ตอนที่ ๑
สู่ป่าหิมพานต์
ถ้าย้อนกลับไปราวหนึ่งหมื่นปีขึ้นไป “ป่าหิมพานต์”รวมถึงสรวง์ชั้นฟ้ากับมหาพิภพสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้โดยตลอด โดยมี“วิมาน” หรือ “วิมานะ” เป็แกนยึดการเชื่อมโยงระหว่างพิภพ์กับพิภพอาเชียเข้าด้วยกัน
ทำให้เผ่าพันธุ์เทพและเผ่าพันธุ์มนุษย์สามารถพบปะพูดคุยกันได้ดั่งสหายแต่เพราะ่เวลาชีวิตของพิภพ์เพียงหนึ่งวันเทียบเท่ากับหนึ่งร้อยปีของพิภพอาเชียมนุษย์หลายคนจึงเกิดความริษยาและ้า่ชิงเวลาแห่งการดำรงชีวิตนั้นไว้ จึงคิดคดทรยศเอาเปรียบหาได้รักใคร่กลมเกลียวซื่อสัตย์กับเผ่าพันธุ์เทพไม่!
ทำให้เผ่าพันธุ์เทพทยอยกันนำวิมานของตนที่ถือเป็พาหนะวิเศษเหาะเหนือผืนพิภพสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนทำให้แรงโน้มถ่วงระหว่างสองพิภพแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง
เมื่อใดที่จิตใจมนุษย์ยังคงวุ่นวายลึกลับซับซ้อนและเอาเปรียบจนเกินงามก็ยิ่งทำให้เผ่าพันธุ์เทพเป็เพียงตำนานเล่าขานในหมู่มนุษย์ไปในที่สุด
ปักษาพาปราณเดินทางมาถึงป่าหิมพานต์ในระยะเวลาเดินทางร่วม๒ เดือน ั้แ่การขึ้นรถม้าข้ามน้ำข้ามเขาและสุดท้ายคือต้องเหาะมาในส่วนพิเศษที่สงวนไว้เฉพาะผู้ที่เคยมาแล้วเท่านั้น
ป่าหิมพานต์หรือเขาหิมพานต์ ตั้งอยู่ในมิติซ้อนทับระหว่างอาณาจักรภารตคณราชย์และราชอาณาจักรโครขาซึ่งมีเทือกเขาหิมาลายาที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปีเป็พรมแดนระหว่างอาณาจักรทั้งสองเมื่อเป็มิติซ้อนทับพื้นที่จึงแผ่ขยายกว้างขวางเกินกว่าจะจินตนาการได้
มีเนื้อที่๓,๐๐๐ โยชน์ สูง ๕๐๐ โยชน์ ขนาดโดยรอบป่าหิมพานต์ ๙,๐๐๐ โยชน์ มียอดเขาทั้งเล็กใหญ่รวมกัน๘๔,๐๐๐ โยชน์ (๑ โยชน์ เท่ากับ ๑๖ กิโลเมตร) มีสระใหญ่ ๗ สระคือ
๑) สระอโนดาต
๒) สระกัณณมุณฑะ
๓) สระรถการะ
๔) สระฉัททันตะ
๕) สระกุณาละ
๖) สระมัณฑากิณี
๗)สระสีหัปปาตะ
โดยเฉพาะสระอโนดาตเป็เหมือนตาน้ำที่ก่อกำเนิดแม่น้ำสายหลักปัญจมหานทีไหลผ่านสู่มหาพิภพได้แก่
๑) คงคา
๒) ยมุนา
๓) จิรวดี
๔) มหี
๕) สรภู
ทั้งยังแวดล้อมไปด้วยูเาทั้งห้าที่จัดเป็ยอดเขาหิมพานต์คือ
๑) เขาสุทัสสนะ เป็ูเาทองคำ
๒) เขาจิตรกูฏ ูเาแก้ว ๗ประการ (สัตตะพิธรัตน์ ได้แก่ ทอง เงิน มุกดาหาร ทับทิม ไพฑูรย์ เพชรและแก้วประพาฬ) มีคูหาทองคำ เป็ที่อยู่ของหงส์ทอง
๓) เขากาฬกูฏ ูเาที่เต็มไปด้วยนิลมณี
๔) เขาคันทมาทน์ ูเาที่ดาดาษไปด้วยไม้หอมและพันธุ์ไม้โอสถมากมายมีกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว
