บทที่ 7 ความเข้าใจผิด (รีไรท์)
เป็เพราะต้าเหวินโหร่วผู้นี้เป็บุคคลที่แสนต้อยต่ำยิ่งนักใช่หรือไม่ เป็เพราะเขายากจน ไม่อาจเทียบชั้นกับหลิวไป๋ฮวาผู้สูงส่งได้ใช่หรือไม่ เขาเป็เพียงบุคคลธรรมดาที่ไร้ชนชั้นฐานะ บุคคลที่ขายแรงงานเพื่อแลกกับค่าแรงอันน้อยนิดซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็คงจะไม่มีทางร่ำรวยได้ หรือแม้กระทั่งจะยกระดับทางชนชั้นก็คงจะดูเป็เื่เพ้อฝันเช่นเดียวกัน
ช่างดูไร้อนาคตยิ่งนัก! เป็เช่นนี้หลิวไป๋ฮวาถึงไม่อยากที่จะเข้ามามีสัมพันธ์ เกลือกกลั้วกับคนต้อยต่ำเช่นเขาใช่หรือเปล่า เป็เื่ที่น่าอัปยศยิ่งนักที่เขามักใหญ่ใฝ่สูง พยายามจะไขว่คว้าอะไรที่มันเกินเอื้อมไปมากเช่นนี้
ต้าเหวินโหร่วในตอนนี้มีสีหน้าเศร้าหมองราวกับสิ้นหวัง ยิ่งเห็นท่าทีของหลิวไป๋ฮวาที่แสดงท่าทีออกมาราวกับรังเกียจเขามากเช่นนี้ก็ยิ่งกล่าวด้อยค่าตัวเองในใจไปมากโข
“เป่าเปา ฮึก เจ็บจนจะตายอยู่แล้วนะ!” เด็กน้อยเป่าเปาส่งเสียงร้องดังออกมาอีกครั้ง เมื่อไม่มีใครคิดสนใจตนเลยสักคน เสียงเล็ก ๆ ของเด็กสาวทำให้คนทั้งสองได้สติกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
“ถ้าอย่างนั้นเป่าเปาก็รอตรงนี้กับ…ไป๋ฮวาก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวพี่จะไปตามคุณหมอซ่งให้” ต้าเหวินโหร่วเอ่ยออกมาเสียงเบาในตอนที่ต้องเอ่ยชื่อของหลิวไป๋ฮวาออกไป
ก่อนที่เขาจากไปอย่างรวดเร็ว เกินกว่าที่หลิวไป๋ฮวาจะเรียกอีกฝ่ายเอาไว้ได้ทัน
ั์ดวงตาคู่สีน้ำตาลอ่อนบัดนี้สะท้อนเงาแผ่นหลังกว้างที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทั้งเสื้อผ้าทั้งเก่าและเต็มไปด้วยฝุ่นจากการทำงานอย่างหนัก ค่อย ๆ เดินหายไปจากระยะสายตาของเธอ
เสียงถอนหายใจของหลิวไป๋ฮวาที่ดังขึ้นมา ทำให้เด็กน้อยเป่าเปาที่เห็นเช่นนั้นก็พาลคิดไปไกลว่าอีกฝ่ายคงจะรำคาญตนที่เป็เด็กซุ่มซ่ามถึงขนาดนี้ ก็ช้อนมองเสี้ยวหน้าพี่สาวคนสวยด้วยแววตาที่สั่นระริก อย่างพร้อมที่จะหลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้งหนึ่ง
“ฮึก พี่ไป๋อวาถอนหายใจทำไม เบื่อเป่าเปาแล้วเหรอ” น้ำเสียงตัดพ้อของเป่าเปาทำให้หญิงสาวเบิกตากว้างขึ้นในทันทีที่เด็กน้อยเผลอคิดไปไกล
“ไม่ใช่นะ พี่ไม่ได้เบื่อเป่าเปาเลยสักนิด” เธอเอ่ยออกมาเสียงดัง ทั้งยังโบกมือเพื่อปฏิเสธเป็พัลวัน จนเด้กน้อยเป่าเปาเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง
“ฮึก ไม่ได้รำคาญเป่าเปาจริง ๆ นะพี่ไป๋ฮวา” หลิวไป๋ฮวาหลุดยิ้มครั้นที่เห็นอีกฝ่ายเริ่มมีสีหน้าสุกใส เธอใช้ปลายนิ้วปาดเช็ดคราบน้ำตาบนพวงแก้มป่องที่ไม่ต่างจากซาลาเปานั้นด้วยความอ่อนโยน
“แน่สิ เป่าเปาน่ารักขนาดนี้ พี่จะรำคาญเป่าเปาได้อย่างไรกันล่ะ” ไม่พูดเปล่าแต่ยังแอบหยิกพวงแก้มป่องนุ่มนิ่มอย่างมันเขี้ยวไปหนึ่งครั้ง จนทำให้เด็กน้อยที่กำลังร้องไห้อยู่นั้นหลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
“ฮ่า ๆ พี่ไป๋ฮวาอย่าแกล้งกันแบบนี้สิ!”
