เสียนฟ่างตื่นขึ้นมาก็ใกล้เวลาเที่ยงแล้ว เสียนฟ่างยังคงงัวเงีย ลุกขึ้นมานั่งแล้วแต่สติยังไม่เข้าร่างอย่างสมบูรณ์ เหตุการณ์เมื่อคืนเหมือนกับฝันไป เป็ฝันที่ลามกที่สุดั้แ่เสียนฟ่างเกิดมาจนอายุสิบเจ็ดปีในชาตินี้ เสียงขยับตัวของเสียนฟ่างทำให้อาเป่าที่หมั่นมาคอยดูอยู่ที่หน้าห้องได้ยินเสียง เสียงอาเป่าเคาะประตูดังอยู่หลายครั้งกว่าที่เสียนฟ่างจะตั้งสติได้จึงบอกให้อาเป่าเข้ามาได้ "เข้ามาเถอะ"
อาเป่าสีหน้าสดใสเดินถืออ่างน้ำสำหรับล้างหน้ากับผ้าเช็ดหน้าเข้ามาวางไว้ที่ใกล้เตียง ยืนรอว่าเสียนฟ่างจะมีคำสั่งใดอีก
"ช่วยข้าแต่งตัว ข้าวเช้าไม่ต้องแล้ว ตั้งโต้ะตอนเที่ยงเลยทีเดียวก็แล้วกัน" เสียนฟ่างขยับตัวเพื่อล้างหน้า ผ้าห่มที่คลุมอยู่ลื่นหล่นจากไหล่ลงมาจนถึง่เอว ด้านนอกอากาศยังหนาวตอนที่อาเป่าเปิดประตูเข้ามาทำให้เสียนฟ่างเพิ่งรู้ว่าตัวเองยังเปลือยกายอยู่ เร็วเท่าความคิดเสียนฟ่างรีบตระครุบผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเอาไว้อีกครั้ง เหลือเพียงใบหน้าที่โผล่ออกมา
อาเป่าใบหูแดงก่ำ ต่อให้เสียนฟ่างรวดเร็วกว่านี้แต่ว่าร่างท่อนบนที่เปล่าเปลือยก็ถูกอาเป่าเห็นเข้าจนได้ ทั้งยังเห็นรอยแดงประหลาดเป็จ้ำ ๆ ไปทั้งตัว อาเป่าอายุสิบห้าถือว่าไม่เด็กแล้ว เื่นี้เพิ่งเริ่มเรียนรู้จากบ่าวที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เหลือเพียงแต่ทดลองดูกับสตรีก็เท่านั้น
เสียนฟ่างไม่กล่าวอะไรเพียงส่งเสียงกระแอมคราหนึ่ง หลังจากล้างหน้าแล้วก็ให้อาเป่าจัดหาเสื้อผ้าให้ แต่สั่งให้อาเป่าออกไปที่ด้านนอกตระเตรียมอาหารเที่ยง ไม่ต้องอยู่ช่วยเสียนฟ่างแต่งตัวแล้ว เสียนฟ่างก้มสำรวจร่างกายตัวเอง มีรอยแดงช้ำไปทั่วตั้งตัว กระทั่งซอกขายังมีอยู่หลายรอย พอขยับตัวก็รู้สึกปวดร้าวที่่เอวเล็กน้อย แต่ว่าที่จุดนั้นหากไม่ขยับตัวก็แล้วไปแต่พอทดลองก้าวเดินดูยิ่งรู้สึกปวดหนึบ ๆ แปลก ๆ มิได้เจ็บจนเดินมิได้หากแต่สร้างความรำคาญให้ไม่น้อย
ครั้งแรกของหนุ่มอายุสิบเจ็ด ก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก เสียนฟ่างในตอนแรกตั้งใจที่จะไปหาบิดาที่จวนสกุลเสียน แต่ว่าด้วยความไม่สะดวกของร่างกายคงต้องรอไปอีกหลายวัน เซียถิงออกจากเรือนไปที่ค่ายทหารั้แ่เช้า เหลืออีกไม่ถึงสิบวันก็จะสิ้นปี ค่ายทหารความจริงไม่มีเื่ให้ต้องจัดการมากนัก แต่ว่าเซียถิงจากไปเสียเกือบเดือน จำเป็ต้องเข้าไปเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยอยู่บ้าง