๕) เขาไกรลาสูเาเงินอันเป็ที่อยู่ของบรรดากินนร-กินรี
ูเาทั้งห้ามียอดโน้มเข้าหากัน ทำให้น้ำในสระอโนดาตเย็นใสเพราะแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ต้องไม่ถึง
ปราณตื่นตาตื่นใจมิใช่น้อยที่ได้เข้ามาสู่ดินแดนซ้อนทับอย่างแท้จริงเด็กชายจ้องมองรอบกายด้วยความตื่นเต้น ต้นไม้ขนาดสูงใหญ่มหึมาหนาทึบแทบมองไม่เห็นเส้นทางเดินแต่ยังพอมีแสงอาทิตย์สาดส่องให้ได้เห็นความร่มรื่น ราวกับเขาและท่านลุงเป็เพียงมดปลวกที่เดินทางเข้ามาสู่ดินแดนแห่งมนุษย์ทุกสิ่งอย่างล้วนมีขนาดใหญ่กว่าที่เคยเห็นมาแทบทั้งนั้น
ปักษาโอบบ่าหลานชายรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นในกายของเด็กน้อยแม้เขาจะเคยมาที่นี่แล้วก็ตาม แต่การดั้นด้นค้นหาสถานที่ตามคำบอกเล่าของจารึกต่างๆนั้นแทบจะเป็การงมเข็มในมหาสมุทรทีเดียว
ในครั้งนั้นปักษาเดินสะเปะสะปะคาดเดาถึงตำแหน่งที่ตั้งและทางเข้าจนเกือบครบกำหนดหนึ่งสัปดาห์ก็ค้นพบทางเข้าแม้เวลาจะเนิ่นนานมากแต่ทุกอย่างก็คงเป็เช่นเดิม
ตลอดเส้นทางปักษาเล่าประสบการณ์ในป่าหิมพานต์ให้ปราณอย่างมีความสุขแม้บาง่บางตอนปราณจะยังไม่เข้าใจก็ตาม
“นับว่าเ้าโชคดีมากนะปราณที่เราเดินทางค้นหาทางเข้าโดยใช้เวลาเพียงแค่สามวันเท่านั้นแสดงว่าสถานที่แห่งนี้เปิดต้อนรับเ้าเร็วกว่ายุคสมัยของข้าเสียอีก!”
“ก็เพราะมีท่านลุงนำทางนั่นแหละครับหากข้ามาคนเดียวคงไม่มีโอกาสเจอสถานที่แห่งนี้เป็แน่แค่ต้องเปิดอาชณจักระตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ก็ทำเอาข้าเพลียมิใช่น้อย”
ปราณเริ่มเล่าถึงความลำบากโชคดีที่เขาเข้าฌานสมาธิฝึกฝนบ่มเพาะจิตสู่ “ระดับอาตมัน” ได้แล้ว (อาตมัน-อัตตาหรือิญญาเป็อิสระจากร่างกายนับเป็ส่วนหนึ่งของิญญาอันยิ่งใหญ่สามารถใช้จิตได้เทียบเคียงกายเนื้อ)
ตอนนี้ใบหน้าเด็กน้อยชุ่มโชกด้วยเหงื่อแววตาที่ดูอิดโรยแต่มีประกายแห่งความหวัง ก้าวเดินยาวๆตามท่านลุงอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อยจนปักษาถึงกับอมยิ้มให้กับความทรหดอดทนของปราณไม่เสียแรงที่เขาฝึกฝนให้เด็กน้อยรู้จักความอดทนอดกลั้นั้แ่แรกเริ่มที่ยังไม่สามารถบ่มเพาะพลังฌานยุทธ์(ภาคปฐมบท บทที่ ๑ ท่านลุงผู้ลึกลับ)
หลังจากเดินไปไม่เท่าไหร่ก็หยุดพักแล้วจึงเหาะต่อการเดินทางสลับเช่นนี้ไปอีกราวหนึ่งสัปดาห์ก็มาถึงป่าที่กว้างใหญ่ไพศาลปักษาพ่นลมหายใจเงยมองไม้สูงใหญ่เต็มไปด้วยหนามเล็กๆ รายล้อมรอบต้นแต่ละต้นสูงใหญ่ใกล้เคียงกัน
“พ้นป่างิ้วนี้ไปก็จะถึงแล้ว”
“แล้วทำไมจึงไม่เหาะต่อล่ะครับท่านลุง?”
