ข้าปล่อยนางไว้กับเบลโลนาที่ปราสาทแล้วออกมาสะสางพวกตัวปัญหาในทาร์ทารัส ใจจริงข้าอยากพานางมาที่นี่ด้วยกันแต่ก็เกรงว่าจิตใตอันเมตตาของนางจะยังไม่อาจรับสภาพตรงหน้าได้ เหล่าิญญาบาปถูกทารุณจนดับสูญแล้วเกิดใหม่เพื่อถูกทรมานจนแตกสลายวนเวียนไปไม่รู้จบสิ้น แต่ไม่นานหรอก ข้ามั่นใจว่านางจะสามารถปกครองขุมนรกแห่งนี้ร่วมกับข้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ การนั่งมองพวกมันตะเกียกตะกายหนีจากความเ็ปช่างน่าเบื่อหน่ายนัก ข้าอยากจะกลับไปหานางใจจะขาด แม้ว่าข้าจะมองดูนางผ่านดวงตาของพวกอีกาในนรกเหล่านี้ได้ แต่ก็คงไม่เทียบเท่ากับการไปอยู่ข้างกายนางด้วยตัวข้าเอง
เพอร์เซโฟนีร้องไห้อยู่ในห้องนอนที่ข้าจัดไว้ให้ไม่หยุดหย่อน เบลโลนาที่ยืนอยู่ข้างๆมิอาจช่วยปลอบประโลมนางให้หยุดร้องได้ นางอาจจะยังไม่คุ้นชินกับสภาพของปรโลก การนั่งมองนางหลั่งน้ำตาจนจะขาดใจในขณะที่ตัวข้าอยู่อีกฟากของนรกนี้ทำให้ใจของข้าหนักอึ้ง ข้าภาวนาให้ดวงจันทร์กลายเป็สีเืเสียทีจะได้คอยดูแลนางให้คลายเศร้า
เบลโลนานำอาหารอย่างดีมาให้เพอเซโฟนีที่ห้องนอนของนาง ในสำรับเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ชั้นเลิศและเหล้าองุ่นที่ดีที่สุด ทว่านางกลับโยนถาดอาหารเ่าั้แตกกระจายเต็มพื้นห้อง ปฏิเสธที่จะรับอาหารใดๆ ในแดนคนตาย ข้าเห็นเบลโลนาที่ตื่นตระหนกจากการกระทำของเทพีผู้อ่อนหวาน นางทำได้เพียงเก็บกวาดถาดอาหารที่เพอร์เซโฟนีทำลายสิ้นให้สะอาด ข้าไม่แน่ใจว่าสาวใช้ที่ข้าจัดหามาจะช่วยรับมือกับนางอย่างไร
ข้าเกรงว่าเพอเซโฟนีจะอ่อนแรงจากการร้องไห้และอดอาหารข้าจึงเรียกเบลโลนามาหาข้า ไม่นานนักสาวใช้ก็มาปรากฎกายตรงหน้า
“เ้าจงไปสืบดู ว่าเหล่าเทพบนโอลิมปัสเสวยอาหารแบบใด เมื่อรู้แล้วก็จงจัดอาหารเ่าั้มาให้ว่าที่ราชินีของเ้า”
“เพคะ ท่านลอร์ด”
เบลโลนาทำตามคำสั่งของข้าโดยทันที ข้ารู้ว่าพวกเทพบนโอลิมปัสเกลียดสิ่งใดก็ตามที่มาจากอันเดอร์เวิลด์แห่งนี้ แต่ข้าไม่สนว่าพวกเทพและเทพีหัวสูงพวกนั้นจะพูดเช่นไร ข้าเพียงแค่้าทำให้เพอโฟนีพอใจ
เพอเซโฟนีหยุดร้องไห้แล้ว นางเดินไปตามระเบียงของปราสาทเพื่อสำรวจสถานที่ที่นางต้องอาศัยอยู่ สีหน้าของนางดูตื่นตระหนกระคนขยะแขยง ข้าพอจะเข้าใจเพราะโลกที่นางจากมานั้นแตกต่างกับที่นี่โดยสิ้นเชิง แต่การให้นางออกสำรวจดินแดนแห่งนี้อาจจะช่วยทำให้นางคุ้นชินกับดินแดนแห่งนี้มากขึ้นก็เป็ได้ ข้าจึงไม่ได้ออกคำสั่งให้ผู้ใดไปรบกวนนางที่กำลังเดินไปทั่วปราสาท
เพอเซโฟนีเดินมาที่ประตูปราสาท นางค่อยๆ เดินเข้าไปหาเซอร์บีรอสที่กำลังนอนเฝ้าอยู่หน้าประตู เมื่อมันเห็นนางกำลังเดินเข้าไปใกล้อย่างกล้าๆ กลัวๆ มันก็กระดิกหางด้วยความดีใจที่ได้เห็นคนรักของเ้าของของตน เพอร์เซโฟนีมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อเห็นมันมีท่าทีเป็มิตร
