หนิงเฟยหลงบ่มเพาะพลังจิตอยู่สักพัก กาน่าอี่ และบิดาจึงเข้ามาหา
“ข้าหัวหน้าเผ่าเขาแดง กาน่าซูเลขอเข้าพบท่านผู้ส่งสาส์นแห่งเทพ” บิดาของกาน่าอี่มาถึงก็ทำตามประเพณีที่สืบทอดมาเขาถือว่าหนิงเฟยหลงเป็นตัวแทนแห่งเทพ แม้ว่าการมาถึงของเขาจะเต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บก็ตามแต่ก็ไม่อาจหยุดพวกเขาจากความเชื่อในคำทำนาย
และดูเหมือนว่าการแสดงออกของกาน่าซูเลจะสุภาพกว่ากาน่าอี่เป็นไหน ๆนั่นเพราะกาน่าอี่ไม่ได้เห็นว่าหนิงเฟยหลงเป็นตัวแทนเทพหากแต่เป็นผู้ป่วยคนหนึ่งก็เท่านั้น แต่ก็ไม่อาจละทิ้งคำทำนายที่สืบทอดมาเนิ่นนาน
“เข้ามาเถอะ ข้าอยากพบท่านอยู่พอดี”
ทันทีที่กาน่าซูเลเข้ามาในห้อง หนิงเฟยหลงก็เห็นชายวัยสี่สิบเศษสูงใหญ่หนวดเครารุงรัง ใบหน้ามีแต่รอยแผลเป็น ริมฝีปากปากหนาเหมือนกาน่าอี่ที่สำคัญของผมของชายผู้นี้หยิกมากกว่ากาน่าอี่เสียอีก สะพายคันธนูใหญ่ไว้ด้านหลังในมือหอบหิ้วสมุนไพรหลากหลายชนิดเข้ามา
หนิงเฟยหลงเผยรอยยิ้มอย่างจริงใจ แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณท่านที่ช่วยดูแลจัดหาโอสถให้ข้าจะจดจำความมีน้ำใจในครั้งนี้”
“หามิได้ นี่เป็นการแสดงความเคารพของเผ่าเขาแดงที่มีต่อองค์เทพจะกล้าให้ผู้แทนแห่งเทพจดจำได้อย่างไร ?” กาน่าซูเลรีบกล่าวเขาให้ความเคารพชายหนุ่มมากขึ้น หลังเห็นกิริยาท่าทางที่สง่างามในยามนี้และท่วงท่ารัศมีที่ไม่ธรรมดา
รูปพรรณสัณฐานของชายหนุ่มช่างโดดเด่นประดุจเทพเซียนก็ว่าได้ หากไม่นับรวมสภาพสะบักสะบอมก่อนหน้านี้
“ได้ยินว่าท่านอาการดีขึ้นแล้วช่างน่าอัศจรรย์ใจนักสมแล้วที่เป็นผู้ส่งสาส์นแห่งเทพ ข้าได้ยินมาจากกาน่าอี่ว่าท่านอยากไปที่แท่นพิธีกรรมข้าจะพาท่านไปเอง” ก่าน่าซูเลยังคงกล่าวด้วยความเคารพ
หนิงเฟยหลงรู้สึกกระดากใจขึ้นมาเมื่อต้องยอมรับเอาตำแหน่งผู้ส่งสาส์นแห่งเทพมาใช้ไม่รู้ว่าองค์เทวาจะพิโรธใส่เขาหรือไม่ ?
“ตกลงท่านพาข้าไป” กาน่าซูเลนำพาชายหนุ่มออกจากบ้านเมื่อออกมาแล้วหนิงเฟยหลงก็หันกลับไปมองตัวเรือน ทั้งหมดทำด้วยไม้ทั้งสิ้นแม้จะดูธรรมดาไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ดูสกปรกแต่อย่างใดเขากวาดสายตามองไปทั่วก็เห็นเรือนไม้ลักษณะเดียวกันหลายสิบหลังทั้งผู้คนในชนเผ่ายังแต่งกายคล้าย ๆ กันนุ่งห่มหนังสัตว์
ฝูงชนเริ่มสังเกตเห็นชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาเกลี้ยงเกลาก็ออกมาต้อนรับกันถ้วนหน้าในเผ่ามีการเล่าลือถึงชายหนุ่มผู้นี้ว่าเป็นคนที่เทพแห่งเผ่าส่งมาช่วยเหลือพวกเขาจึงอยากเห็นให้เต็มตาสักครั้งว่าท่านผู้นั้นเป็นเช่นใด ?
