“อ้อนิยายที่เธอบอกว่าจะเขียนสินะ ลำนำเพลง[ไท่ซื่อคง] นี้ยอดเยี่ยมมาก การใช้ภาษาของเธอดีมากจริง ๆ” ซีหลัวกล่าว
“คุณซีหลัวชมผมเกินไปครับ การใช้ภาษาของผมยังไม่ดีพอ (สำหรับโลกนี้) ”ไป่เจ๋อกล่าว
“เธอเอาต้นฉบับที่เขียนมาด้วยไหม ฉันอยากรู้ว่าเธอจะเขียนออกมายังไง มีอะไรต้องปรับแก้บ้าง” ซีหลัวกล่าว
“เอามาครับ”ไป่เจ๋อเปิดกระเป๋านักเรียนออก พร้อมกับยื่นสมุดที่เขาเขียนนิยายลงไป โดยที่หน้าปกนั้นเขียนไว้ว่า เทพกระบี่อวี้กง
ซีหลัวเปิดสมุด เพื่ออ่านเนื้อหาภายใน แต่ก็พบกับลายมือที่เป็เอกลักษณ์ ทั้งยังอ่านง่าย และเมื่อได้อ่าน ในหัวของซีหลัวราวกับมีภาพเหตุการณ์ในนิยายผ่านเข้ามาให้เห็นอย่างแจ่มชัด ราวกับเขาอยู่ในเหตุการณ์ไม่มีผิด
“นะ...นี่มัน”เมิ่งตงที่อ่านอยู่ก็ตกตะลึงเช่นกัน เขาไม่เคยเจอนิยายแนวกำลังภายในเื่ไหนที่ใช้ภาษาบรรยายออกมาจนเห็นภาพได้ชัดเจนขนาดนี้มาก่อน
เวลาผ่านไป โดยที่เถ้าแก่ฝูนั้นไม่กล้าที่จะไปรบกวนซีหลัวกับเมิ่งตง เพราะดู 2คนนี้กำลังมีสมาธิกับการอ่านนิยายที่ไป่เจ๋อเขียนอยู่
ส่วนไป่เจ๋อนั้นเขาก็กำลังลุ้นอยู่ว่าการเขียนของเขาจะผ่านรึเปล่า เพราะเขาเรียบเรียงในรูปแบบของวรรณกรรมในยุคสมัยที่ล้าหลังกว่าโลกใบนี้หลายพันปีทีเดียว
ปับ
ซีหลัวปิดสมุดลง ใบหน้าดูอิ่มเอมในตอนแรก แต่ก็เพียงไม่นาน ใบหน้าของความกระหายใคร่รู้ก็ปรากฎขึ้น ซึ่งเมิ่งตงที่อยู่ด้านข้างเองก็เช่นกัน
“มีอีกรึเปล่า”ซีหลัวถาม
“เล่มที่อ่านจบไป ผมเพิ่งเขียนเสร็จเมื่อคืนครับ ไม่ทราบว่า...เขียนใช้ได้ไหมครับ” ไป่เจ๋อกล่าว
“ไม่ใช่แค่ใช้ได้ เขียนได้สนุกแบบนี้ ปีนี้เธออาจจะคว้ารางวัลนักเขียนหน้าใหม่มาไว้ในมือก็เป็ได้” เมิ่งตงกล่าว
“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ”ไป่เจ๋อถาม เขาไม่คิดว่าการเขียนวรรณกรรมแบบโบราณจะเป็ที่ชื่นชอบของคนสมัยนี้
“ขนาดนั้นเลยล่ะ ฉันกับเมิ่งตงไม่สามารถหยุดอ่านมันได้เลย จนกระทั่งจบเล่มและกล้ายืนยันเลยว่านิยายของเธอต้องขายดีแน่ มีเพียงสำนักพิมพ์โง่ ๆ เท่านั้นที่ไม่เห็นคุณค่าของมัน” ซีหลัวกล่าว
“คุณซีหลัวรู้วิธีเสนอนิยายให้กับทางสำนักพิมพ์ไหมครับ ผมไม่มีความรู้ด้านนี้เลย” ไป่เจ๋อถาม
“ฉันมีคนรู้จักอยู่ อีกไม่นานจะมีการจัดแสดงภาพอักษรที่เธอเขียนให้ฉันเมื่อวาน ที่นัดเธอมาวันนี้ นอกจากจะให้เขียนภาพอักษรให้เมิ่งตงแล้ว ฉัน้าเอาบัตรเชิญเข้างานมาให้เธอด้วย เดี๋ยวในงานฉันจะแนะนำเธอให้กับหัวหน้ากองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ชื่อดัง”ซีหลัวตอบ พร้อมกับยื่นบัตรเชิญสีขาว ขอบนั้นประดับด้วยลวดลายสีทอง ดูเรียบง่าย แต่หรูหรา
“ขอบคุณครับ”ไป่เจ๋อค้อมตัวขอบคุณซีหลัว และรับบัตรเชิญมา