พ่อบ้านสวี้รอจนเสียนฟ่างจัดการกับอาหารเที่ยงจนเรียบร้อยจึงเดินแย้มยิ้มเข้ามาหา “คุณชายเสียน ท่านแม่ทัพบอกว่าคุณชายไม่ค่อยสบาย วันนี้หากไม่มีธุระที่อื่น ท่านแม่ทัพสั่งว่าคุณชายควรพักผ่อนอยู่ที่จวน ท่านแม่ทัพไปที่ค่ายนอกเมืองไม่นานจะรีบกลับมา”
ช่างเป็ห่วงเป็ใยเสียจริง ถ้าเช่นนั้นเหตุใดเมื่อคืนถึงไม่ออมแรงบ้างเลย เสียนฟ่างนึกตำหนิอยู่ในใจ “อืม ข้าคงไม่ออกไปไหน ส่งคนไปที่จวนโหว บอกท่านพ่อข้าว่า อีกสองวันข้าถึงจะไปที่จวน”
“ขอรับคุณชาย”
พ่อบ้านใหญ่เมื่อเช้าพบเจอเซียถิง เห็นว่าท่านแม่ทัพตื่นแต่เช้านัก หลังฝึกกระบี่่เช้าก่อนออกจากจวนยังสั่งความไว้ให้กับคุณชายเสียนด้วยความเป็ห่วง สวี้เจ้อพอทราบว่าเสียนฟ่างไม่ค่อยสบายก็จะให้บ่าวออกไปเชิญหมอ แต่ว่าเซียถิงกลับห้ามเอาไว้ บอกว่าพักผ่อนไม่กี่วันก็หายไม่จำเป็ต้องเชิญหมอ ระหว่างที่กล่าวน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง สวี้เจ้ออยู่รับใช้เซียถิงมานานไม่เคยเห็นเซียถิงพูดจาถึงผู้อื่นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน คาดว่าระหว่างที่ไปที่เจียงหนานคงเกิดเื่ดี ๆ ไม่น้อย
พระตำหนักทรงงานซวนเจิ้น
ถังเสวียนจงนั่งอยู่ที่โต้ะทรงงาน ด้านหลังมีจางกงกงค่อยช่วยฝนหมึก รินน้ำชาอยู่ไม่ห่าง ที่ภายในห้องทรงงานยังมีคนผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ถังเสวียนจงเงยพระพระพักตร์ขึ้นมาทอดพระเนตรไปที่ชายในชุดแม่ทัพที่กำลังคุกเข่ารอพระกระแสรับสั่ง “แม่ทัพตู๋กู กำลังพลที่ดูแลชายแดนเป็ของสกุลเซียเสียเกือบหกส่วน การสับเปลี่ยนกำลังพลในปีหน้า เจิ้นจะให้คนของสกุลตู๋กูขึ้นไปแทนสกุลเซีย ส่วนคนของสกุลเซียให้กระจายไปตามเมืองต่าง ๆ ขึ้นตรงกับราชสำนัก แม่ทัพนายกองของสกุลเซีย เจิ้นจะออกราชโองการให้กลับมาที่เมืองหลวง เ้าอย่าทำให้เจิ้นผิดหวัง”
ตู๋กูเจียงลั่วรับคำด้วยเสียงอันดัง “กระหม่อมจะไม่ทำให้ฝ่าาผิดหวัง”
“อืม เ้าไปได้แล้ว หลังปีใหม่แม่ทัพใหญ่เซียจื่อโจวจะยกตำแหน่งให้บุตรชาย เซียถิงยังเยาว์นัก เจิ้นจะให้เขาอยู่เมืองหลวงไปก่อน ชายแดนคงต้องให้แม่ทัพตู๋กูดูแลชั่วคราว”
“รับด้วยเกล้า กระหม่อมทูลลา”
