขององค์จักรพรรดิในเวลากลางวันแสก ๆ เช่นนี้หรอกเพคะ นอกจากนั้นข้าเองก็ยังอยู่ในตำแหน่งองค์หญิงอยู่ ท่านแม่โปรดวางใจ ข้าไม่ใช่องค์หญิงเก้าคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ข้าในตอนนี้ฉลาดจะตายไปเพคะ!”
พระมเหสีจิ่งรู้สึกสบายใจขึ้นมา เมื่อทั้งสองคนนอนลง นางยังคงเตือนบุตรสาวอย่างไม่วางใจ “อินอิน เ้าจงจำเอาไว้ อย่าได้เข้าไปยุ่งกับผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิเด็ดขาด”
“อืม ข้ารู้แล้ว”
แม้ปากของอินอินจะรับคำ แต่ในใจนางกลับคิดว่าตัวนางเองนั้นไม่ได้แค่จะเข้าไปวุ่นวายเท่านั้น แต่จะคิดหาวิธีเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองจากท่านผู้นั้นอีกด้วย
เช้าวันต่อมา ก็เป็ไปตามที่อวิ๋นอินอินคาดการณ์เอาไว้ สำรับอาหารที่ถูกวางเอาไว้ที่หน้าประตูถูกนำเข้าไปภายในห้อง เมื่อขันทีผู้ส่งอาหารเห็นนางเดินออกมาจากห้องชั้นใน เขาถึงกับมึนงงสับสน วางอาหารลง และรีบกลับไปในทันที
“อีกประเดี๋ยวสนมเหมยจะต้องส่งคนมาตรวจสอบแน่ ท่านแม่เพคะ พอทานอาหารเสร็จข้าจะไปซ่อนตัว ให้พวกนางเห็นแค่ความว่างเปล่าเพียงเท่านั้น” ใบหน้าของอวิ๋นอินอินเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์ ราวกับกระต่ายจอมดื้อ
พระมเหสีจิ่งไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าลูกสาวของตนจะมีวันที่ทำตัวร่าเริงเช่นวันนี้ได้ อีกทั้งเมื่อก่อนนางเป็ผู้ที่ทานอาหารยาก แต่มาวันนี้กลับทานอาหารเช้าจนหมด ทำให้พระมเหสีจิ่งมีความสุขเป็อย่างมาก เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้นจึงรีบตอบกลับด้วยท่าทีจริงจัง
“ต่อจากนี้ไปเ้าจงไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนมาก ๆ หากเป็เช่นนั้นพวกนางอยากทำอะไรก็คงไม่กล้าลงมือ”
“เข้าใจแล้วเพคะ”
อวิ๋นอินอินลูบไปที่หน้าท้องกลม ๆ ของตัวเอง และเดินออกมาจากตำหนักเย็น เลือกเดินไปยังถนนสายเล็กที่ปกติไม่ค่อยมีผู้คน และเตรียมออกตามหาว่าผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดินั้นอยู่ที่ใด เพราะในความทรงจำของร่างเดิมนี้มีความทรงจำว่าเขาผู้นั้นอาศัยอยู่ในวัง แต่กลับไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน
เดินมาได้สักพัก อวิ๋นอินอินกลับรู้สึกเหนื่อย จึงเดินไปนั่งที่นั่งม้าหินใกล้ ๆ พักสักครู่แล้วค่อยเดินต่อ
“นังโง่ เ้ามาทำอันใดที่นี่?”
เมื่อได้ยินเสียงดังจากด้านหลัง ร่างกายของอวิ๋นอินอินเกร็งขึ้นในทันที ภาพเด็กสาวที่ใช้แส้ฟาดใส่นางปรากฎขึ้นในหัว องค์หญิงสอง อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวและองค์หญิงองค์โต ทุกคนที่กล่าวมาล้วนเป็ลูกของสนมเหมย
พวกนางหน้าตาคล้ายกับสนมเหมยอยู่ไม่น้อย ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาคมสวยได้รูป จมูกเป็สัน ปากกระจับสีแดงระเรื่อ ทั้งหมดที่กล่าวมาคือใบหน้าของคนดังในอินเทอร์เน็ตในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดไม่มีผิดเพี้ยน พวกนางชอบสวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส สวมเครื่องประดับแวววับ อวิ๋นอินอินเอียงหัวหันไปมองเด็กสาววัยสิบเจ็ดผู้สง่างาม ทันใดนั้นในหัวก็นึกถึงภาพสัตว์ตัวหนึ่งขึ้นมา
นกยูง!