“ไม่ต้องหรอก ฉันยินดี เธอแสดงให้ฉันเห็นถึงความตั้งใจที่จะหาเลี้ยงตัวเองกับพ่อแม่ และจงจำไว้ เมื่อเธอได้เงินมา จงใช้มันให้เป็และอย่าตกเป็ทาสของมัน” ซีหลัวกล่าว น้ำเสียงก็ไม่ได้เข้มงวดมากนัก เพราะเมื่อวานเขาได้รับรายงานมาแล้วว่าไป่เจ๋อนำเงินที่ถอนออกมาไปใช้อะไรบ้าง ซึ่งเขามองว่ามันเหมาะสม นั่นทำให้เขาตัดสินใจจะสนับสนุนไป่เจ๋อต่อไป
กริ้งๆ
เสียงกระดิ่งที่อยู่ตรงประตูร้านดังขึ้น เมื่อประตูถูกเปิดออก ชายหนุ่มผู้เป็นายแบบดาวรุ่งเดินเข้ามาภายในร้าน สายตาของเขาสอดส่ายหาปู่ของเขา
“คุณปู่”ซีโม่ ที่เห็นปู่ของตนก็เอ่ยปากเรียกทันที
“อ้าว เสี่ยวซี มาแล้วเหรอ” เมิ่งตงเดินอ้าแขนออกกว้าง โดยมีซีโม่เดินเข้ามาโอบกอด และเมิ่งตงก็กอดซีโม่ไว้เช่นกัน
“ไม่เจอกันนานนะครับปู่เมิ่ง”ซีโม่กล่าว พร้อมกับคลายอ้อมกอด เขานับถือเมิ่งตงเหมือนปู่แท้ ๆ เช่นเดียวกับชิงชิงที่นับถือซีหลัวเหมือนปู่แท้ๆ ของเธอเช่นกัน
“เสี่ยวซี วันนี้ว่างเหรอ” ซีหลัวเข้ามากอดหลานชายของตนเองเช่นกัน ก่อนจะเห็นว่าด้านหลังซีโม่มีฉีฟง ที่เป็ผู้จัดการของซีโม่ กำลังมองดูนาฬิกาอยู่
“ว่าง 2 ชั่วโมงครับ ตอนแรกผมไปหาปู่ที่บริษัท แต่พอไปถึงเลขาบอกว่าปู่มาทำธุระที่ร้านจันทรกาล พอมาถึงที่นี่ก็เหลือเวลาอีก 5 นาที ผมต้องไปแล้วครับ มีคิวงานต่อ” ซีโม่กล่าว
“ไม่เป็ไร แค่หลานไม่ลืมปู่คนนี้ ปู่ก็ดีใจแล้ว” ซีหลัวกล่าว
“ว่าแต่ น้องชายที่ยืนอยู่ด้านหลังปู่นี่ใครเหรอครับ”ซีโม่ถาม
“อ้อ เขาชื่อ ไป่เจ๋อ วันนี้ปู่นัดเขามาเขียนภาพอักษรให้ตาแก่เมิ่งน่ะ” ซีหลัวตอบ
“อ้อ ที่แท้ก็อาจารย์ไป่นี่เอง”ซีโม่รีบแสดงความเคารพทันที ตอนแรกเขาคิดว่าไป่เจ๋อเป็เพียงแค่เด็กหนุ่มธรรมดา แต่พอได้ยินสิ่งที่ซีหลัวบอก ทำให้เขาต้องรีบแสดงความอ่อนน้อมทันที เพราะการที่ปู่ของเขาขอให้ไป่เจ๋อเขียนภาพอักษรให้ ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าไป่เจ๋อต้องเป็นักลิปิกรที่มีฝีมือเป็แน่
“ไม่ต้องหรอกครับ ผมอายุน้อยกว่าคุณอีกนะครับ” ไป่เจ๋อกล่าว
“คนเราสูงต่ำ วัดจากคุณวุฒิ ไม่ใช่วัยวุฒิครับ” ซีโม่กล่าว
“งั้นก็แล้วแต่เลยครับ”ไป่เจ๋อไม่อยากต่อความ เพราะเขารู้ว่าเวลาคุยกันของซีหลัวกับซีโม่เหลืออีกไม่ถึง 5 นาทีแล้ว
หลังซีโม่กับซีหลัวพูดคุยกันสักครู่ ฉีฟงก็ได้บอกว่าต้องไปแล้ว ซีโม่กับฉีฟงจึงได้กล่าวลาเมิ่งตงกับซีหลัวและไป่เจ๋อ ก่อนจะออกจากร้านไปขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าร้าน
‘ฉันยืนอยู่ตรงนี้ เสี่ยวซีไม่เห็นฉันเลยเหรอ’เถ้าแก่ฝูอดน้อยใจไม่ได้ที่เขาถูกเมินราวกับเป็อากาศธาตุ
“ไป่เจ๋อ อ๊ะ ไม่สิ อาจารย์ไป่ นี่เป็เช็คค่าภาพอักษรนะ” เมิ่งตงกล่าวพร้อมกับยื่นเช็คที่ระบุตัวเลขเท่ากับซีหลัวเมื่อคราวก่อน