เซอร์บีรอสไม่เคยปล่อยให้ใครก็ตามััมันเลยนอกจากข้า อีกทั้งมันยังไม่เคยปรานีใครก็ตามที่ย่างกรายเข้ามาในปราสาทแห่งนี้ มันคงััได้ถึงความรักที่ข้ามีต่อนางและจิติญญาอันแสนบริสุทธิ์ขององค์เทพีจึงได้วิ่งเข้าใส่นางแบบนั้น
ข้ารู้สึกพอใจอย่างที่สุดเมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าเล็กของนางขณะที่กำลังใช้เล็บเกาที่คางของเซอร์บีรอส ข้าไม่อาจต้านทานรอยยิ้มของนางได้จึงเผลอยกมุมปากของตนเองขึ้นเช่นกัน นางพาเซอร์บีรอสเข้าไปในปราสาท แต่เดิมข้าไม่ชอบที่จะให้มีสิ่งมีชีวิตใดเข้าไปในปราสาทของข้า แต่หากการกระทำที่ว่าทำให้เทพีของข้ามีความสุข ข้าก็ไม่ติดอันใดเช่นกัน
ข้าสังเกตเส้นผมสีทองอร่ามของนางที่เรืองรองอยู่ในความมืดมิดของขุมนรก นางเคยสวมมงกุฎดอกไม้ไว้บนศีรษะเสมอ ข้าไม่แน่ใจว่ามันหลุดร่วงระหว่างที่กำลังเดินทางมาที่นี่หรือไม่ แต่ช่างปะไร ข้าทำให้นางใหม่ร้อยอันยังได้ คิดได้ดังนั้นข้าจึงหักกิ่งของต้นทับทิมมาหนึ่งกิ่งแล้วดัดมันให้เป็มงกุฎหนามงดงาม ข้าคิดว่าเมื่อเพอร์เซโฟนีได้สวมมันแล้วจะต้องงดงามยิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อดวงจันทร์กลายเป็สีเื ข้าก็รีบบินกลับไปหานางทันทีตามที่ข้าได้ให้สัญญาไว้ เมื่อข้ามาถึงหน้าปราสาท เซอร์บีรอสก็รีบผละออกจากเพอเซโฟนีเพื่อมาต้อนรับข้า ข้าลูบหัวทั้งสามของมันเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปในปราสาทมุ่งหน้าไปยังห้องของเพอเซโฟนี ในใจเปี่ยมไปด้วยความยินดีที่จะได้มอบของขวัญให้กับนาง
เมื่อข้าผลักประตูไม้เข้าไป นางที่กำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นการมาของข้าก็ผลุดลุกขึ้นอย่างหวาดกลัวแล้วถอยไปหลบที่มุมห้อง
“อย่าเข้ามาใกล้ข้านะ!” นางพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“ไม่ต้องกลัวเพอเซโฟนี ข้าไม่ได้จะมาทำร้ายเ้า”
ข้าสาวเท้าเข้าไปหานางอย่างไม่ลดละ ในขณะที่นางก็พยายามที่จะถอยหลังหนีออกจากข้า ข้าเห็นท่าทีของนางแล้วจึงยอมแพ้ แล้วนั่งลงบนเตียงไม้หลังใหญ่ที่ข้าจัดเตรียมให้นางเป็พิเศษ
“ข้ามีของจะให้เ้า”
ข้าหยิบมงกุฎหนามออกมาวางไว้บนเตียง
“หวังว่าจะถูกใจเ้า”
เพอร์เซโฟนีมองทุกการกระทำและของขวัญจากข้าอย่างหวาดระแวง
“โปรดเอาของของท่านกลับไปเถิดท่านเทพ ข้าไม่้ามัน”
ข้าไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ยังคงวางมงกุฎไว้บนเตียงแล้วกวาดตาสำรวจนาง
นางดูอิดโรยจากการอดอาหารและการอดนอนเต็มทน เสื้อทูนิกที่เคยมีสีขาวบัดนี้ได้ถูกไอของนรกทำให้มีคราบดำเปื้อนขมุกขมัว อีกทั้งกระโปรงพลีทยาวของนางก็ขาดวิ่นดูไม่น่ามอง
“มาพักเสียหน่อยเถิด เพอเซโฟนี เ้าดูอ่อนแรงเต็มทนแล้ว”
“ท่านไม่ต้องมายุ่งกับข้า ข้าจะข่มตาหลับลงไปได้อย่างไร ในเมื่อกลิ่นอายของนรกยังแปดเปื้อนข้าอยู่แบบนี้!”