แท่นพิธีกรรมอยู่ส่วนในสุดของเผ่าติดกับภูเขาสูงฝั่งหน้าผาจึงไม่มีผู้ใดย่างกรายเข้ามาได้นอกจากจะมีกำลังภายในสูงส่งถึงขอบเขตแดนพิภพ ในส่วนของภูเขาเป็นดินแดงเผ่านี้จึงมีชื่อว่า ‘เผ่าเขาแดง’
บริเวณนี้ถูกรักษาการณ์อย่างแข็งขันมีนักรบติดอาวุธครบมืออยู่ที่นี่คนส่วนใหญ่มักใช้ธนูเป็นอาวุธกัน มันดูล้าหลังกว่าหนานโจวเป็นอย่างมากที่หนานโจวแม้ว่าจะไม่ใช่ทวีปที่เจริญที่สุด หากแต่สรรพาวุธ การดำรงชีวิตหลาย ๆสิ่งที่นี่ย่อมไม่อาจเทียบได้
“เชิญท่านทางนี้” กาน่าซูเลชี้ไปยังลานกว้างยกสูง และแท่นบูชาเทพด้านหน้ามันมีรูปปั้นที่มีใบหน้าไม่ชัดเจน แต่เดาได้ว่าเป็นบุรุษ สวมอาภรณ์ผ้าแพรอย่างดีบนศีรษะมีลวดลายคล้ายดวงจันทร์ทว่าดวงจันทร์นี้กลับมีเพียงแค่ครึ่งดวง ในความนึกคิดหนิงเฟยหลงคล้ายจำบางสิ่งได้เลือนราง
นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกราวกับความทรงจำนั้นถูกลบเลือน แต่ก็ไม่ทั้งหมดยังคงเหลือให้ได้จดจำอยู่บ้างอย่างเช่นเจ้าดวงจันทร์ครึ่งดวงนี้ รูปปั้นนี้แหงนหน้ามองนภา ใบหน้าดุดันยิ่งมือหนึ่งถือกระบอง มือหนึ่งถือโล่ไว้ ท่าทางราวกับกู่ก้องคำรามนับเป็นรูปปั้นที่น่าเกรงขามที่สุดเท่าที่หนิงเฟยหลงเคยพบเจอมาก่อน
ใต้รูปปั้นคือแท่นขนาดใหญ่มีอักขระเก่าแก่มากมายลวดลายคล้ายคลึงกับห้องลับในสุสานหลวงมากเขาเริ่มเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ได้ สิ่งที่ส่งเขามาเป็นแท่นพวกนี้ไม่ผิดแน่แต่กุญแจสำคัญคือ อะไรคือสิ่งที่ใช้เปิดพวกมัน ?
‘มันถูกกระตุ้นด้วยพลังลมปราณของจักรพรรดิเยว่ ?’ ขบคิดแล้วว่าไม่ใช่หากเป็นดังว่าเหตุใดจักรพรรดิเยว่จึงไม่มาอยู่ที่นี่ด้วย ช้าก่อน ! เขายังไม่เคยถามเลยว่ามีคนอื่นตามเขามาด้วยหรือไม่ ?
“หัวหน้าเผ่าท่านพอจะทราบหรือไม่ว่า นอกจากข้าแล้วยังมีผู้อื่นติดตามมาด้วยหรือไม่?”
กาน่าซูเลมองหนิงเฟยหลงอย่าแปลกใจ ไม่ใช่ว่าทูตแห่งเทพมีผู้เดียวหรอกรึ ?“ไม่มี หรือว่าองค์เทพส่งท่านทูตมาหลายคน ?”