ไป่เจ๋อพยายามปฏิเสธไม่ให้เมิ่งตงเรียกเขาว่าอาจารย์ แต่ก็ไม่เป็ผล สุดท้ายเขาก็ยอมให้เมิ่งตงกับซีหลัวเรียกเขาว่าอาจารย์ไปและรับเช็คมา ก่อนจะขอตัวกลับไปเขียนนิยายต่อ แน่นอนว่าเขาต้องเอาเช็คไปเข้าที่ธนาคารก่อน ซึ่งพนักงานธนาคารสาวจำเขาได้ เธอพยายามพูดคุยกับไป่เจ๋อ แต่ดูเหมือนไป่เจ๋อจะไม่ได้สนใจเธอเลย
บนรถของซีโม่กับฉีฟง
“ดูนายสดชื่นขึ้นนะ”ฉีฟงถามซีโม่ที่นั่งอยู่เบาะหลัง
“ครับ น่าแปลกมาก ผมคิดว่าภาพอักษรของอาจารย์ไป่มีพลังบางอย่างแผ่ออกมา ขนาดผมแค่เห็นชื่อภาพ ความรู้สึกเหนื่อยล้าก็หายเป็ปลิดทิ้งเลย พี่ก็เห็นว่าพวกปู่ดูสดชื่นผิดปกติ” ซีโม่ตอบ
“โอ้ ไว้ครั้งหน้าฉันคงต้องขอดูภาพอักษรนั่นบ้างแล้ว” ฉีฟงกล่าว เขาคิดว่าซีโม่แค่ล้อเขาเล่น
“จริงๆ นะครับ คิดไม่ถึงว่าอาจารย์ไป่จะมีฝีมือขนาดนี้”ซีโม่พยายามยืนยันสิ่งที่เขารู้สึก
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่เชื่อนาย สมัยก่อนตอนเรียนมัธยม ฉันเคยไปที่โรงฝึกศิลปะการต่อสู้ เพราะอยากป้องกันตัวเองจากพวกเด็กเกเรที่โรงเรียน อาจารย์ของฉันเคยบอกว่าจิตเป็สิ่งที่สามารถใช้ในการต่อสู้ได้ โดยแบ่งเป็ จิตต่อสู้ จิตสังหาร และเจตจำนง จากที่นายพูดมา อาจารย์ไป่อาจเป็ผู้เชี่ยวชาญที่ใช้เจตจำนงก็เป็ได้ แต่ฉันก็ไม่ค่อยเชื่อนักหรอกนะ” ฉีฟงกล่าว
“เจตจำนง มันคืออะไรหรือครับ” ซีโม่ถาม
“มันเป็จิตที่มีความตั้งใจมุ่งหมาย หากผนึกใส่ไว้ในสิ่งของ หรือตัวอักษร ยกตัวอย่างเช่นของโบราณบางชิ้นที่นายจับแล้วรู้สึกขนลุก นั่นแหละที่เขาเรียกว่าเจตจำนงหรือก็คือเจิตแรงกล้าที่คงอยู่ไม่เสื่อมสลายและคนทั่วไปสามารถรับรู้ถึงมันได้”ฉีฟงตอบ
“ว้าว ทั้งที่อายุน้อยกว่าผม แต่กลับประสบความสำเร็จขนาดนี้แล้ว ถ้าเขามีชื่อเสียงขึ้นมา พริบตาคงก้าวหน้ามากกว่าผมหลายเท่าเลย”ซีโม่กล่าว
“ไม่แน่ พวกเราอาจได้ร่วมงานกับเขาเร็ว ๆ นี้ก็ได้”ฉีฟงกล่าว
ห้องเช่าของครอบครัวไป่เจ๋อ
ไป่เจ๋อกลับมาที่ห้อง ภายในห้องนั้นว่างเปล่า พ่อกับแม่ของเขายังไม่กลับอีกเช่นเคย ดังนั้นเขาจะต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า
ไป่เจ๋อจัดการทำอาหารเย็นเตรียมไว้ให้พ่อกับแม่ก่อน แล้วเขาก็เริ่มฝึกพลังปราณต่อ ซึ่งคราวนี้นั้นต่างจากเมื่อวาน เพราะเขาได้ใช้อักขระลมปราณเพื่อช่วยรวบรวมปราณบริเวณนี้มาอยู่ภายในห้องและทำให้มันบริสุทธิ์ เพื่อที่เขาจะได้ดูดซับมันเข้าสู่ตันเถียนได้โดยตรง
วันต่อมา
ไป่เจ๋อไปเรียนตามปกติ แต่หลังจากกลับมาที่บ้าน เขาวางกระเป๋าและเข้าไปอาบน้ำ และใส่เสื้อเชิ้ตทับด้วยเสื้อสูท กับกางเกงสแลค รองเท้าหนัง
แน่นอนว่าทุกอย่างเป็ของพ่อเขา ซึ่งเขาได้ขอพ่อเอาไว้ั้แ่เมื่อคืนแล้ว แม้ตอนแรกพ่อของเขาจะห่วงเื่ขนาดของเสื้อ แต่ไป่เจ๋อก็บอกไปว่ามีวิธีแก้ พ่อของเขาจึงยกให้ เพราะคิดว่าไป่เจ๋อคงคิดจะแก้ไซส์เสื้อผ้าเอง