หลังจากตู๋กูเจียงลั่วออกไปไม่นาน ถังเสวียนจงก็หลับตาลง เอนหลังพิงไปกับเก้าอี้นวมครุ่นคิดถึงเื่ราวหลายประการ ตระกูลตู๋กูเป็ตระกูลข้างฝ่ายพระมารดา ถือว่าเป็พระญาติใกล้ชิดมาั้แ่เมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งราชวงศ์ถัง เสียแต่เมื่อครั้งพระนางอู๋เจ๋อเทียนครองราชย์ สกุลตู๋กูก็ถูกพระนางกำจัดจนกระจัดกระจาย อิทธิพลตกต่ำจนไม่อาจสู้สกุลขุนนางอื่น ๆ ได้ ขนาดพระมารดาที่มาจากสกุลตู๋กูเช่นกัน ยังถูกพระนางอู๋เจ๋อเทียนประทานสุราพิษจนสิ้นพระชนม์ั้แ่ถังเสวียนจงยังทรงพระเยาว์ พระบิดาเกรงกลัวพระนางอู๋เจ๋อเทียนอย่างกับมุสิกหวาดกลัวแมว พระมารดาจึงสิ้นพระชนม์ไปอย่างคับแค้น
เวลานี้ถังเสวียนจง้าลดถอนขุมอำนาจของสกุลใหญ่ต่าง ๆ ลง สนับสนุนพระญาติให้กลับมามีอำนาจ รวมอำนาจกำลังทหารกลับมาสู่ราชสำนัก ยามนี้เงินทองในท้องพระคลังมีมากมาย นี่ต้องถือเป็ความดีความชอบของสกุลเสียน ทำให้ราชสำนักสามารถจับจ่ายเงินทองออกไปว่าจ้างทหาร ไม่จำเป็ต้องใช้ทหารที่มาจากสกุลใหญ่ต่าง ๆ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา
สกุลเซียถือเป็สกุลจงรัก แต่ว่าคนนอกไม่อาจสู้คนใน เวลานี้ถังเสวียนจงกุมอำนาจอย่างมั่นคง หากไม่ดำเนินในตอนนี้ ผ่านไปอีกสิบปียี่สิบปีไม่แน่ว่าจะมีโอกาสอีก ส่วนสกุลเสียน ถังเสวียนจงยังไม่อาจตัดใจ เสียนเซิ่งลี่รับใช้พระองค์มาั้แ่อายุน้อย ติดตามถังเสวียนจงมายี่สิบกว่าปี หากมิได้สกุลเสียนคอยสนับสนุนเงินทอง พระบิดาคงไม่มีชิวิตอยู่สุขสบายจนได้ขึ้นครองราชย์ เอาเถอะสกุลเสียนเพียงทำมาค้าขาย หากไม่จำเป็จริง ๆ ถังเสวียนจงจะปล่อยวางเอาไว้ชั่วคราว
“จางกงกง”
“กระหม่อมอยู่”
“ส่านอ๋องจะมาถึงเมื่อไร”
“ทูลฝ่าา เหตุการณ์ที่เมืองเจียงหลิงเป็ไปตามที่ฝ่าาทรงวางแผนเอาไว้ ส่านอ๋องออกเดินทางั้แ่หลายวันก่อน คาดว่าอีกไม่กี่วันก็น่าจะมาถึงฉางอานแล้วพะยะค่ะ”
“ดี ให้แม่ทัพอันตั้งมั่นอยู่ที่เมืองเจียงหลิง ส่วนสุยอ๋องหากเข้าสู่ฉางอานแล้วให้คุมตัวไว้ที่ศาลต้าหลี่ รอจนหลังปีใหม่เจิ้นจะไปพบเขาเอง”
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”
ค่ายทหารสกุลเซีย นอกเมืองฉางอาน
ค่ายทหารของสกุลเซียอยู่ทางทิศเหนือของฉางอาน ใช้เวลาขี่ม้าราวครึ่งชั่วยาม เป็ที่สำหรับจัดกำลังพลสะสมเสบียง รวมถึงฝึกซ้อมไพร่พลของสกุลเซีย ก่อนที่จะไปประจำที่ชายแดน ทหารที่สับเปลี่ยนกำลังพลในแต่ละปีจะประจำอยู่ที่ค่ายของสกุลเซีย ก่อนที่จะกลับไปที่ชายแดนในปีถัดไป ทหารที่อยู่ที่ค่ายของสกุลเซีย นอกจากเคลื่อนพลไปที่ชายแดนแล้ว หากไม่มีราชโองการไม่อาจเคลื่อนพลไปที่อื่นเองโดยพละการ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็ฏ