…
ต้าเหวินโหร่วหายไปนานกว่าที่คิด ไม่เห็นแม้แต่เงาของชายหนุ่มจนหลิวไป๋ฮวาพาลคิดว่าเขาอาจจะจงใจปล่อยเธอและเด็กน้อยเป่าเปาเอาไว้เช่นนี้หรือเปล่า
แต่ก่อนที่หลิวไป๋ฮวาจะคิดเตลิดไปไกลกว่านี้ ก็เห็นเงาของสองบุคคลที่เดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ กระทั่งเห็นหน้าค่าตาเ้าของร่างชัดเจน
“คุณหมอซ่ง” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยชื่อบุคคลที่ต้าเหวินโหร่วพามาให้การช่วยเหลือ คุณหมอซ่งเป็หมอยาที่ทำการรักษาอยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับเขาหลงซาน ซึ่งระยะทางช่างไกลจากตรงนี้มากนัก แต่ต้าเหวินโหร่วกลับพาคุณหมอมาที่นี่ด้วยความรวดเร็ว
ตุบ
คุณหมอซ่งวางกระเป๋ายาในมือลงบนพื้นหญ้าใกล้ ๆ ก่อนที่ร่างมีอายุจะย่อตัวนั่งลงต่อหน้าเป่าเปาน้อย จับประคองมือเล็กของเด็กสาวด้วยความแ่เบา ครั้นที่เห็นาแบนมือของอีกฝ่าย
“เดินอย่างไรให้สะดุดล้มจนเจ็บหนักขนาดนี้กันเป่าเปา”
“ยังดีที่แค่ล้มลง หากโชคร้ายก็คงจะถึงขั้นกลิ้งตกเนินจนแข้งขาหัก หนักหน่อยก็คงจะคอหักไปแล้ว คราวหน้าทำอะไรก็ให้ระมัดระวังตัวหน่อย” หมอซ่งทำการรักษาทั้งยังกล่าวตักเตือนเด็กสาวไปด้วยในตัว เป่าเปาที่ได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มเบ้หน้า เมื่อถูกคุณหมอซ่งดุตนทั้งที่เจ็บหนักขนาดนี้ จนหลิวไป๋ฮวาที่เห็นเด็กน้อยเป่าเปาเริ่มเบ้หน้า เธอก็รีบถลาเข้าไปเอ่ยปลอบในทันที
“คุรหมอซ่งเตือนเพราะเป็ห่วง อย่าร้องไห้ไปเลย” เธอเอ่ยออกไปทั้งยังใช้มือลูบแผ่นหลังของเด็กน้อยเป่าเปาเพื่อปลอบประโลม
“ฮึก คุณหมอซ่งต่อว่าเป่าเปาแบบนี้ คอยดูสิเปาเปาจะฟ้องแม่!” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นเป็ผลให้คุณหมอซ่งหลุดหัวเราะขัน
“น่ากลัวเสียงจริง นี่ฉันกลัวจนใส่ยาผิด ๆ ถูก ๆ เสียแล้วนะเนี่ย” เป่าเปาที่ได้ยินคุณหมอซ่งพูดกับตนเช่นนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นในทัน
“ปะ เป่าเปายังไม่อยากตายนะ!” น้ำเสียงเล็กโวยวายดังขึ้นเป็ผลให้หลิวไป๋ฮวาหัวเราะลั่น จนต้าเหวินโหร่วอดที่จะหันไปมองอีกฝ่ายเสียไม่ได้
“เหวินโหร่ว ช่วยจับตรงนี้หน่อย” หมอซ่งเอ่ยขึ้น ทำให้ต้าเหวินโหร่วที่ยืนดูการทำแผลนั้นย่อตัวลงนั่งเคียวข้างหลิวไป๋ฮวาอย่างเลี่ยงไม่ได้
