เธอปรารถนา ที่จะหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาทกับโจเสมอมาแต่ความเงียบดูเหมือนจะทำให้เด็กหนุ่มพลุ่งพล่านยิ่งขึ้น ด้วยเขามีความหมายไปว่าเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามพาโลม่า พยายามสงบเข้าไว้ รวบรวมสติให้มั่น ขอแต่เพียงแววตาอย่าทรยศเท่านั้น เธอแน่ใจว่า ถ้าเขาสำแดงอารมณ์ที่แรงร้อนออกมา ซึ่งมันกำลังรบกวนอยู่ในใจเป็นที่สุดเช่นขณะนี้และถ้าเธอเป็นศูนย์กลางแห่งความโกรธนั้น โจสามารถที่จะฉีกเธอออกเป็นชิ้นๆ เหมือนกระชากเชือกเครื่องเรือที่รักที่สุดได้โจอายุ 15 พอดี อ่อนกว่าพาโลม่า 17 เดือน แต่เขาก็ตัวใหญ่เป็นเด็กหนุ่มอื่นๆ จากการออกกำลังด้วยการลากอวนมาตั้งแต่เล็ก ทำให้ไหล่กับต้นแขนบึกบึนเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ไม่สามารถใส่เสื้อเชิ้ตขนาดมาตรฐานได้ เพราะกล้ามเนื้อตรงส่วนอกกับแผ่นหลังคอยแต่จะทำให้ตะเข็บปริ และจากการที่ต้องเลี้ยงตัวบนเรือที่โคลงเคลงอยู่วันแล้ววันเล่า ทำให้ต้นขาถึงเขม็งเหมือนขดลวด โจเป็นคนร่างเตี้ย สูงแค่ 5 ฟุต 6 นิ้ว ซึ่งเหมาะสมจะทำงานในเรืออย่างยิ่ง เนื่องจากความเตี้ยนั้นช่วยให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วคนแปลกหน้าจะไม่รู้เลยว่าโจกับพาโลม่าเป็นพี่น้องกันหรือแม้แต่ญาติด้วยซ้ำ เธอเป็นคนร่างผอมบาง ในขณะที่เขามีรูปร่างล่ำสัน เธอสูง 5 ฟุต 8 นิ้ว และน้ำหนักไม่เคยขึ้นมาหลายปีแล้วพาโลม่าคิดว่าตัวเองคงจะมีน้ำหนักสัก 120 ปอนด์ ในขณะที่โจนั้นเหมือนทุกคนในเครือญาติอย่างที่สุด...ทั้งผิวทั้งสีผมและดวงตาเป็นสีเข้มทั้งหมด แต่พี่สาวมิได้เป็นเช่นนั้นเลยทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบเข้าเป็นตัวคนของสาวน้อย คือ สีสันที่อ่อนกว่าใครๆ ตั้งแต่กระดูกจนถึงผิวหนังและสีผม ดังนั้นเธอจึงเหมือนพ่อเพียงคนเดียวเท่านั้นและเธอก็รู้ด้วยว่า สาเหตุแห่งการวิวาทนั้น มีจุดมาจากการที่โจสร้างปัญหาขึ้น ด้วยความคิดที่ว่าควรจะเป็นเขา...ไม่ใช่เธอ ซึ่งควรจะเหมือนพ่อ ยิ่งกว่านั้น ก็เขาไม่ใช่ผู้ชายละหรือ? ...ชื่อเขาก็ไม่ได้ย่อมาจาก โจบิมหรอกหรือ? ... และกระทั่ง ทุกวันนี้ไม่ว่าพาโลม่าจะพูดหรือทำอะไร อิริยาบถของเธอเตือนให้เขาต้องนึกถึง “ปาป้า” ไปทุกขณะจิต และนึกถึงความห่างเหิน...ที่แสนเลว... ความห่างเหินที่มันเพิ่มทวีขึ้น ระหว่างเขากับพ่ออยู่ตลอดเวลาและบางที มันก็อาจจะเป็นไปได้ ที่ทั้งเธอและน้องต่างก็รู้อยู่แก่ใจว่า โจนั้นมีโอกาสที่จะอยู่ใกล้ชิดพ่อมากกว่าคนอื่นๆ ทุกครั้งที่พาโลม่ามีความรู้สึกเมตตาโจนั้น ก็ด้วยความหวังที่จะเห็นน้องชายได้ประพฤติตนให้เป็นอย่างที่พ่อต้องการ ที่เธอไม่สนใจจะรับรู้ก็คือ เธอ... ซึ่งเป็นลูกผู้หญิงได้ถูกสั่งสอนให้เป็นคนสงบรู้จักความเห็นอกเห็นใจ และได้รับการยกย่องชื่นชมแต่เมื่อเพื่อนแห่งความไม่เข้าใจได้ถูกผูกปมขึ้น ระหว่างพี่น้องทั้งสอง ความสัมพันธ์ใดๆ ที่ควรจะมีกลับดูจะกลายเป็นภาวะปฏิปักษ์กันมากขึ้น อย่างเช่น การที่โจสันนิษฐานเอาเองหลังจากที่พ่อตายลง ว่าเขาควรจะเป็นหัวหน้าครอบครัวต่อไปและการสันนิษฐานนั้นทำให้สภาวะทางด้านจิตใจของเขาระส่ำระสาย เมื่อพบว่าในความเป็นจริงแล้วมันเป็นไปไม่ได้ แม้แต่จะดูแลตัวเองก็ยากเสียแล้วและแล้วโจก็ผลุนผลันลุกขึ้นจากโต๊ะโดยไม่พูดจา เดินออกไปจากห้องไมแรนด้ามองตามหลังลูกชาย เมื่อโจลับร่างไปแล้วนางจึงได้หันมาทางลูกสาว“พาโลม่า....”“ฉันรู้...มาม่า...ฉันรู้”
คราวแรก มันลอยขึ้นมาเพียงตัวเดียว หมุนตัวผูกหน้าโผนหลังด้วยท่าสง่างาม เหมือนม้าในโรงละครสัตว์ พ่นฝอยน้ำกระจายออกมาจากช่องตรงหัวครีบบนหลังและแผ่นหลังของมันเป็นประกายเสื่อมอยู่ในแสงแดดอ่อนยามเช้ามันกระโดดข้ามท้องเรือ ลอยตัวขึ้นมาบนพื้นผิวน้ำและโผดำว่ายลงไปใต้ท้องเรือ ก่อนที่จะโผนตัวขึ้นมาม้วนร่างอยู่ตรงหน้าและแล้ว มันก็ตามเข้ามาอีกตัวหนึ่ง อีกตัวหนึ่ง... จนเต็มพรืดไปหมด และเพิ่มมากขึ้นทุกทีจนเธอไม่อาจจะนับได้มันกระโดดข้ามไปข้ามมาอยู่ตรงหัวเรือ 4-5 หรือ 6 ที่เรียงชิดกันเหมือนแถวทหาร หรือเหมือนนิ้วมือ และแล้วก็กระจายแถวออก โดยมีตัวอื่นเข้ามาสวมแทนตรงช่องว่าง เข้าล้อมกราบเรือทั้งสองข้างไว้คล้ายจะเร่งให้เธอพายเรือให้เร็วขึ้น เพื่อที่ว่าคลื่นจากท้องเรือตัดผ่านไปจะทำให้มันว่ายได้เร็วขึ้น แต่เธอก็มิได้ทำอะไรมากไปกว่าพายไปเรื่อยๆ ส่งคลื่นเป็นระลอกเท่านั้น มันจึงถลาร่อนขึ้นสู่อากาศ ส่งเสียงร้องหวีดหวิวออกมา ซึ่งเธอได้ยินอย่างชัดเจน คล้ายกับมันจะถามว่าจะเล่นอะไรต่อไปดี?พวกมัน 6 ตัวเข้ามารุมล้อมเรือไว้ ดำผุดดำว่ายไปโผล่ขึ้นตรงกราบเรืออีกด้านหนึ่ง และในการกระทำเช่นนี้ทุกครั้งจะมีตัวหนึ่งที่จะโผนข้ามเรือไป และทันทีที่เงาของมันผ่านฝอยน้ำก็จะตกซ่าลงมาบนกราบเรือเหมือนสายฝน เปียกศีรษะเธอจนชุ่มสาวน้อยหัวเราะออกมาอย่างขบขัน พยายามใช้เสียงของตัวเองล้อเบาๆ ให้ดังขึ้นเป็นสองเท่าของเจ้าโลมาพวกนั้น แต่รู้สึกว่า จะไร้ความหวังที่จะทำให้มันคิดว่าเธอเป็นพวกของมันคนหนึ่ง และมันจะต้องอยู่กับเธอตลอดไป แต่แล้วดูราวกับมีสัญญาณลึกลับในระหว่างพวกของมัน ปลาโลมาทุกตัว ยุติการเล่นสนุกและหันหน้าว่ายเรียงกันออกไปสู่ท้องทะเลลึกพาโลม่าหยุดพายเรือทันที เฝ้าดูการกระทำของมัน อดหวั่นไหวไม่ได้ รู้สึกเหมือนตัวเองได้รับศีลล้างบาปจากฝูงปลาโลมาทั้งหลาย มันเลือกที่จะเอาเธอเป็นเพื่อนเล่นก่อนที่จะออกเดินทางสู่ท้องทะเลนั้นมันเป็นลางอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกันกับที่ได้เห็นแสงสีเขียวกระจ่างขึ้นตรงขอบฟ้า และการที่ได้เห็นปลามาลินกระโดดน้ำอยู่ต่อหน้า บางทีวันนี้ อาจจะเป็นวันพิเศษก็ได้โดยปกติแล้ว พาโลม่าจะตื่นขึ้นก่อนแสงอาทิตย์จะจับขอบฟ้าเมื่อดวงอาทิตย์ได้ส่งผู้นำสารคือแสงเรือเรื่องขึ้น ตรงขอบฟ้าสีดำเบื้องทิศตะวันออกนั้น เธอจะรีบล้างหน้าล้างตารีบรุดออกจากบ้าน เดินไปตามทางที่ขึ้นสู่ทอร์ (ภูเขาเตี้ยที่มียอดเป็นหิน) ซึ่งหน้าผาด้านหนึ่งประจันอยู่เบื้องทิศตะวันออกสำหรับความรู้สึกของชาวเกาะส่วนใหญ่นั้น ทอร์ก็คือกองก้อนหินขนาดใหญ่...