เซียถิงออกจากจวนมาั้แ่ยามเฉิน (07.00 - 08.59 น.) ก่อนออกมายังแอบทำรอยไว้ที่คนขี้เซาอีกหลายรอย เมื่อคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน มุมปากของเซียถิงก็อดที่จะยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้ นายกองเหอที่ยืนรายงานอยู่ด้านหน้าอยู่ ๆ พบเห็นท่านแม่ทัพที่ตีหน้าเคร่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันตอนนี้กลับยิ้มขึ้นมา ถึงกับต้องก้มดูว่ารายงานของตัวเองที่เพิ่งเสนอไปมีที่ใดบกพร่องบ้าง
“ท่านแม่ทัพเซีย รายงาน เออ รายงานของปีนี้ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีความเห็นเช่นไร” นายกองเหอกล่าวอย่างเกรงกลัว
เซียถิงไม่มีกะใจจะอ่านรายงาน ตั้งใจว่าจะรีบกลับจวนไปให้ทันมื้อเย็น วันนี้เสียนฟ่างคงยังร่างกายไม่ค่อยสบายอยู่ ถ้าเช่นนั้นนอนกอดเฉย ๆ คงไม่เป็ไร คราวหน้าคงต้องยั้งใจมากกว่านี้ หากให้ทำหนึ่งวันแล้วต้องงดไปหลายวัน ทำได้เพียงนอนกอด เช่นนี้ยิ่งทำให้เซียถิงรู้สึกคันไปทั้งหัวใจ ได้ยินที่นายกองเหอถามจึงอ่านรายงานคร่าว ๆ อีกครั้ง
“รายละเอียดยังขาดไปอยู่บ้าง ข้าจะเอากลับไปอ่านที่จวน พรุ่งนี้เ้าเข้าไปที่จวนก็แล้วกัน นี่ใกล้จะสิ้นปีแล้วให้หยุดพักการฝึกสิบวัน พอพ้นปีใหม่แล้วค่อยเริ่มใหม่” เซียถิงรวบรายงานที่อยู่บนโต้ะตระเตรียมจะกลับจวน ที่ประตูห้องหนังสือก็ถูกคนผู้หนึ่งผลักเข้ามา
“ท่านพ่อ”
“ท่านแม่ทัพใหญ่”
“อืม เ้าออกไปก่อน ข้ามีเื่จะหารือกับแม่ทัพเซีย”
เซียจื่อโจวธรรมดาไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ราวในค่ายทหารของสกุลเซีย ั้แ่เซียถิงรับตำแหน่งแม่ทัพก็ปล่อยให้เซียถิงจัดการมาโดยตลอด หากแต่เซียจื่อโจวจะประจำอยู่ที่ค่ายทหารที่ชายแดน ในภายหลังฮ่องเต้ทรงมีราชโองการรับสั่งให้เซียจื่อโจวกลับมาประจำที่เมืองหลวงก็แทบจะไม่เคยออกจากจวน นอกจากเข้าเฝ้าเท่านั้น
เซียถิงหลังจากที่คนอื่นออกไปจนหมดแล้ว ก็นั่งลงรอให้บิดานั่งลงที่ด้านตรงข้าม เซียจื่อโจว หยิบม้วนโลหะขนาดเล็กออกมาจากแขนเสื้อแกะด้านหนึ่งออก ด้านในเป็ม้วนผ้ามีตัวอักษรเขียนไว้ละเอียดยิบ