นางช่างดื้อดึง หากผู้ใดมาเห็นสภาพนางในตอนนี้ย่อมมองว่านางเสียสติไปแล้วเป็แน่ ข้าไม่้าให้นางฝืนตื่นนานไปมากกว่านี้จึงเรียกมอร์ฟีอัสมา
“ท่านเรียกข้าหรือ ท่านลอร์ด”
“ใช่ เ้าจงนำทางเพอเซโฟนีไปสู่โลกแห่งความฝันเดี๋ยวนี้”
“ขอรับท่านลอร์ด”
เพอร์เซโฟนีมีท่าทีตื่นตระหนกสุดขีด หากแต่ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ของตนได้ จึงได้แต่เพียงกรีดร้องแล้วใช้มือเล็กๆ ทุบลงมาที่อกของข้า ข้าปล่อยให้นางทำตามใจตัวเองไป ในขณะที่มอร์ฟีอัสใช้พลังแห่งการหลับใหลกับนาง ในไม่ช้านางก็ผล็อยหลับไป
ข้าอุ้มร่างที่สงบนิ่งมาที่เตียงนุ่มแล้วบรรจงวางร่างของนางลงจากนั้นจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาบนอกของนาง
“ฝันดี เทพีผู้งดงามของข้า”
ข้าจุมพิตลงบนหน้าผากของนางก่อนจะเดินออกจากห้องนอนแล้วเดินไปที่ห้องทำงานเพื่อรอการกลับมาของเบลโลนา ข้านั่งรอสาวใช้อยู่นานสองนานจนจัดการกับความวุ่นวายในอันเดอร์เวิลด์ไปได้หลายเื่ ในที่สุดเบลโลนาก็กลับมาพร้อมกับข้อมูลของอาหารที่เหล่าทวยเทพบนโอลิมปัสเสวย
“นายท่าน ข้าทราบมาว่าโดยทั่วไปแล้ว เหล่าเทพและเทพีบนโอลิมปัสเสวยกระยาหารเหมือนกับเราที่อยู่ในอันเดอร์เวิลด์ หากแต่เทพีเพอร์เซโฟนีและดีมิเทอร์มารดาของนางนั้นเสวยเพียงผลไม้ธัญพืชชนิดต่างๆ เท่านั้นเพคะ”
“เช่นนั้นเองหรือ”
ข้าเริ่มเป็กังวล เนื่องจากในขุมนรกนี้ไม่มีทั้งผลไม้สดและธัญพืชอย่างที่เพอเซโฟนีกิน มีทางเดียวเท่านั้นที่จะได้อาหารเ่าั้มา
“เ้าจงขึ้นไปยังโลกมนุษย์แล้วนำอาหารที่ว่าลงมา เบลโลนา อย่าได้ปล่อยให้เพอเซโฟนีต้องอดอาหารแม้เพียงมื้อเดียว”
ข้านึกได้ถึงกระโปรงที่ขาดวิ่นของเพอเซโฟนี จึงสั่งให้เบลโลนาตระเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้นางด้วยเช่นกัน
“เพคะ นายท่าน”
พูดจบเบลโลนาก็กลับขึ้นไปบนโลกมนุษย์เพื่อนำอาหารมาให้แก่เพอเซโฟนี ส่วนตัวข้านั้นเดินกลับไปที่ห้องนอนของนาง
ข้านั่งมองใบหน้ายามหลับใหลของนางในความมืด แสงจันทร์ต้องใบหน้านางเผยให้เห็นผิวเนียนใสและแก้มสีเื แตกต่างจากชาวอันเดอร์เวิลด์ที่มีผิวซีดเผือด ข้าตัดสินใจเดินไปที่เตียงแล้วเอนตัวลงนอนข้างกายของนาง ดำดิ่งลงสู่ห้วงฝันที่มอร์ฟีอัสนำทาง