ไป่เจ๋อใช้อักขระลมปราณปรับขนาดเสื้อผ้ากับรองเท้าให้พอตีตัวของเขา อีกทั้งยังฟื้นสภาพมันให้กลับมาเหมือนของใหม่ ก่อนจะออกจากห้องเช่า ไปเรียกรถแท็กซี่ เพื่อไปสถานที่จัดงานแสดงภาพอักษรที่ระบุไว้ในบัตรเชิญทันที
โรงแรมในเครือ LSA
ภายในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ บนเวทีมีการตั้งภาพอักษรไว้ 2 ภาพ โดยมีผ้าคลุมปิดไว้ เพราะนี่คือไฮไลท์ของงานในวันนี้
ส่วนรอบๆ ก็เต็มไปด้วยภาพอักษรที่เป็ของสะสมของซีหลัว ตรงกลางห้องเป็โต๊ะจัดเลี้ยง มีอาหารมาเสิร์ฟให้รับประทานกัน
“อ้าว ผู้าุโเฉียน”ซีหลัวผู้เป็เ้าของงานรีบเดินเข้ามาต้อนรับ ผู้าุโเฉียน หรือ เฉียนม่อ เขามีตำแหน่งเป็ประธานสมาคมนักเขียนแห่งชาติ ซีหลัวจึงให้เกียรติเขาเป็พิเศษ
“ซีหลัว งานตกแต่งได้ดีมาก คงเป็ผลงานของเมิ่งตงล่ะสิ” เฉียนม่อกล่าว
“ผู้าุโเฉียน ชมเกินไปแล้วครับ” เมิ่งตงกล่าว
“จริงสิ ทำไมบนเวทีถึงมีภาพอักษรถึง 2 ภาพล่ะ ไม่ได้มีภาพเดียวรึ” เฉียนม่อถาม
“พอดีผมเพิ่งได้มาอีกชิ้นเมื่อวานครับ เลยเอามาให้ทุกคนได้ชมด้วย” เมิ่งตงตอบ
“โอ้ คิดถูกจริง ๆ ที่ตัดสินใจมา ว่าแต่เป็ของปรมาจารย์ท่านใดกันล่ะ แล้วฉันรู้จักไหม” เฉียนม่อถาม
“เป็หน้าใหม่ครับ อีกเดี๋ยวก็คงมา” ซีหลัวตอบ
“เขาจะมารึ ดี ๆ ๆ ว่าแต่วันนี้เขาจะแสดงฝีมือรึเปล่า” เฉียนม่อถาม
“คงต้องถามเขาดูก่อน เขาอายุยังไม่มาก นี่น่าจะเป็งานทางการครั้งแรก ถ้าเขาทำอะไรผิดพลาดไปผมขออภัยแทนเขาด้วยนะครับ” ซีหลัวกล่าว
“ตกลง ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะ จะไปคุยกับเสี่ยวอี๋เื่นิยายชิ้นล่าสุดของเขาสักหน่อย”เฉียนม่อกล่าว ก่อนจะแยกตัวออกไป
ขณะเดียวกันซีหลัวก็เห็นว่ามีคนคนหนึ่งกำลังกุมขมับ นั่งรินสุราใส่จอกและจิบทีละนิด ต่างจากคนอื่นที่กำลังพูดคุยกันถึงภาพอักษรที่จัดแสดงอยู่ แน่นอนว่าซีหลัวรู้จักเขาเป็อย่างดี เขาคือ เฉินเฟิง ผู้จัดละครมือทองที่สร้างซีรีส์ประสบความสำเร็จมาหลายเื่ ไม่ว่าซีรีส์อะไรที่ผ่านมือเขา จะต้องดังอย่างแน่นอน
“เฉินเฟิง ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้นล่ะ” ซีหลัวถาม
“เื่งานน่ะ โปรเจกต์ซีรีส์แนวย้อนยุคที่เสนอทางผู้บริหารไป ถูกตีกลับมาหมดเลย นี่ฉันก็กำลังมืดแปดด้านอยู่นี่แหละ”เฉินเฟิงตอบ
“แนวย้อนยุคเหรอ ในตลาดมีนิยายแนวนี้มากมาย พวกเขาไม่ถูกใจเลยรึไง” ซีหลัวถาม
“ฉันเสนอพวกนิยายขายดี10 อันดับแรกไปหมดแล้ว แต่ประธานเทียนเผิงบอกว่าเส้นเื่มันเหมือนนิยายสำเร็จรูปเกินไป เขาอยากได้แนวการดำเนินเื่ที่สดใหม่ เฮ้อ” เฉินเฟิงตอบ พร้อมกับถอนหายใจ
“อืมอาจพอมีทางช่วย แต่คงต้องถามทางนั้นก่อน”ซีหลัวนึกถึงไป่เจ๋อขึ้นมา นิยายแนวกำลังภายในที่ไป่เจ๋อเขียนนั้นอาจจะใช้ได้