“เ้าอ่านดูเอาเถอะ” เซียจื่อโจวยื่นม้วนผ้าให้กับบุตรชาย ม้วนผ้านี้เซียจื่อโจวเพิ่งได้รับมาจากหน่วยลับของสกุลเซีย หลังจากอ่านดูแล้วจึงรีบออกจากจวนมาพบบุตรชายที่ค่ายนอกเมืองในทันที
เซียถิงใช้เวลาไม่นานก็อ่านข้อความในม้วนผ้าจนหมดสิ้น หากแต่ยังถือม้วนผ้าไว้ในมือเหมือนยัง้าแน่ใจว่า ข้อความที่อยู่ในม้วนผ้าเป็ความจริง เซียถิงคืนม้วนผ้าให้กับบิดา ทันทีที่เซียจื่อโจวได้ม้วนผ้ากลับมาก็เผาทำลายทิ้งในทันที
“ท่านพ่อ แม่ทัพอันลู่ซานผู้นี้เหตุใดไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน” เซียถิงถาม
“ข้าให้คนไปสืบข่าวมา อันลู่ซานมิใช่ชาวจงหยวนเรา มารดาเขาเป็ชาวทูเจี๋ยบิดาเป็ชาวฮั่นมีฝีมือการรบเก่งกาจอยู่ทางนอกกำแพงใหญ่ ไม่ทราบว่าฝ่าาไปพบตัวคนผู้นี้มาจากที่ใด” เซียจื่อโจวกล่าว
“เช่นนี้หมายความว่า ที่ฝ่าาส่งส่านอ๋องไปที่เมืองเจียงหลิงเพียงเพื่อเป็เหยื่อล่อให้สุยอ๋องก่อฏ จากนั้นให้แม่ทัพอันลู่ซานกวาดล้างทั้งขบวน แต่ที่ต้าถังเรายังมีสกุลใหญ่อยู่มากมายเหตุใดมิทรงใช้กำลังทหารที่มีอยู่แล้ว กลับใช้ทหารรับจ้างที่เห็นแก่เงินทอง”
“เซียถิง เ้ายังอ่อนประสบการณ์นัก เื่ราวเก่งแย่งในราชสำนัก เ้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก เื่คราวนี้หากให้สกุลใหญ่ลงไปจัดการ เมื่อสำเร็จย่อมมีความดีความชอบใหญ่หลวง เ้าว่าฝ่าาจะทรงมอบสิ่งใดให้เป็รางวัล อิทธิพลของสกุลที่ลงไปปราบฏจะสูงส่งขึ้นถึงเพียงไหน ในเวลานี้นอกจากสกุลเซีย สกุลหยาง สกุลหลี่ กับสกุลตู๋กูที่กุมกำลังทหารแล้ว สกุลอื่น ๆ เพียงมีอิทธิพลในด้านอื่น ถ้าหากสกุลใดสกุลหนึ่งในสี่สกุลนี้อยู่เหนือกว่าสกุลอื่นมากเกินไป สมดุลในราชสำนักจะเปลี่ยนแปลงไป นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฮ่องเต้้า สกุลเซียเรามีกำลังทหารเหนือกว่าอีกสามสกุลที่เหลือ ข้าเกรงว่าวันข้างหน้าสกุลเซียคงต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวังเอาไว้”
“ท่านพ่อแล้วพวกเราจะดำเนินการอย่างไรต่อไป”
“เื่ในคราวนี้ยังไม่มีใครรู้ อีกหลายวันกว่าที่ขบวนของส่านอ๋องจะกลับมาถึงเมืองหลวง คอยดูท่าทีของฝ่าาก่อน สกุลเซียเราอยู่มาหลายร้อยปีมีรากฐานทั่วแผ่นดิน หากถึงคราวจำเป็ต่อให้ต้องถอนตัวออกจากราชสำนักก็มิใช่ไม่มีหนทางไป”