อวิ๋นอินอินยกยิ้มมุมปาก คิดว่าอีกประเดี๋ยวพวกนางคงจะโกรธมากยิ่งขึ้น
“กล้าไม่สนใจข้าอย่างนั้นหรือ นังโง่ มานี่เดี๋ยวนี้นะ”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงฉุนเฉียว อวิ๋นอินอินก็ยกยิ้มมุมปากอีกครั้ง ข้าคือนังโง่ หากนางให้ข้าทำอะไรข้าก็จะทำตาม ไม่เช่นนั้นคงเสียหน้าคำว่านังโง่กันพอดี
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวโกรธมาก นางก้าวตรงไปยังอวิ๋นอินอินและดึงตัวเด็กสาวขึ้นมาจากที่นั่งม้าหิน ไม่สนใจสิ่งใด เพียงยกมือขึ้นตบในทันที ทันใดนั้นร่างของอวิ๋นอินอินกลับหลบไปอีกด้านหนึ่ง ทำให้มือของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวฟาดลงไปยังความว่างเปล่า และตบลงไปยังร่างของพี่เลี้ยงตัวอ้วนแทน
ปกติแล้วพี่เลี้ยงตัวอ้วนคนนี้จะค่อยอยู่ข้างๆอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว และคอยรังแกองค์หญิงเก้าอยู่หลายครั้ง เมื่ออวิ๋นอินอินเห็นอีกฝ่ายกุมใบหน้าของตนเองด้วยความมึนงง ในดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความขบขัน
“เ้ากล้าหลบอย่างนั้นหรือ วันนี้ข้าจะตีเ้าให้ตาย!”
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวยกมือขึ้นหมายจะหยิกอวิ๋นอินอินเหมือนอย่างเคย เมื่อนางเดินมาถึงตรงหน้าของอวิ๋นอินอินแล้วนั้น อวิ๋นอินอินก็เอื้อมมือออกไปและผลักนางไปยังที่นั่งม้าหินข้าง ๆ จนได้ยินเสียงดังปัง เข่าของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยววกระแทกเข้ากับขอบที่นั่งม้าหิน ไม่ทันรอให้อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวได้ทันตั้งตัว อวิ๋นอินอินรีบหมุนตัวและวิ่งหนีไป
ด้านหลังของนาง มีเสียงะโของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวดังตามา “ไป ไปจับตัวนังโง่นั่นมา วันนี้ข้าจะต้องเอาแส้ฟาดมันให้ตาย…”
อวิ๋นอินอินออกตัววิ่งเต็มแรง ภายในใจทั้งกลัวทั้งตื่นเต้น ในขณะเดียวกันอดไม่ได้ที่จะสาบานกับตัวเอง รอก่อนเถิด รออีกหน่อย ข้าจะต้องเฆี่ยนตีเ้าโดยไม่ต้องสนใจศีลธรรมอันใดให้ได้
เมื่อเห็นว่าพี่เลี้ยงตัวอ้วนยังคงตามมาไม่เลิก อวิ๋นอินอินรู้สึกมืดมนหนทาง เนื้อหนังบนร่างอ้วน ๆ ของอีกฝ่ายมันของปลอมใช่หรือไม่!
หากจะวิ่งต่อไปคงจะไม่ไหว อวิ๋นอินอินจึงหันกลับมา และวิ่งเข้าไปในสวนต้นเหมย
“องค์หญิงเก้า องค์หญิงหยุดเดี๋ยวนี้นะ ตรงนั้นเข้าไปไม่ได้! นั่นเป็เขตหวงห้าม!”
อวิ๋นอินอินไม่ได้สนใจเสียงที่ะโมาจากด้านหลัง นางยกชายกระโปรงขึ้น และวิ่งตรงไปยังพื้นที่ที่เรียกว่าเขตหวงห้าม เมื่อข้ามสวนต้นเหมยเข้ามา นางเห็นตำหนักหยกสีดำ ก็ถึงกับตกตะลึง
ตำหนักแห่งนี้ ช่างน่าขนลุกเสียจริง…
“องค์หญิงเก้า ท่านรีบกลับไปกับข้าเถิด องค์หญิงสองไม่ทำอันใดท่านหรอกเพคะ!”
ในขณะที่อวิ๋นอินอินกำลังลังเลว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ เสียงที่ดังมาจากด้านหลังทำให้นางมีความกล้าขึ้นมา จึงหันหน้ากลับไปมองร่างที่ค่อย ๆ ขยับใกล้เข้ามา อวิ๋นอินอินเงยใบหน้าเล็ก ๆ ของนางขึ้นและวิ่งเข้าไปในตำหนักอย่างไม่ลังเล
ล้อเล่นหรือไร กลับไปกับเ้าเพื่อให้อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวฉีกร่างของข้าอย่างหรือ?
ตลกสิ้นดี!
