เกิดกระแสของการรับจ้างทำงานขึ้นในหมู่บ้านไม่ได้มีแต่คนหนุ่มสาวที่ออกไปรับจ้างข้างนอกกระทั่งคนกำยำล่ำสันอายุสามสิบกว่ายังออกไปรับจ้างกันหลายคน
ว่ากันว่าต้นเหตุเริ่มต้นมาจากชายหนุ่มใจกว้างคนหนุ่ม มีคนจำได้ว่าเขาคือลูกชายของจางซานสองสามีภรรยาเป็นคนที่ออกไปทำงานนอกหมู่บ้านตั้งแต่แรกเริ่มสุด
ชายหนุ่มหวนกลับบ้านเกิดพร้อมกับความสำเร็จย่อมต้องโอ้อวดไปทั่วเป็นธรรมดา เขาคุยโวว่าในเมืองดีอย่างไรตัวเองได้เงินมาเยอะขนาดไหน
น้อยคนในหมู่บ้านที่จะเคยเข้าไปในตัวเมือง เมื่อได้ยินเขาเล่าเรื่องอย่างน่าประทับใจบวกกับเห็นหลี่อวิ๋นและอู๋ซิ่วสองสามีภรรยาหาเงินจากในเมืองจนกลับมาเปิดร้านขายของชำได้ส่งผลให้หลายคนบอกว่าจะเข้าไปทำงานรับจ้างในเมืองทันที
ไม่อาจทราบได้ว่าชายหนุ่มคนนี้ทำงานอะไรมารู้เพียงแต่ว่าตอนนี้เขาทำหน้าที่เป็นคนกลางช่วยแนะนำคน อธิบายง่ายๆก็คือพาคนในหมู่บ้านไปรับจ้าง จากนั้นเขาก็เก็บค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่ง
หมู่บ้านเล็กแค่นี้บ้านไหนทำไก่หายสักตัวยังรู้กันทั่วหมู่บ้าน จางเจียหมิงที่ออกไปทำงานแต่เช้าและกลับดึกจึงได้ยินเรื่องนี้เช่นกัน
ระหว่างทานมื้อเย็นจางเจียหมิงนำเรื่องนี้มาคุยกับฮั่วเสี่ยวเหวิน
“เสี่ยวเหวิน เธอรู้หรือไม่หากไปรับจ้างในเมืองจะได้เงินเดือนละสามสิบสี่สิบหยวนเชียวนะ”
เห็นจางเจียหมิงมีท่าทีคันไม้คันมืออยากลอง ฮั่วเสี่ยวเหวินราดน้ำเย็นใส่ทันที “ฉันไม่สนว่าได้เงินเท่าไร แต่พี่ห้ามไปเด็ดขาด”
“เพราะเหตุใด?”
“พี่ลองคิดดูสิ พี่ออกไปทำงานรับจ้างที่อื่นแต่ฉันล่ะ? ฉันต้องเฝ้ารอให้พี่กลับมายังหมู่บ้านทุกวัน”
จางเจียหมิงจับประเด็นสำคัญในคำพูดของเธอได้ เขาเดินเข้ามากอดฮั่วเสี่ยวเหวิน “ที่แท้ภรรยาตัวน้อยก็ไม่อยากให้สามีจากบ้านไปไกล”
ฮั่วเสี่ยวเหวินหน้าแดง “ไปหัดคำพูดหยาบคายพวกนี้มาจากไหน” เสียงของเธอเบามาก ถือว่ายอมรับตามที่เขาพูด
“พี่เจียหมิง พี่ลาออกจากงานที่โรงงานอิฐเถอะ”
คำพูดที่ออกมาแบบไม่ทันตั้งตัวของฮั่วเสี่ยวเหวินทำให้จางเจียหมิงตกใจเขารีบส่ายหน้าระรัวเมื่อได้สติ “ไม่ได้หากธุรกิจของเธอมีปัญหา พวกเราสองคนคงได้กลับไปอยู่อย่างอดอยากอีก”
อดอยากหรือ? ฮั่วเสี่ยวเหวินหวนนึกถึงฤดูหนาวเมื่อปีก่อนสัตว์ที่ล่ากลับมาได้ถูกบ้านฮั่วชิงไป จางเจียหมิงติดคุก พอเขาออกจากคุกมาได้ก็ไม่เหลืออะไรเลยต้องไปขอยืมเสบียงจากจางต้ากั๋วเพราะหมดหนทางแล้วจริงๆ
ฮั่วเสี่ยวเหวินจับมือจางเจียหมิง สัมผัสหยาบกร้านจากฝ่ามือของอีกฝ่ายทำให้ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกปวดใจ
“พี่เจียหมิง ตอนนั้นมีฮั่วต้าซานสองแม่ลูกมาก่อความวุ่นวายให้พวกเราตลอดเวลาแต่ตอนนี้ชีวิตพวกเราปกติสุขแล้ว ต่อให้พี่ลาออกมาทำนาพวกเราก็อยู่แบบพอมีพอกินได้”
ฮั่วเสี่ยวเหวินพูดอย่างอ่อนโยนและนุ่มนวลจนจางเจียหมิงเริ่มคล้อยตามการทำงานที่โรงงานอิฐเหนื่อยยากมากจริงๆ ฝุ่นควันเยอะมากขนาดนั้นเขารู้สึกจมูกตันอย่างรุนแรงอยู่บ่อยๆ
แต่จะให้ทิ้งไปทั้งอย่างนี้จริงหรือ?