เซียจื่อโจวพิจารณาใบหน้าบุตรชายเห็นว่าเมื่อตอนเข้ามายังมีใบหน้าสดใสถึงกับประดับรอยยิ้มเอาไว้ ต่างจากบุตรชายที่เอาแต่ทำสีหน้าเคร่งเครียดคุ้นเคย ในตอนนี้กลับถูกเื่ราวอื่นทำให้ดูกังวลหม่นหมองลงไป เซียจื่อโจวนึกเสียใจที่นำเื่นี้มาปรึกษาบุตรชายก่อนที่เื่ราวจะชัดเจน จำต้องเอ่ยคำพูดเพื่อปลอบใจสักหลายคำ
“เซียถิงเ้ายังไม่ต้องกังวลมากไป ฝ่าาต่อให้อยากจะลดอำนาจของสกุลเซีย ยังไม่อาจกระทำรุนแรงเกินไป หาไม่แล้วสกุลใหญ่ทั่วแผ่นดินอาจจะเกิดความระแวง เช่นนั้นยิ่งไม่เป็ผลดีต่อราชสำนัก การที่ฝ่าาให้เ้ารับคุณชายสกุลเสียนมาเป็ฮูหยิน ไม่แน่ว่าเพื่อหาทางลงให้กับสกุลเซียในภายหน้า สกุลเสียนร่ำรวยเงินทอง เงินในท้องพระคลังในสมัยฮ่องเต้พระองค์ก่อน กว่าครึ่งหนึ่งเป็เงินที่สกุลเสียนจัดหามา เสียนเซิ่งลี่เองก็ติดตามฝ่าามาเนินนาน ฝ่าาเมื่อไว้หน้าสกุลเสียนย่อมต้องทรงไว้หน้าสกุลเซียด้วย”
สองพ่อลูกยังคงนักสนทนาถึงเื่นี้จนเวลาผ่านไปหลายชั่วยาม จนกระทั่งล่วงเข้ายามเซิน (15.00 - 16.59 น.) ทั้งคู่จึงออกเดินทางจากค่ายสกุลเซียกลับมาที่เมืองหลวง ก่อนจากกันเซียจื่อโจวกำชับให้เซียถิงพาเสียนฟ่างไปที่จวนแม่ทัพใหญ่ในวันขึ้นปีใหม่
หลายวันผ่านไป เสียนฟ่างกลับไปหาบิดาที่จวนสกุลเสียน โดยมีเซียถิงติดตามไปด้วย ระหว่างนี้ที่ค่ายทหารไม่มีการฝึก เซียถิงจึงมีเวลาทั้งวันคอยติดตามเสียนฟ่างทั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ภารกิจในยามค่ำคืนยิ่งหวานชื่นนัก ในคืนต่อมาเซียถิงที่มีประสบการณ์มากขึ้น กระบวนท่ายิ่งมายิ่งหลากหลายสมกับที่แอบศึกษาในตำรามาเป็อย่างดี ยาในตลับที่มารดามอบไว้ให้สามตลับหมดไปแล้วสองเหลืออีกแค่ตลับเดียว เซียถิงส่งเสียนฟ่างที่จวนสกุลเสียนแล้วหลังจากคำนับเสียนเซิ่งลี่กับหลิวฮูหยินแล้ว ก็รีบขี่ม้าไปที่จวนแม่ทัพใหญ่เพื่อขอยาที่มารดามอบไว้ให้มาเก็บไว้เพิ่มเติม
เสียนฟ่างนั่งดื่มรังนกร้อน ๆ อยู่ในห้องหนังสือกับบิดา เสียนเซิ่งลี่ดุว่าเสียนฟ่างไปรอบหนึ่งที่ไม่ส่งข่าวมาเื่ที่ถูกลอบทำร้าย หลังจากเสียนเฉิงกลับมาถึงบ้านในคราวนั้นองครักษ์ที่ติดตามไปอารักขาก็รายงานเื่ที่เกิดขึ้น ทำเอาเสียนเฉิงถูกทำโทษไปหลายวัน หลังปีใหม่แล้วเสียนเซิ่งลี่จะส่งเสียนเฉิงไปที่สำนักราชบัณฑิตเพื่อศึกษาตำรา ไม่ให้วิ่งเล่นวุ่นวายอีกต่อไป
“ท่านพ่อ ข้าก็ไม่ได้เป็อะไรสักหน่อย คนพวกนั้นไม่ได้เจาะจงสังหารข้าเสียเมื่อไร” เสียนฟ่างกล่าวพลางซดรักนกไปพลาง