ปราณกระชับบรรทัดั์คู่ให้แนบหลังมากขึ้นพ่นลมหายใจปาดเหงื่อแต่มิได้มีความท้อถอยหรือบ่นว่าเหนื่อยให้ปักษาได้ยินเลยสักครั้ง
“ฮ่าๆๆๆ...ป่างิ้วถือเป็สถานที่สำคัญนักการเหาะข้ามไปนั้นมิใช่จะทำได้ง่ายๆ เ้าเห็นหนามที่ผุดขึ้นรายล้อมรอบตันไหม?...แม้เวลานี้จะเห็นว่าเป็เพียงหนามขนาดใหญ่ที่ดูทู่ๆไร้พิษสง แต่เมื่อใดที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้หรือผ่านด้วยความเร็วสูง...บรรดาหนามเหล่านี้จะตื่นตัวแล้วขยายกลายเป็หนามแหลมคมทิ่มแทงสิ่งแปลกปลอม...หาได้หลุดออกจากหนามนั้นได้โดยง่ายอย่าลืมว่าที่นี้มิใช่มหาพิภพ การเดินทางต้องระมัดระวังให้มาก”
ปราณพยักหน้าแหงนมองความยิ่งใหญ่แล้วสาวเท้าเดินตามท่านลุงปักษาอธิบายว่าผลและน้ำหวานของต้นงิ้วเป็อาหารของบรรดาครุฑทั้งหลาย และจุดหมายที่จะไปนั้นก็คือวิมานฉิมพลี! แต่ปักษายังไม่อธิบายอะไรมาก เพราะเขาต้องใช้สมาธิในการเดินผ่านป่างิ้วเพราะหากพลาดพลั้งคงาเ็ก่อนจะถึงที่หมาย
อีกราวสามวันทั้งสองก็พ้นแนวป่างิ้วด้วยความทุลักทุเลเบื้องหน้าแลเห็นสถานที่ขนาดสูงใหญ่คล้ายมหาเจดีย์สีทองและมีลานกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาลิบๆเบื้องหน้าเป็ลักษณะอาคารสีแดงทองมีจั่วสูงดูสวยงามแปลกตา
“มาถึงแล้ว!...ที่นี่เรียกว่าวิมานฉิมพลี!...เป็พำนักของพญาครุฑ!”
“พะ...พะ...พญาครุฑหรือครับ!”
ปราณเบิกตาโตเหงื่อกาฬที่เปียกปอนก็ยิ่งเปียกชื้นหนักเข้าเด็กน้อยปาดเหงื่อแต่ใจเต้นระรัวรุนแรง
“มะมะมะ...มีจริงหรือครับท่านลุง?”
ปักษายิ้มกริ่มพยักหน้าแล้วอธิบายผสมคำสอน
ฮ่าๆๆๆ...พลังฌานยุทธ์ต่างๆที่นักฌานยุทธ์ใช้ล้วนเป็พลังที่เผ่าพันธุ์เทพ-มาร-ปีศาจ-อสูร ส่งมอบให้มนุษย์ใช้ประโยชน์เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น!...ขึ้นอยู่ที่จิตใจของมนุษย์ว่าจะรับเอาพลังฌานยุทธ์ของใครไปใช้...ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ไหนล้วนมีทั้งดีเลวปะปนกันเสมอ...อยู่ในร่างมารแต่จิตใจเป็เทพอยู่ในร่างเทพจิตใจเป็ปีศาจก็เป็ได้ ดูมนุษย์ก็แล้วกัน!...เ้าเองก็เคยประสบพบเจอเหตุการณ์เ่าั้มาแล้ว...ดังนั้นรูปลักษณ์ภายนอกจะนำมาตัดสินคนคนหนึ่งหาได้ไม่!”