“หือ มีงานเขียนนอกกระแสที่น่าสนใจเหรอ”เฉินเฟิงยืดหลังตรง ดวงตาที่ห่อเหี่ยวเมื่อครู่ตอนนี้กลับทอประกายอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที เพราะซีหลัวนั้นเป็นักอ่านตัวยง หากอีกฝ่ายพูดแบบนี้ แสดงว่าเป็นิยายที่มีคุณภาพแน่นอน
ขณะนั้นเองไป่เจ๋อก็เดินเข้ามาภายในงาน แน่นอนว่าเขากลายเป็จุดเด่นทันที ด้วยความที่ยังเป็เด็กวัยรุ่น แต่ก็ได้รับความสนใจเพียงชั่วครู่ เพราะคนในงานคิดว่าคงเป็ลูกหลานของคนที่มาร่วมงานเท่านั้น
“โอ้ อาจารย์ไป่ กำลังรออยู่เลย” เป็เมิ่งตงที่เห็นไป่เจ๋อก่อนและรีบเดินเข้ามาหา นั่นทำให้คนที่ได้ยินหันกลับมามองเมิ่งตง
“ไปกันเฉินเฟิง ฉันจะแนะนำให้รู้จักคนที่จะมาช่วยพลิกวิกฤตของนาย” ซีหลัวกล่าวพร้อมกับพาเฉินเฟิงเดินมาทางไป่เจ๋อพร้อมกับตนเอง
“สวัสดีครับ คุณเมิ่งตง คุณซีหลัว คุณ......เฉินเฟิง”ไป่เจ๋อนั้นใช้เวลานึกอยู่สักครู่ เพราะเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับคนดังในวงการบันเทิงมาบ้างและเฉินเฟิงก็คือ 1ในผู้จัดละครที่มีชื่อเสียงมากที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องใช้เวลาสักครู่ถึงจะจำได้
“หนุ่มน้อยคนนี้เป็ใครกัน ทำไมนายต้องเรียกเขาว่าอาจารย์ไป่ด้วย เดี๋ยวนะ...หรือว่า...” เฉินเฟิงหันไปถามซีหลัว แต่ต่อมาเขาก็นึกถึงเื่ที่ไม่น่าเป็ไปได้มากที่สุดขึ้นมาในหัว
‘ซีหลัวได้รับภาพอักษรจากปรมาจารย์ปริศนาคนหนึ่ง มาวันนี้ยังเรียกเด็กหนุ่มคนนี้ว่าอาจารย์อีก เป็ไปได้ว่าเด็กคนนี้คือปรมาจารย์ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่อยู่บนเวทีตอนนี้’เฉินเฟิงคิด
“ใช่แล้ว เขาคือผู้ที่เขียนภาพอักษรนั่นยังไงล่ะ”ซีหลัวกระซิบบอกเฉินเฟิง
“แล้วอาจารย์ไป่จะช่วยฉันยังไงล่ะ”เฉินเฟิงถาม
“อาจารย์ไป่ หากมีเวลา หลังจากงานจัดแสดงจบลง ฉันอยากให้เฉินเฟิงได้อ่านนิยายที่อาจารย์กำลังแต่งจะได้รึเปล่า”ซีหลัวกล่าว
“ได้ครับ”ไป่เจ๋อตอบตกลงทันที ใครจะไปรู้ เขาอาจจะได้ค่าตอบแทน หากนิยายของเขาได้รับทำเป็ซีรีส์ก็เป็ได้
“เยี่ยมเลย ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะ ได้เวลาสำคัญของงานนี้แล้ว”ซีหลัวกล่าวก่อนจะแยกตัวออกไปกับเมิ่งตง
แน่นอนว่าเฉินเฟิงได้ลองถามถึงเนื้อหาของนิยายและเขาก็พบว่ามันน่าสนใจทีเดียว เพราะจากที่ฟังดู มันเหมือนนิยายที่บอกเล่าชีวประวัติของคนคนหนึ่ง ที่เริ่มจากศูนย์ จนกลายเป็เทพกระบี่ มีทั้งเื่การเมืองในวังหลวงและเกมการเมืองในตำหนักเทพยุทธภพด้วย ไม่ว่าจะเื่ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่เป็เอกลักษณ์ เขาแทบจะคิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้านั้นไม่ใช่คนของโลกนี้