จากนั้นจึงส่งม้วนภาพที่ได้รับมาจากอู๋เฉิงจี้ให้กับบิดาเพื่อชมดู เสียนเซิ่งลี่รับภาพไป เมื่อคลี่ออกดูก็ถึงกับยืนไม่อยู่ต้องประคองตัวนั่งลงในมือยังถือภาพเอาไว้ เสียนฟ่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่าภาพใบนี้เป็ภาพของมารดาตัวเอง แต่คิดไม่ถึงว่าผ่านมาเกือบยี่สิบปีบิดายังคงเศร้าเสียใจถึงเพียงนี้
“ฟ่างเอ๋อร์ เ้าเกลียดข้าหรือไม่ที่แต่งงานใหม่” เสียนเซิ่งลี่ขอบตาระเรื่อกล่าวถาม
หากเป็เมื่อก่อน เสียนฟ่างคงตอบได้อย่างไม่ต้องคิดว่าทั้งโกรธทั้งเกลียดที่บิดาแต่งงานใหม่ ยกย่องสตรีอื่นขึ้นมาแทนมารดา แต่ว่าในเวลานี้เสียนฟ่างเข้าใจเสียนเซิ่งลี่ดี ความรู้สึกที่เสียนเซิ่งลี่มีต่อหลิวฮูหยินก็เป็ความรักเช่นกัน แต่มีได้ทำให้ความรักที่เสียนเซิ่งลี่มีต่อมารดาของเสียนฟ่างลดน้อยลงไป คนตายไปแล้วจะให้บิดาทนครองตัวเป็โสดจนตลอดชีวิตย่อมไม่ใช่สิ่งที่มารดา้า สกุลเสียนจำต้องมีทายาท เสียนฟ่างถูกหมั้นหมายั้แ่อยู่ในท้องไม่อาจสืบทอดสกุล หากเสียนเซิ่งลี่ไม่รับหลิวฮูหยินมาเป็ภรรยาเอก สกุลเสียนก็คงต้องสิ้นฐานะลงไปในรุ่นของเสียนเซิ่งลี่
มารดาของเสียนฟ่างจากไปตอนเสียนฟ่างอายุได้เพียงสามขวบ บิดาแต่งงานใหม่เมื่อเสียนฟ่างอายุได้หกขวบพอดี ถือว่าเสียนเซิ่งลี่ไว้ทุกข์ให้มารดายาวนานถึงสามปี ก่อนที่จะแต่งงานใหม่ สำหรับเสียนเซิ่งลี่ที่ตอนนั้นมีอายุยี่สิบกว่าปีเท่านั้น ถือว่าดีต่อมารดากับเสียนฟ่างมากมายนัก หลังจากแต่งงานใหม่เสียนเซิ่งลี่ก็ยังคงตามใจเสียนฟ่างไม่น้อยไปกว่าเก่า ออกจะตามใจมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ความจริงหากจะกล่าวว่าผู้ที่ตามใจเสียนฟ่างมากที่สุดในจวนสกุลเสียน ความจริงแล้วมิใช่นายหญิงผู้เฒ่า หากแต่เป็เสียนเซิ่งลี่เองต่างหาก
เสียนฟ่าง้าแต่งงานให้เร็วขึ้น ก็เป็เสียนเซิ่งลี่ที่ออกหน้ากับสกุลเซีย เสียนฟ่าง้าหย่า เสียนเซิ่งลี่ไม่โต้แย้งแม้เพียงครึ่งคำ เสียนฟ่างอยากค้าใบชาทั้งที่สกุลเสียนมีกิจการมากมายกินใช้ทั้งชีวิตยังไม่หมด แต่เสียนเซิ่งลี่ก็ยังจัดหาผู้คน ส่งเสียนฟ่างไปถึงเจียงหนานเพื่อให้เสียนฟ่างได้มีกิจการที่อยากทำ
“ท่านพ่อ ข้าไม่เคยเกลียดท่านพ่อ จากนี้ไปก็ไม่มีวันที่ข้าจะเกลียดท่าน ภาพวาดนี้เป็ภาพของท่านแม่กระมั่ง”
เสียนฟ่างไม่ถนัดแสดงความรักกับบิดาตนเอง หากโผเข้าไปกอดบิดาในตอนนี้คงทำให้บิดาใจนเป็ลมเสียมากกว่า จึงทำได้เพียงส่งยิ้มจนตาหยีให้กับเสียนเซิ่งลี่แทน