ในใจของจางเจียหมิงรู้สึกไม่ค่อยยอมนักถึงอย่างไรที่นั่นก็เป็นงานที่มั่นคง มีเงินให้ทุกวัน
จางเจียหมิงต้องทำใจแข็ง ใช้ข้ออ้างที่ปฏิเสธได้ยากที่สุด “พี่ลงนามในสัญญาไปแล้ว ถ้าทำงานไม่ครบตามสัญญาต้องจ่ายค่าปรับเยอะมาก”
ฮั่วเสี่ยวเหวินถอนหายใจเงียบๆ “พี่เจียหมิงพี่ยังโกหกไม่เป็นเหมือนเดิม”
แต่เธอไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้อีกทั้งที่ตอนนั้นคุยกันแล้วว่าการไปทำงานที่โรงงานอิฐเป็นแค่แผนชั่วคราวรอให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นแล้วจะลาออกจากที่นั่น
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่เข้าใจจริงๆงานที่โรงงานอิฐหนักหนาถึงปานนั้น เหตุใดจางเจียหมิงจึงปล่อยไม่ลง?
ไม่มีใครยอมใครทั้งนั้น เรื่องนี้เป็นอันต้องปล่อยไปก่อน
ฮั่วเสี่ยวเหวินนอนลงบนเตียง แต่พลิกตัวไปมาอย่างไรก็นอนไม่หลับเสียงฝนพรำด้านนอกยิ่งทำให้ว้าวุ่นใจ
ตอนแรกตั้งใจว่าวันนี้จะไปที่ตำบลแต่ในตลาดเกษตรกรมีฝุ่นปลิวว่อนจึงนำผักดองไปขายที่นั่นบ่อยๆ ไม่ได้ ฮั่วเสี่ยวเหวินจึงเลือกใช้วิธีฝากขายแทน
หากร้านอาหารในตำบลยินดีรับผักดอง เธอจะได้ร่ำรวยแล้ว
จางอิ่นเซิงมาหาเธอแต่เช้า เขามีสีหน้ากลัดกลุ้ม
ฮั่วเสี่ยวเหวินทอดถอนใจ “โอ้วันนี้คุณครูจางเป็นอะไรไปหรือ?” ปกติเธอจะเรียกเขาว่าจางอิ่นเซิงแต่วันนี้กลับจงใจเรียกว่า ‘คุณครูจาง’ น้ำเสียงมีความหยอกล้อเจือปน
จางอิ่นเซิงเงยหน้ามองไปยังทิศไกลๆ พร้อมท่องกลอนออกมาหนึ่งบท “เมื่อคืนฝนตกลมพัดแรง หลับลึกฤทธิ์สุรายังคงหลงเหลืออยู่ถามผู้ที่มาเปิดม่าน กลับตอบว่าดอกไห่ถางยังคงเหมือนเดิม”
ฮั่วเสี่ยวเหวินต่อกลอนด้วยรอยยิ้ม “รู้หรือไม่ รู้หรือไม่ อาจเป็นใบเขียวมากกว่าดอกแดง”
เหตุใดวันนี้จางอิ่นเซิงจึงทำตัวแปลกประหลาดเช่นนี้? ตอนที่ฮั่วเสี่ยวเหวินเงยหน้ามองไป เธอเห็นว่าน้ำตาสองสายไหลลงจากหางตาเขา
ฮั่วเสี่ยวเหวินตกใจ รีบเอ่ยถามว่า “คุณเป็นอะไรหรือ?”
จางอิ่นเซิงใช้แขนเสื้อซับดวงตา เขาตอบว่า “ไม่มีอะไร วันนี้ฉันต้องไปแล้ว ในเมื่อเดินมาถึงที่นี่จึงถือโอกาสบอกลาเธอไปด้วยเลย”
“ไปไหน?”