“ตอนนี้ได้เวลาที่ทุกคนรอคอยกันแล้ว ทุกคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงมีภาพอักษรถึง 2ชิ้น นั่นเพราะว่าอีกชิ้นนั้นเพิ่งถูกเขียนขึ้นเมื่อวานและอาจารย์ท่านนั้นก็อยู่ที่นี่ด้วย ขอเชิญอาจารย์ไป่เจ๋อขึ้นมาบนเวทีด้วย” ซีหลัวทำหน้าที่เป็พิธีกร เขาให้ทีมไฟทำการฉายไฟไปที่ไป่เจ๋อ
เสียงพูดคุยดังขึ้นทันทีที่เห็นว่าแสงไฟนั้นไปฉายที่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง พวกเขาต่างมีข้อสงสัยว่าเด็กหนุ่มที่ซีหลัวเรียกว่าอาจารย์ไป่นั้น มีความสามารถในการสร้างชิ้นงานที่ะเืวงการลิปิศิลป์ได้ขนาดเชียวหรือ
“เงียบก่อน อาจารย์ไป่ เชิญครับ” ซีหลัวกล่าว
ไป่เจ๋อขึ้นไปบนเวทีและซีหลัวก็สั่งคนยกกระดาษกับพู่กันมา นั่นทำให้ไป่เจ๋อเข้าใจทันทีว่าซีหลัวอยากให้เขาเขียนภาพอักษรให้ เพื่อเป็การยืนยันว่าเขาเป็เ้าของผลงาน 2ชิ้นที่กำลังจะเปิดให้ได้ชมกัน แน่นอนว่าไป่เจ๋อเห็นด้วยกับเื่นี้ แต่ก็ต้องเตรียมรับผลที่จะตามมาด้วย เช่นการกีดกันของคนในวงการลิปิศิลป์ หรือการกลั่นแกล้งและวิจารณ์ผลงานแบบสาดเสียเทเสีย
“ถ้าเธอทำผลงานออกมาได้ยอดเยี่ยม มันจะเป็ผลดีกับเธอในภายหน้า เพราะที่นี่มีแต่เหล่าคนในวงการหลากหลายอาชีพ หากพวกเขานับถือเธอ นั่นเท่ากับเธอจะได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา รวมถึงการปกป้องเธอจากพวกปากหอยปากปูด้วย” ซีหลัวกล่าวสอนไป่เจ๋อ
“แน่นอนครับ”ไป่เจ๋อยิ้ม ก่อนจะเริ่มตวัดพู่กันทันที
เนื้อหานั้นถูกฉายขึ้นที่ฉากด้านหลัง ยิ่งทำให้สมาชิกของชมรมคนรักภาพอักษรตกตะลึง พลังที่แผ่ออกมาจนชวนให้เืในกายสูบฉีด ร่างกายสั่นด้วยความตื่นเต้น
“กลอนปลุกใจทหารกล้าแห่งต้าเซียน”ซีหลัวพูดขึ้น
ไป่เจ๋อพยักหน้า กลอนนี้เขาเคยได้ยินได้ฟังมาจากกุนซือของอาณาจักรหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปต้าเซียน กุนซือได้ใช้กลอนนี้ปลุกใจเหล่าทหารที่กำลังถูกข้าศึกไล่ต้อน จนสามารถพลิกกลับมาชนะได้
“มันยอดเยี่ยมมาก”เฉียนม่อถึงกับอุทานออกมา เขาไม่เคยพบเห็นกลอนที่สร้างความกล้าและปลุกใจได้รุนแรงเช่นนี้มาก่อน มันทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ย้อนไปในวัยหนุ่ม ที่คิดว่าเขาสามารถทำได้ทุกอย่าง
ทุกคนต่างกู่ร้องราวกับทหารกล้าที่ได้รับการปลุกใจจากผู้นำทัพ พวกเขาแผดเสียงออกมาดังจนรู้สึกได้ว่าห้องนั้นเกิดการสั่นไหวจากคลื่นเสียงที่พวกเขาเปล่งออกมา
“คาดว่าทุกคนคงจะได้เห็นแล้วว่าอาจารย์ไป่ เป็ผู้ที่มีความสามารถในด้านนี้โดยแท้ จากนี้จะขอให้อาจารย์ไป่ช่วยเปิดภาพอักษรชิ้นแรกให้ทุกท่านได้ชมกันเลยครับ”ซีหลัวกล่าว