“ไม่หรอก ข้าแค่ถามเผื่อเอาไว้ หากมีคนติดตามมาเกรงว่าที่นี่จะอันตราย”ใช่แล้วหนิงเฟยหลงไม่ได้โกหก หากจักรพรรดิเยว่ติดตามมาได้ที่นี่จะเป็นอันตรายไม่น่าจะเป็นอันตรายกับเผ่าเท่าใดนัก หากเป็นภัยต่อตัวเขาเองหนิงเฟยหลงเลือกที่จะไม่พูดถึงคำต่อท้ายที่เหลือ
‘มุกราตรีพิภพ ? หากว่าเป็นมันจริง ๆทำไมตอนที่เข้าไปถึงคราแรกถึงไม่มีการตอบสนองใด เก็บแล้วนำขึ้นมาใหม่ถึงเกิดผล ? มุกราตรีพิภพนี่มันใช้ยังไงกัน?’
“อาลีไปมาเตซูล่า” หญิงผู้เฒ่าหลังค่อมนางหนึ่งถือไม้เท้าหัวกะโหลกเดินออกมาจากถ้ำด้านหลังลานพิธีกรรม
“อาลีไปมาทีข่า” ทั้งสองตอบโต้กันคล้ายว่านี่คือคำทักทาย
กาน่าอี่เห็นท่าทางสงสัยของชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น “เจ้า..ไม่สิ ท่านอาจเข้าใจได้ว่า‘อาลีไปมา’คือคำทักทายสำหรับคนที่มีฐานะใกล้เคียงกัน ‘สะตุทีคา’ ใช้สำหรับผู้น้อยกว่า ส่วน ‘เตซูล่า’ คือคำใช้เรียกหัวหน้าเผ่า และ ‘ทีข่า’ คือผู้สื่อสาส์นจากองค์เทพ ผู้มีวิชากล้าแกร่งพลังจิตสูงส่งที่สุดในเผ่า”
“พลังจิต ?” จากคำพูดทั้งหมดของกาน่าอี่มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เขาสนใจที่สุดพลังจิต !
หากว่าทีข่าของเผ่ามีพลังจิตสูงส่งจริงเขาอาจได้รับประโยชน์จากที่นี่ไม่น้อย
“ทีข่าแห่งเผ่าเขาแดงขอคารวะทูตแห่งเทพ” หญิงชราโค้งกายลงอย่างนบนอบหนิงเฟยหลงพลันบังเกิดความละอาย เขารีบพยุงหญิงชราทันที
“ทีข่าท่านตามสบาย ข้าไม่ยึดถือพิธีรีตองใด ๆ ท่านก็ด้วย”หนิงเฟยหลงมองไปยังหัวหน้าเผ่าเป็นเชิงออกคำสั่งเล็กน้อย“ที่ข้ามาที่นี่เพื่อหวังจะติดต่อกลับไปหาองค์เทพระหว่างที่ข้ามาได้พบยักษ์มารที่โหดร้ายลอบเล่นงาน..”เขาพลันนึกไปถึงจักรพรรดิเยว่ที่ไล่ฆ่าเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ยังดีที่ข้ารอดมาได้ทั้งยังได้พวกท่านช่วยเรื่องนี้ข้าต้องทูลต่อองค์เทพเป็นแน่” หนิงเฟยหลงเลือกที่จะไหลตามน้ำไปในเมื่อเขาเคยปฏิเสธตัวตนนี้ไปแล้ว แต่พวกเขาไม่ฟังกันเช่นนั้นหนิงเฟยหลงก็จะปล่อยเลยตามเลยไป
หัวหน้าเผ่ากับบุตรสาวมองชายหนุ่มด้วยความตะลึงเขาพึ่งสู้กับยักษ์มารในตำนานมาก่อนที่จะมาที่นี่ !
หากว่าเจ้ายักษ์มารหลุดมาที่นี่เขาไม่อยากจะนึกภาพนั้นเลยด้วยซ้ำ
แม้ว่าทีข่าจะตะลึงอยู่บ้างแต่ก็หาได้หวาดกลัวในตัวยักษ์มารไม่นางเชื่อว่าองค์เทพสามารถจัดการกับมารร้ายนั้นได้อย่างแน่นอน “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นข้าหวังอย่างยิ่งว่าองค์เทพจะช่วยปกป้องพวกเรา และลงโทษผู้ที่ต้องการทำลายพวกเรา”ทีข่าเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า ทว่านั่นก็เต็มไปด้วยพลัง !