สิ้นเสียงปักษาก็ปรากฏครุฑร่างเทาดำในชุดทรงดั่งทหารสูงสองเมตรกว่าๆก้มมองปักษา ปักษาประนมกรน้อมกายกล่าวทักทายครุฑหน้าทางเข้า
“ข้าปักษาคเดศวร ขอเข้าพบพญาเวนไตย...ต้องรบกวนท่านแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินนามของปักษาครุฑทั้งสองก็พยักหน้าแล้วกล่าวทักทายด้วยความคุ้นเคยแต่เมื่อเห็นปราณก็ต่างย่นคิ้วมองหน้ากัน หนึ่งในนั้นเอ่ยถามด้วยเสียงค่อนข้างเข้ม
“เด็กคนนี้เป็ใครหรือ?เกรงว่าคงจะให้เข้าไปไม่ได้...วิมานฉิมพลีหาใช่จะเข้าได้ง่ายๆเหมือนดั่งสถานที่ต่างๆ ในมหาพิภพไม่!”
เด็กชายประนมกรอย่างงดงามถึงกระนั้นก็รู้สึกหน้าชาที่พลครุฑทั้งสองเอ่ยชัดเจนเช่นนี้
“เขามีนามว่าปราณโอฬารปฐี เป็หลานชายของข้า!...การที่เขาเดินทางมายังป่าหิมพานต์ร่วมกับข้าได้ก็น่าจะเป็เครื่องพิสูจน์ได้แล้วว่าจิตใจของเขาบริสุทธิ์นัก!”
ปักษาพยายามต่อรองด้วยเหตุผลมิได้โกรธเคืองแต่อย่างใดเพราะรู้ถึงความเข้มงวดของสถานที่ในป่าหิมพานต์นี้ดียิ่ง พลครุฑถอนหายใจส่ายศีรษะ
“แม้จะเป็หลานชายของท่านก็ไม่สามารถ...ท่านโปรดให้รออยู่ที่นี่ก่อน”แล้วจึงผายมือไปทางฝั่งซ้ายของวิมานฉิมพลี ปรากฏศาลาขนาดย่อมหลังคาสีทองอร่ามจับตา“หากท่านลุงของเ้ายังไม่ออกมา ห้ามเดินออกจากศาลาโดยเด็ดขาด!”
ปราณพยักหน้ารับแล้วเอ่ยกับปักษาแววตามุ่งมั่นราวกับจะบอกว่าเขายินดีที่จะปฏิบัติตามกฎของที่นี่ทุกประการ
“ไม่เป็ไรครับท่านลุงข้าจะปฏิบัติตาม เชิญท่านลุงเข้าไปก่อน...ข้ารออยู่ที่นี่ได้ครับ”
แม้ปราณจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นแต่สีหน้าของปักษาไม่สู้ดีนักแล้วจำใจต้องทำตามเอ่ยบอกหลานชายผ่านกระแสจิตชัดถ้อยชัดคำ
‘สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดลุงขอให้เ้าระวังตัวตลอดเวลาเมื่ออยู่ในศาลานี่อาจจะเป็บททดสอบแรกที่จะพิสูจน์เ้าก็ได้’
ปราณโค้งคำนับท่านลุงแล้วเดินช้าๆกวาดสายตามองโดยรอบ เมื่อพลครุฑเห็นเด็กน้อยเดินไปยังศาลาอย่างว่าง่ายก็เผยรอยยิ้มแล้วเชิญปักษาเข้าไปภายในวิมาน
ทันทีที่เท้าทั้งสองของปราณัักับพื้นศาลาก็เหมือนมีน้ำหนักและแรงกดดันกดทับร่างเด็กน้อยจนแทบจะก้าวขาไม่ออกตื่นใเกือบทำอะไรไม่ถูกปราณกัดฟันกรอดๆ กล้ามเนื้อในกายเขม็งเกร็ง รู้ทันทีว่าศาลานี้มิใช่ศาลานั่งรอธรรมดา
ปราณหลับตาเร่งพลังฌานยุทธ์ในกายของตนให้เพิ่มขึ้นอย่างท่วมท้นจนเกิดออร่าหกมหัศจรรย์ห่อหุ้มกายแล้วกำหมัดเพิ่งแรงต้านของกล้ามเนื้อการฝึกฝนในหอฝึกฌานยุทธ์ชั้นสูงๆขึ้นไปกับสภาพแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มขึ้นนั้นปรากฏในมโนเด็กชายอย่างชัดเจนเขาพยักหน้ายิ้มจางๆ
“โชคดีที่ข้าฝึกฝนในหอฝึกฌานยุทธ์จนชำนาญไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคราวนั้นท่านลุงจึงเคี่ยวเข็ญให้ฝึกบนหอฝึกฌานยุทธ์ให้มากถึงห้ารอบก็เพราะเช่นนี้เองหรอกหรือ?”