เสียนเซิ่งลี่ยังคงใช้ปลายนิ้วลูบไปมาบนภาพวาดอย่างระมัดระวัง ภาพวาดแสดงให้เห็นเพียงด้านข้างของสตรีนางหนึ่ง ใบหน้ามองเห็นเพียงด้านเดียว หากเช่นนั้นยังทราบว่าบุคคลในภาพนั้นงดงามอย่างยิ่ง เสียนเซิ่งลี่เงยหน้าขึ้นสบตากับเสียนฟ่าง “ภาพวาดนี้เป็ภาพของมารดาเ้า ก่อนที่นางจะแต่งเข้าสกุลเสียน ผู้ที่วาดภาพนี้คือท่านตาของเ้า ท่านตาเ้าวาดภาพนี้ออกมาสองภาพ มารดาเ้ามอบภาพของนางให้คนสองคน”
“แสดงว่าท่านพ่อก็มีภาพนี้เก็บไว้เช่นกัน”
“เ้าเดาผิดแล้ว สองคนที่ได้รับภาพไป คนหนึ่งเ้าพบเจอแล้ว อีกคนหนึ่งเ้าไม่พบเจอจึงประเสริฐ มารดาเ้าบอกว่านางเมื่อแต่งเข้าสกุลเสียน เป็ฮูหยินให้ข้าแล้ว ข้าไม่จำเป็ต้องมีภาพวาดเอาไว้ ตัวจริงของนางย่อมดีกว่าภาพวาดเป็ร้อยเท่า”
“ที่แท้เป็เช่นนี้ แต่ว่าคนที่ชื่ออู๋เฉิงจี้เหตุใดจึงมอบภาพนี้ให้กับข้า” เสียนฟ่างถาม
“เขาทราบว่าเ้าเป็ใคร แต่ว่าเจตนาของคนผู้นี้ข้าไม่ทราบกระจ่าง แต่อย่างไรเขาไม่มีวันทำร้ายเ้า ภาพนี้เ้าก็เก็บเอาไว้เถอะ” เสียนเซิ่งลี่ดูภาพวาดเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะม้วนกลับไปให้เสียนฟ่างดังเดิม
เสียนฟ่างอยู่คุยกับบิดาจนล่วงมาหลายชั่วยาม จนบ่าวในเรือนมาแจ้งว่าแม่ทัพเซียกลับมาจากจวนแม่ทัพใหญ่แล้ว เสียนฟ่างจึงลาบิดาออกมา ทั้งยังรับปากว่าวันขึ้นปีใหม่จะมาคำนับบิดากับหลิวฮูหยินพร้อมกับเซียถิง
เซียถิงให้บ่าวขี่ม้ากลับไปที่จวน ส่วนตัวเองนั่งโดยสารรถม้าออกมาจากจวนสกุลเสียน ใกล้ปีใหม่แล้วอากาศในฉางอานหนาวอย่างยิ่ง เวลายังไม่เย็นมากนักแต่ว่าพระอาทิตย์เริ่มจะลับขอบฟ้า ตามถนนหนทางชาวบ้านเริ่มจุดโคมสีแดงทั่วไปทั้งถนน หน้าร้านรวงต่างก็ประดับโคมสีสันสวยงามไม่แพ้กัน เสียนฟ่างเปิดหน้าต่างดูแสงไฟที่ด้านนอก
เซียถิงนั่งอยู่ไม่ไกลจากเสียนฟ่าง ที่ด้านในรถม้ามีเพียงสองคนเท่านั้น เซียถิงเห็นเสียนฟ่างมัวแต่ดูไฟประดับที่ถนน จึงเขยิบเข้าไปใกล้ใช้คางเกยเอาไว้กับไหล่ข้างหนึ่งของเสียนฟ่างสองมือโอบเอวของเสียนฟ่างเอาไว้
ลมหายใจอุ่นของเซียถิงเป่าอยู่ที่ข้างหูของเสียนฟ่างจนรู้สึกได้ มือไม้ที่โอบเอวเอาไว้เริ่มกระชับมากขึ้น
“ท่านพี่ ถอยออกไปอีกหน่อย”
“ข้าชอบให้เ้าเรียกข้าว่า เซียถิง คืนก่อนเ้ายังเรียกชื่อนี้ตลอดคืน เสียนฟ่างเรียกชื่อข้าอีกสิ”