กาน่าอี่ไม่ได้หลอกเขา ทีข่ามีพลังจิตที่สูงส่งจริง ๆแต่ก็แค่สูงส่งในบรรดาผู้บ่มเพาะระดับก่อจิตขั้นกลางก็เท่านั้นทั้งยังไม่อาจเทียบกับตัวเขาเองได้ด้วยซ้ำไป
ช่างน่าเสียดาย...
หนิงเฟยหลงลอบถอนหายใจ และเวลานั้นเองนักรบของเผ่าผู้หนึ่งก็รีบวิ่งแจ้นหน้าตาตื่นตรงเข้ามาหาหัวหน้าเผ่า
“สะตุทีคาเตซูล่า พวกเผ่าเพลิงกาฬนำคนมาเยือนอีกแล้ว”
กาน่าซูเลกระทืบเท้าด้วยความโกรธดึงคันธนูจากด้านหลังมาถือไว้แล้วหันมากล่าวกับหนิงเฟยหลง “ท่านทูตรบกวนท่านอยู่ที่นี่ไปก่อนเสร็จสิ้นธุระแล้วข้าจะมาเชิญท่านกลับไปพักผ่อน” จากนั้นก็กวักมือเรียกนักรบหลายคนเดินตามออกไปท่าทางของเขาดูน่าเกรงขาม และองอาจสมดั่งเป็นหัวหน้าเผ่า
ทว่านั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่หนิงเฟยหลงต้องการเขาอยากเห็นการต่อสู้ของคนพวกนี้ แล้วก็ยังอยากเห็นชนเผ่าอื่น ๆ ด้วย“ท่านไม่ต้องกังวล ตัวข้าย่อมสามารถดูแลตนเองได้แล้วหากว่ามีสิ่งใดให้ข้าช่วยก็อย่าได้เกรงใจ”
กาน่าซูเลลังเลเล็กน้อย “ได้ ท่านทูตเชิญตามมา”
ทุ่งหญ้าหน้าชนเผ่าถูกเติมเต็มไปด้วยชาวเผ่าเพลิงกาฬนำโดยบุรุษร่างสูงใหญ่เทียบเท่ากาน่าซูเลเห็นจะได้ ใบหน้ามีรอยสักเต็มไปหมด แผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งความตายในมือถือขวานเล่มโตตามติดมาด้วยบุรุษร่างกำยำสี่สิบคน
“ที่แห่งนี้เป็นของพวกข้าแล้ว ! เผ่าเขาแดงของพวกเจ้ารีบย้ายออกไปโดยเร็ว หาไม่พวกข้าจะฆ่าให้สิ้น!”
“พานูเต็นเจ้าช่างสามหาว !” กาน่าซูเลตวาดขึ้นลูกศรไม้ก็พุ่งพรวดตรงไปยังบุรุษใบหน้ารอยสักอย่างรวดเร็วพลังอำนาจของลูกศรนี้ไม่อาจประมาทได้ หนิงเฟยหลงสัมผัสได้ถึงพลังปะทุเมื่อครู่มันเป็นพลังของแก่นแท้พลังขั้นที่เจ็ด !
หัวหน้าเผ่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ด !
พานูเต็นมีท่าทางเคร่งขรึมเขาแผดเสียงร้องดังลั่นใช้พละกำลังมหาศาลจามขวานออกไป
ปัง !
ลูกธนูถูกทำลาย ขวานกระเด็นกลับมาพานูเต็นแม้ว่าจะทำลายลูกศรของกาน่าซูเลได้ แต่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาพานูเต็นอยู่ต่ำกว่ากาน่าซูเลขั้นหนึ่ง พลังฝีมือจึงไม่อาจเทียบได้ทว่าคนที่เขานำพามาด้วยมีมากมาย ทั้งยังมีฝีมือไม่ธรรมดา
หากเทียบกับนักรบที่หัวหน้าเผ่าเขาแดงนำพามาแล้วนับว่า ยอดเยี่ยมกว่ามากนักรบของเผ่าเขาแดงส่วนมากอยู่ในระดับกำเนิดพลัง และยังมีจำนวนน้อยต่างจากเผ่าเพลิงกาฬที่นำคนมามากกว่า ทั้งยังมีระดับพลังยุทธ์ที่สูงกว่าหากต่อสู้กันจริงฝ่ายเขาแดงจะเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
ทว่านั่นก็ก่อนที่หนิงเฟยหลงจะมาถึง...