มิได้มีอะไรมากไปกว่านั้น...ครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อใครสักคนต้องการทำเขื่อนกั้นน้ำ หรือแต่งเติมเสริมฐานของบ้านให้มั่นคงขึ้น เขาก็จะมาเอาก้อนหินไปจากทอร์นี้ ดังนั้น ในระยะหลังๆ ก้อนหินที่ก่อรูปเป็นภูเขาอย่างได้สัดส่วน จึงคล้ายเป็นเพียงกองหินปรักหักพังกองใหญ่ๆ เท่านั้นแต่วีเอโฮ เคยเล่าให้พาโลม่าฟังว่า อันที่จริงนั้น ทอร์ก็คือสุสานเก่าที่ก่อขึ้นเป็นภูเขาลูกเตี้ยๆ มิได้เป็นของบรรพบุรุษโดยตรง แต่สำหรับผู้ที่อยู่มาเก่าก่อน ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้วนักโบราณคดีได้เดินทางมาจากลา เปซ ขอนุญาตที่จะขุดไปใต้ทอร์ แต่ชาวเกาะไม่ยอม ในที่สุด นักโบราณคดีนั้นก็ต้องจากไป“ตอนนั้นข้ายังหนุ่มอยู่ ก็กระตือรือร้นอยากจะรู้เหมือนกันว่าอะไรอยู่ใต้ก้อนหินนั่น” วีเอโฮเล่า “แต่พ่อเฒ่าแม่เฒ่าเขาไม่ยอมอนุญาตกัน อันที่จริงมันถูกของเขา คือเรามีความเชื่ออยู่ว่าคนตายที่ฝังร่างอยู่ใต้ทอร์นั้น คุ้มครองเราให้พ้นจากให้ใครขุดขึ้นมาก็ทำให้เราไม่สบายใจ เพราะถ้ามีร่างคนอยู่ใต้ภยันตราย สามารถขจัดปัดเป่าปัญหาต่างๆ ให้เราได้ ถ้าจะให้ใครขุดขึ้นมาก็ทำให้เราไม่สบายใจ เพราะถ้ามีร่างคนอยู่ใต้นั้นจริงๆ แล้วเราไปรบกวนเขาเข้า เราก็จะโชคร้ายไปกันหมดและถ้าไม่มีก็หมายความว่าความเชื่อของเรามันผิดมาตลอดความศรัทธาจะคลอนแคลนลง เราถึงไล่ไอ้นักโบราณคดีให้มันบ่นพึมพำกลับไป”แต่ถึงอย่างไร ความรู้ในสิ่งหนึ่งที่นักโบราณคดีได้ทิ้งไว้แม้จะเป็นส่วนที่เล็กน้อยอย่างเหลือเกิน แต่มันก็ทำให้พาโลมาพอใจอย่างยิ่ง เพราะเขาบอกว่า การที่เชื่อว่าทอร์แห่งนี้เป็นสุสานเก่าแก่ก็เพราะตำแหน่งที่ตั้งของมัน ซึ่งอยู่บนจุดที่สูงสุดบนยอดเขาทางทิศตะวันออกของหมู่เกาะ คนโบราณนั้นเชื่อกันว่า เมื่อตายลงจะต้องเอาศพฝังโดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เพื่อที่ว่าคนตายจะได้เห็นยามพระอาทิตย์ขึ้นและรับพรจากแสงอาทิตย์นั้น สิ่งที่ชั่วช้าและโหดร้ายที่สุดในการปฏิบัติต่อคนตายก็คือ การเอาศพของเขาฝังโดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตกทั้งนี้เพราะศพของผู้โชคร้ายคนนั้นจะต้องถูกสาปแช่งตลอดไปด้วยจะต้องไล่ตามดวงอาทิตย์เพื่อขอรับแสงอยู่ตลอดเวลาและด้วยความรู้อันนี้ ซึ่งแม้จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่พาโลม่าก็ยังชอบที่จะคิดว่า ตัวเองได้ร่วมรับแสงตะวันกับวิญญาณทั้งปวงที่อยู่ใต้ทอร์นั้นด้วย... จากการยืนยันอย่างแน่วแน่ของพาโลม่า ปาป้าได้ถูกนำร่างไปฝังในยามอรุณรุ่งโดยหันหน้าเผชิญกับแสงตะวันอย่างช้า ๆ ที่แสงสีส้มเริ่มกระจายขึ้นสู่ม่านสีเทา และแล้ว... แนวขอบฟ้าก็กระจ่างด้วยแสงสีแดงอันหมายถึง วันได้เริ่มขึ้นแล้ว