ไป่เจ๋อทำการเปิดภาพอักษรแรกทันทีและนั่นทำให้อารมณ์ของทุกคนเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อพวกเขาได้อ่านกลอนที่อยู่บนภาพอักษร พวกเขาต่างััได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ ราวกับได้อยู่ต่อหน้าของเ้าชีวิตแห่งยุคโบราณ รู้สึกถึงความน่าเกรงขามและความอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน
เมื่อเห็นว่าทุกคนจมดิ่งสู่อารมณ์ของกลอนได้สักระยะแล้ว ไป่เจ๋อแค่รอเวลาสักครู่ ก่อนจะคลุมผ้าเหมือนเดิม ทำให้ทุกคนหลุดจากอารมณ์ของภาพอักษรทีละคน
“นี่มันยอดมาก ราวกับข้าได้เห็นองค์จักรพรรดิประทับอยู่ตรงหน้าไม่มีผิด บรรยากาศเช่นนั้นราวกับอยู่ในโถงประชุมขุนนางของพระราชวังไม่มีผิด”เฉียนม่อกล่าวขึ้น
“ตัวกลอนงดงามมาก ทั้งฉันทลักษณ์ ัั การใช้คำ ได้มาเห็นของจริงยิ่งรับรู้ได้ว่ามันเป็ภาพอักษรที่ทรงคุณค่ามาก”เฉินเฟิงกล่าว
เพียงไม่นานทุกคนต่างก็ลงความเห็นว่าภาพอักษรนี้สมควรได้รับการเสนอให้ภาครัฐ บรรจุเป็สมบัติชาติที่ทรงคุณค่าเลยทีเดียวและดูเหมือนเฉียนม่อจะเป็ตัวตั้งตัวตีในเื่นี้เสียด้วย
เมื่อซีหลัวส่งสายตาให้ไป่เจ๋อเปิดภาพอักษรชิ้นที่สอง ไป่เจ๋อก็นำผ้าที่คลุมภาพอักษรออก เพียงชั่วครู่ทุกคนที่ได้เห็นมัน พวกเขาก็หลับตาลงและเสพความสุขจากความสงบที่ภาพอักษรส่งออกมา
จนกระทั่งไป่เจ๋อเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เขาก็ดึงผ้ามาปิดเอาไว้เช่นเดิม เพียงไม่นานเสียงพูดคุยก็ดังขึ้น ทุกคนต่างชื่นชมผลงาน [ไท่ซื่อคง] ว่าเป็ผลงานชั้นยอดไม่แพ้ภาพอักษรชิ้นแรกเลย
สุดท้ายงานก็จบลง โดยที่ไป่เจ๋อได้รับการยอมรับนับถือจากทุกคนที่มาร่วมงาน พวกเขาให้เบอร์ติดต่อกับไป่เจ๋อ หากไป่เจ๋อมีปัญหาก็สามารถติดต่อพวกเขาได้ พวกเขายินดีช่วยเหลือ หลายคนเอ่ยปากอยากได้ภาพอักษรเช่นกัน แต่ไป่เจ๋อก็ปฏิเสธไปอย่างสุภาพ
“ชิ้นงาน[กลอนปลุกใจทหารกล้าแห่งต้าเซียน] คุณซีหลัวจะจัดประมูลขึ้น ขอให้ทุกท่านโชคดี” กล่าวจบไป่เจ๋อก็ออกจากงานไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเฉินเฟิงตามออกไปโดยไม่มีใครสังเกต เพราะกำลังตั้งสมาธิกับการประมูลที่ซีหลัวกำลังจะจัดขึ้น
ห้องเช่าของไป่เจ๋อ
ไป่เจ๋อเชิญเฉินเฟิงเข้ามาภายในห้อง โดยที่พ่อกับแม่ของไป่เจ๋อนั้นรู้ว่าลูกชายน่าจะคุยธุระสำคัญ จึงพากันเข้าไปอยู่ในห้องนอนและแอบดูลูกชายโดยการแง้มประตูออกมา
“นี่ครับ”ไป่เจ๋อยื่นสมุดที่เขาเขียนนิยายเอาไว้ให้เฉินเฟิง
พับๆ ๆ
เฉินเฟิงราวกับต้องมนตร์สะกด เขาถูกเนื้อหาของนิยายดึงเข้าไป กว่าจะรู้ตัว หน้ากระดาษที่เป็ปกของสมุดอันว่างเปล่าก็ปรากฎต่อสายตาของเขา
“ไม่มีต่อแล้วเหรอ”เฉินเฟิงถาม
“ผมยังเขียนไม่เสร็จครับ”ไป่เจ๋อตอบ
“เธอสามารถขายลิขสิทธิ์ให้ฉันเอาไปทำเป็ซีรีส์ได้ไหม”เฉินเฟิงถาม
“ยินดีครับ”ไป่เจ๋อตอบตกลงในทันที