ทันทีที่นึกได้เช่นนั้นท่าทางการเคลื่อนไหวที่ผสานกับออร่าก็สามารถทำให้ปราณเคลื่อนไหวไปดั่งปกติเขาเดินไปนั่งยังฝั่งหนึ่งความกดดันของน้ำหนักที่หดหายลงกลับเพิ่มขึ้นอีกหน่อยทันทีที่ปราณลงนั่ง!
“ฮ้า!!!...แบบนี้ก็ได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?...ดีๆๆๆไม่ได้ยืดเส้นยืดสายกับแรงกดดันและการเพิ่มแรงโน้มถ่วงอย่างนี้มานานแล้ว...!”
แต่คราวนี้ปราณมิได้จะเคลื่อนไหวเพื่อการต่อสู้แต่เขาพยายามควบคุมทุกๆ อิริยาบถให้เป็ดั่งปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแนวสายตามองออกไปทางท้องฟ้าไกลลิบๆ ยอดเขาสูงตระหง่านไกลๆดูน่าสะพรึงกลัวมิใช่น้อย ปราณพยายามซึมซับความรู้สึกและสูดกลิ่นอายของสภาพแวดล้อมนี้เข้าสู่กายเพื่อรับรู้อากาศของป่าหิมพานต์
ทันทีที่สูดเข้าปอดร่างกายของเขาก็เกิดความสดชื่นโดยพลันความเมื่อยขบและกดดันเมื่อครู่ลดระดับลง ระบบการหายใจปลอดโปร่งกว่าอยู่บนมหาพิภพยิ่งนัก
“คิดไม่ถึงว่าอากาศของป่าหิมพานต์จะบริสุทธิ์สะอาดและเพิ่มพลังชีวิตได้ถึงเพียงนี้”
สิ้นวาจาบ่นด้วยความสุขใจเด็กชายก็นั่งสมาธิด้วยวิธีอานาปานัสสติในแบบที่ท่านลุงสั่งสอนกลางศาลาการหายใจที่ยาวนานและลึกล้ำยิ่งขึ้นจนสามารถบรรลุสู่ระดับ “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน”อันได้แก่
๑) หายใจออก-เข้าพิจารณาจิต
๒) หายใจออก-เข้าจิตบันเทิงร่าเริงก็รู้
๓) หายใจออก-เข้าจิตตั้งมั่นก็รู้
๔) หายใจออก-เข้าจักเปลื้องจิตก็รู้
ปราณนั่งเข้าฌานสมาธิจนรวบรวมสมาธิจิตได้อีกหนึ่งขั้นร่างกายของปราณเกิดออร่าปรากฏขึ้นแล้วเหมือนดูดกลืนพลังแวดล้อมเข้ามาช่วยเพิ่มพูน ปราณขนลุกซู่รู้สัญญาณของอาการเช่นนี้ได้อย่างดี...