“ไปรับจ้างทำงานที่อื่น วันหน้าคงไม่กลับมาอีก”
จางอิ่นเซิงทำงานเป็นครู เป็นงานที่มีหน้ามีตาเงินเดือนไม่เพียงมั่นคง แต่ยังสบายมากด้วย เป็นความฝันของคนไม่รู้ตั้งเท่าไรแต่นี่เขากลับจะไปรับจ้าง
มีความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น ฮั่วเสี่ยวเหวินมองจางอิ่นเซิงแทบจะจ้องเขาตาเขม็ง “เกิดเรื่องที่บ้านใช่หรือไม่?”
คำถามนี้จี้ใจดำจางอิ่นเซิงเข้าเต็มๆเขาย่อตัวนั่งยองอย่างหมดแรง “เข่อเอ๋อร์จะแต่งงานกับพี่ชายฉันแล้ว”
“หมายถึงหลินเข่อเอ๋อร์หรือ?” ฮั่วเสี่ยวเหวินตกใจ หล่อนเป็นคนรักของจางอิ่นเซิงมิใช่หรือ? เหตุใดจึง…
นี่เป็นครั้งที่สองที่จางอิ่นเซิงเล่าเรื่องของตัวเองให้ฮั่วเสี่ยวเหวินฟังเขายังคงย่อตัวนั่งที่พื้น แต่ครั้งนี้มีน้ำตาเยอะมาก
วันนั้นเป็นบ่ายวันพฤหัสบดีจางอิ่นเซิงปล่อยนักเรียนกลับบ้านตั้งแต่ช่วงเที่ยงเพราะได้รับคำสั่งมาจากเบื้องบนเดิมทีวางแผนว่าจะตรงไปร่วมประชุมในตำบลทันที แต่ในขณะที่เดินผ่านหน้าบ้านของตัวเองเขาก็อดก้าวเท้าเข้าไปไม่ได้
เขาต้องตกใจทันทีที่ผ่านประตูเข้ามา หลินเข่อเอ๋อร์กำลังนั่งตักจางอิ่นปินอย่างสบายๆปากแทะเม็ดแตง ดูแล้วคุ้นเคยและเป็นธรรมชาติมาก
‘ตุบ’ กระเป๋าเอกสารในมือร่วงตกลงพื้นจางอิ่นปินลนลานเล็กน้อย แต่หลินเข่อเอ๋อร์กลับไม่สะทกสะท้าน
จางอิ่นเซิงรีบหันหนีไปทางอื่น นี่ไม่ใช่เรื่องจริงเขาถอยออกมาสองสามก้าว เสียงของหลินเข่อเอ๋อร์ดังมาจากด้านใน
“ในเมื่อคุณเห็นแล้ว ถ้าอย่างนั้นคงไม่จำเป็นต้องให้ฉันพูดอีก”
จางอิ่นเซิงหันกลับไปด้วยความเกรี้ยวกราด “เหตุใดพวกคุณต้องทำแบบนี้?”
หลินเข่อเอ๋อร์ค่อยๆ เดินออกมาทีละก้าว “จางอิ่นเซิง เมื่อก่อนคุณเคยดูถูกฉันไม่ใช่หรือ? บอกว่าไม่มีวันชอบฉันไม่ใช่หรือ?”
จางอิ่นเซิงนิ่งไป ที่แท้เธอก็ยังไม่ลืมเรื่องนั้น
ทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก เสียแรงที่ตอนนั้นเขาอุตส่าห์ประทับใจที่แท้ก็เป็นแค่ละคร
คำว่าตราบชั่วฟ้าดินสลายอะไรนั่น คำสาบานอะไรนั่นทั้งหมดเป็นแค่คำโกหกอันสวยหรู
เขามองหลินเข่อเอ๋อร์ “คุณคงพอใจแล้วสินะ!”
เล่าถึงตรงนี้ จางอิ่นเซิงไม่ได้พูดอะไรอีกเขาย่อตัวข้างฮั่วเสี่ยวเหวิน ก้มศีรษะต่ำมาก น้ำตาร่วงเป็นหยดๆ
ลูกผู้ชายไม่เสียน้ำตาง่ายๆ จนกว่าจะมีเรื่องที่ทำให้เสียใจจริงๆ
คนรักกลายเป็นพี่สะใภ้ของตัวเอง ไม่ว่าใครก็ยอมรับไม่ได้ทั้งนั้นที่บอกว่าจะไปรับจ้างทำงานที่อื่นเป็นเพียงแค่การหลบหนี
“บางทีเรื่องนี้อาจมีการเข้าใจผิด” ฮั่วเสี่ยวเหวินพูดประโยคที่ผู้คนมักใช้หลังเกิดเรื่อง
จางอิ่นเซิงส่ายหน้า “ต่อมาพ่อของฉันบอกว่าจางอิ่นเซิงไม่มีความรู้ความสามารถไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะหาภรรยา บอกว่าอย่างน้อยฉันก็โชคดีที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ” เสียงของเขาเบามาก เหมือนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้นัก