“ดีเลย ถ้าอย่างนั้นขอฉันถ่ายเนื้อหาบางส่วนไปเสนอประธานก่อนได้ไหม” เฉินเฟิงถาม
“ได้ครับ”ไป่เจ๋อตอบ
หลังเฉินเฟิงกลับไป ไป่เจ๋อก็ยกยิ้มขึ้น เพราะเื่ที่เฉินเฟิงขอเอานิยายเขาไปทำซีรีส์ หากประธานของเฉินเฟิงอนุมัติ เฉินเฟิงก็จะติดหนี้บุญคุณเขา หากเขาใช้เื่นี้เพื่อให้เฉินเฟิงผลักดันเขาเข้าวงการ ก็มีความเป็ไปได้สูงว่าอีกฝ่ายจะตอบตกลง แต่อาจต้องหาวิธีที่ทำให้อีกฝ่ายไม่เสียความรู้สึก
วันต่อมา
ไป่เจ๋อตื่นแต่เช้า เขาทำอาหารเช้าไว้ที่โต๊ะให้พ่อกับแม่ ส่วนอาหารกลางวันก็เตรียมใส่ปินโตไว้เรียบร้อย พร้อมกับเขียนโน๊ตไว้ว่าเขาจะออกไปทำงานที่รับไว้ แต่ที่จริงเขาคิดจะออกไปฝึกกระบวนท่าที่สวนสาธารณะสักหน่อย
สวนสาธารณะ
ภายในสวน ไป่เจ๋อนั้นหาจุดที่เงียบสงบ จากนั้นก็ควานหากิ่งไม้ที่เหมาะมือและเริ่มออกท่าของเพลงกระบี่บุปผาของสำนักง้อไบ๊
ทุกครั้งที่กิ่งไม้ถูกกวัดแกว่ง ใบไม้ที่อยู่ที่พื้นก็ราวกับถูกลมพัดให้ลอยขึ้น พวกมันลอยวนรอบตัวของไป่เจ๋อ ท่ามกลางแสงไฟสลัวในสวนสาธารณะ ซึ่งพระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า
กิ่งไม้นั้นแทงเข้าใส่ใบไม้ที่ลอยวนไปมารอบตัวทีละใบอย่างแม่นยำจนดูราวกับไม้เสียบเนื้อสำหรับย่างบาร์บีคิว แต่ไป่เจ๋อไม่รู้เลยว่าเขาถูกคนที่ผ่านไปมาพบเห็นและคนเ่าั้ก็หยุดยืนดูเขาออกกระบวนที่งดงามราวกับการร่ายรำ
เมื่อไป่เจ๋อหยุดการฝึกลง เขาก็ได้ยินเสียงปรบมือดังขึ้น เมื่อหันไปเห็นคนจำนวนมาก เขาก็รีบปิดบังใบหน้าและะโด้วยวิชาตัวเบาไปตามยอดไม้อย่างรวดเร็ว
แม้จะมีคนถ่ายคลิปวิดีโอไว้และนำไปโพสลงในอินเทอร์เน็ต แต่ก็เห็นเพียงโครงหน้าเท่านั้น จึงเดาไม่ออกว่าเป็ชายหรือหญิง ผู้คนต่างเรียกบุคคลปริศนานี้ว่าจอมยุทธ์ในสวนสาธารณะ แต่เพียงไม่นานก็ถูกหาว่าเป็คลิปตัดต่อ ทำให้คนก็เลิกสนใจคลิปวิดีโอนี้ในที่สุด
พอเข้า่สายของวันเดียวกัน สื่อมวลชนได้ออกข่าวเกี่ยวกับการยื่นขอให้ภาพอักษร 2 ชิ้นเป็สมบัติชาติ มีการแสดงภาพอักษรทั้ง 2 ออกตามสื่อช่องทางต่างๆ และได้รับความชื่นชมจากประชาชนจำนวนมาก
ทำให้เพียงแค่่บ่าย ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ออกมาประกาศให้ภาพอักษรทั้ง 2ชิ้นนั้นเป็สมบัติชาติ หากแต่ของจริงนั้นอยู่ในความของซีหลัวและเมิ่งตง ซึ่งทั้ง 2 ไม่ยอมให้ขนย้ายไปไหน เพราะกลัวจะมีคนขโมยหรือเสียหายระหว่างขนย้ายไปจัดแสดงตามที่ต่าง ๆ
ส่วนไป่เจ๋อเองก็ตั้งใจทบทวนบทเรียนตลอด่บ่าย เพราะพรุ่งนี้มีสอบ หากเขาทำคะแนนสอบได้ดี สายตาดูถูกที่มองเขาและความไม่ชอบขี้หน้าจะได้หมดไป นั่นจะทำให้เขาใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนได้อย่างมีความสุข ดังคำสอนของไท่ซื่อคงเคยกล่าวไว้ว่า [มากหมู่มวลมิตร พิชิตทั่วหล้า มากด้วยอริราช ยากอยู่ยั่งยืน]