เมื่อจันทราากลายเป็สีเงินอีกครั้ง ข้าก็ต้องลืมตาตื่นขึ้นจากเสียงกรีดร้องของเพอเซโฟนี เป็อีกครั้งที่นางปฏิเสธในตัวข้าแล้วถอยกรูดจนหลังชิดกำแพง เบลโลนาที่เข้ามาพอดีช่วยแก้สถานการณ์โดยการบอกให้ขข้าออกไปก่อน ข้าจึงเดินออกมายังห้องของตัวเองเพื่อเตรียมตัวไปดูแลความเรียบร้อยของปรโลก
เมื่อข้ากลับเข้าไปในห้องของเพอเซโฟนีก็ต้องตกตะลึงในความงามของเทพีที่อยู่ตรงหน้า นางเปลี่ยนชุดเป็เสื้อทูนิกสีดำและกระโปรงที่พลิ้วไหวสีเดียวกัน ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางสีเข้มต่างจากตอนที่นางยังเป็เทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิบนผืนโลก สีหน้าและแววตาของนางดูโกรธเคืองพร้อมจะะเิอารมณ์ออกมาทุกเมื่อ ข้าสังเกตว่าบนศีรษะนางไม่มีมงกุฎหนามที่ข้าให้ แต่แล้วสายตาของข้าก็สะดุดกับกิ่งไม้ที่หักเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย มงกุฎที่ข้ามอบให้นางบัดนี้กลายเป็เพียงเศษไม้ไร้ค่าอยู่บนพื้น ข้าไม่ใช่เทพที่คิดเล็กคิดน้อยจึงใช้พลังเสกมงกุฎที่มีรูปร่างเหมือนกับอันก่อนขึ้นมาแล้วนำมันไปวางอย่างเบามือบนศีรษะของเพอเซโฟนี นางพยายามที่จะหักมันทิ้งอีกครั้ง แต่ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ของข้าทำให้นางมิอาจทำลายมันได้ นางจึงปามันลงบนพื้นแทน ข้าก้มลงไปหยิบมงกุฎที่อยู่แทบเท้านางและเช็ดทำความสะอาดก่อนจะนำมาใส่ไว้ที่นางอีกครั้ง ครั้งนี้นางไม่ขัดขืนอาจจะเป็เพราะยอมจำนนแล้ว จึงไม่เห็นประโยชน์ที่จะดื้อดึงให้เหนื่อยเปล่า
“ข้าจะพาเ้าไปที่บัลลังก์เพื่อนั่งเคียงกับข้าในวันนี้”
ข้าหมายมั่นจะให้นางได้ลองไปนั่งบนบัลลังก์เหล็กเพื่อให้นางคุ้นชินก่อนที่นางจะได้ขึ้นเป็ราชินีแห่งอันเดอร์เวิลดิ์โดยสมบูรณ์หลังอภิเษก
ข้ายื่นมือและก้มหัวให้นาง นางมองมือของข้าอย่างเหยียดหยามแล้วเดินนำหน้าข้าออกจากประตูไป ข้าไม่ได้รู้สึกโกรธ อีกทั้งยังยินดีที่นางยอมไปกับข้า ข้าไม่อาจหุบยิ้มลงได้แล้วเดินตามนางออกไป