อวิ๋นอินอินเอาแต่วิ่งและวิ่งต่อไป นางไม่รู้เลยว่าในตำหนักนี้มีผู้ใดอยู่ และไม่รู้เลยว่าหลังจากที่นางเข้ามาในนี้แล้วพี่เลี้ยงหลี่ที่ตามมาด้านหลังถึงกับล้มตัวลงกับพื้น วิ่งเกลือกกลิ้งกลับไป
ทางเดินที่มืดมิดค่อย ๆ สว่างขึ้น ยังไม่ทันที่จะได้มองสถานการณ์รอบตัวให้ชัดเจน ทันใดนั้นกลับมีกระบี่เล่มยาวพาดผ่านลำคอของอวิ๋นอินอินไป ััอันเย็นะเืทำให้นางอดไม่ได้ที่จะตื่นใ
“ใครกันที่กล้าบุกรุกเข้ามาถึงตำหนักของผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิโดยไม่ได้รับอนุญาต อยากตายอย่างนั้นหรือ?”
เสียงอันแสนเ็าดังเข้ามาหระทบหู เมื่อเด็กสาวได้ยินคำว่าผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิ ดวงตาของอวิ๋นอินอินก็เกิดประกายแสงแวววับขึ้นทันที นางพยายามตามหามาตั้งนานแต่ก็หาไม่พบ แต่นี่กลับมาหาเจอง่าย ๆ อย่างนี้อย่างนั้นหรือ ไม่เสียเวลาเปล่าเสียจริง!
คอที่แข็งทื่อ ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง เด็กสาวยิ้มอย่างประจบประแจงให้กับองครักษ์ผู้คุ้มกันตำหนักที่สวมชุดสีดำทั้งชุด
“ท่านองครักษ์ ท่านอาจจะไม่รู้จักข้า แต่ข้าคือองค์หญิงเก้า ข้าตั้งใจมาที่นี่เพื่อมาหาท่านอาของข้า”
องครักษ์ก้มหน้าลงมองใบหน้าอันซีดเซียวของเด็กสาวตัวน้อย และมองดูเสื้อผ้าราคาถูกบนตัวนาง ซึ่งไม่ดีเท่าเสื้อผ้าของสาวใช้ในวังเสียด้วยซ้ำ ทำให้เขารู้สึกว่านางและคำว่าองค์หญิงนั้นดูไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย
หากแต่ดวงตาอันสดใสคู่นั้น รวมกับใบหน้าของนางที่ดูอ่อนโยนอย่างที่อธิบายไม่ได้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่านางกับองค์หญิงองค์โตที่เพิ่งเจอไปเมื่อไม่กี่วันก่อนดูคล้ายกันจริง ๆ
“ท่านคือองค์หญิงเก้าจริง ๆ หรือ?” องครักษ์ถามด้วยความไม่แน่ใจ
“ใช่ ข้าคือองค์หญิงเก้าจริง ๆ เ้าให้ข้าเข้าไปเถิด”
เมื่อเห็นใบหน้ามุ่งมั่นและวิตกกังวลของเด็กสาว องครักษ์อดไม่ได้ที่จะมองนางอย่างพินิจ
ในพระราชวังมีองค์หญิงเก้าอยู่ นั่นเป็เื่จริง หากแต่ว่ากันว่านางทั้งโง่เง่า ขี้ขลาดและกลัวการพบเจอผู้คน ั้แ่ที่เขาเข้ามาอยู่ในวังก็ไม่เคยเจอนางมาก่อน การปรากฏตัวอย่างกะทันหันนี้ เรียกได้ว่าเป็เื่ที่ไม่คาดฝันจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม การที่นางกล้าบุกรุกเข้ามายังตำหนักของผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิอย่างหุนหันพลันแล่นเช่นนี้ ทั่วทั้งแคว้นต้าอวิ๋น นอกจากคนโง่เง่าแล้วก็คงไม่มีผู้ใดกล้าทำเื่เช่นนี้อีกแน่
“เช่นนั้นข้าจะพาท่านไปรอที่ห้องโถง เพื่อรอให้ข้าเข้าไปแจ้งขันทีฉีเสียก่อน”
องครักษ์คิดว่า ไม่ว่านางจะใช่องค์หญิงจริง ๆ หรือไม่ ตัวเขาคงไม่มีอำนาจมากพอที่จะเข้าไปยุ่ง หลังจากที่คิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง จึงพาอวิ๋นอินอินเข้าไปยังห้องโถงที่ปกติแล้วแทบจะไม่มีคนอยู่เลย
จะได้เจอท่านอาแล้วอย่างนั้นหรือ? ทำอย่างไรดี? รู้สึกประหม่าจัง…