หลิวไป๋ฮวาช้อนมองบุคคลที่นั่งอยู่เคียงข้างตน พลันทั้งคู่ต่างประสานสายตากันด้วยความบังเอิญ เพียงเสี้ยววิต่างฝ่ายก็ต่างหลบเลี่ยงสายตากัน ต้าเหวินโหร่วขยับเข้ามาใกล้คุณหมอซ่งเพียงเล็กน้อย ทว่าก็เว้นระยะห่างกับหลิวไป๋ฮวาไปพอสมควร
“นั่งไกลเช่นนั้นจะจับให้มันถนัดได้อย่างไรกันเล่าเหวินโหร่ว ขยับเข้ามาใกล้ ๆ อีกหน่อย เร่งมือเข้า”
ริมฝีปากบางกระจับขบเม้มเข้าหากันแน่นหนัด เมื่อมองท่าทีของต้าเหวินโหร่วที่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็มองว่าเขานั้นคงจะรังเกียจเธอมากโข
เข้าใกล้กันเพียงเท่านี้ แต่กลับแสดงสีหน้าอึดอัดออกมาอย่างเห็นได้ชัด หลิวไป๋ฮวาน่ารังเกียจขนาดนั้นเชียวหรือ?
ความคิดเธอขัดแย้งกับความคิดของต้าเหวินโหร่วโดยสิ้นเชิง เขาเพียงแค่กลัวว่าตนที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นโคลน หากอยู่ใกล้อีกฝ่ายจะพลอยทำให้ร่างกายเธอแปดเปื้อนไปด้วยเช่นเดียวกัน
“รีรออะไรอยู่ล่ะ เหวินโหร่ว ช้ากว่านี้เดี๋ยวเชื้อโรคก็ได้เข้าาแเพิ่มเอาเสียหรอก”
“แต่คุณหมอซ่ง มือของผมสกปรกเกินไป หากจะช่วยจับแขนแบบนี้เป่าเปาจะไม่ได้รับเชื้อเพิ่มหรอกเหรอ?” ต้าเหวินโหรวถามด้วยความลำบากใจ
คุณหมอซ่งถอนหายใจออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย เขาหันกลับไปมองเหวินโหร่วที่มีท่าทีลังเล ในขณะที่หลิวไป๋ฮวาเองก็มองท่าทีนั้นของเขาเช่นกัน
“จะรับเชื้อโรคได้อย่างไรกันเล่า ตรงแขนไเป่าเปาไม่ได้มีาแเสียหน่อย เร็วเข้าเถอะผมเองก็ไม่ได้มีเวลามากนัก วันนี้คนไข้เยอะกว่าปกติ หากยังช้าเช่นนี้เดี๋ยวก็มีใครเจ็บหนักเพิ่มอีกหรอก” คุณหมอซ่งเร่งเร้า
ต้าเหวินโหร่วชะงักงัน ก่อนที่เขาจะรีบเช็ดฝ่ามือกับเสื้อของตัวเองจากด้านในเพราะคิดว่าคงจะเป็พื้นที่ที่สะอาดที่สุดแล้วบนตัวของเขา หลิวไป๋ฮวามองภาพนั้น ก่อนที่เธอจะยกยิ้มขึ้นมา ครั้นที่เห็นว่าต้าเหวินโหร่วเป็คนใส่ใจผู้อื่นมากเช่นนี้ แต่เมื่อมาย้อนนึกดูก็พบว่าแท้จริงแล้วต้าเหวินโหร่วเป็คนเช่นนี้มาั้แ่แรก
หลิวไป๋ฮวามองการกระทำของชายหนุ่มด้วยใจที่รู้สึกแช่มชื่นขึ้นมา
มือหนาหยาบกร้านจับลงบนแขนเล็กของเด็กสาวด้วยความแ่เบา เนื่องจากพอรับรู้ได้ว่าตนนั้นแรงเยอะมากเพียงใด อีกทั้งฝ่ามือของเขานั้นทั้งหนาและหยาบกร้านเช่นนี้ ก็เกรงว่าจะทำให้แขนเล็กนี่เป็แผลหรือมีรอยช้ำเพิ่ม
“ออกแรงให้มากกว่านี้หน่อยสิเหวินโหร่ว จับเบาขนาดนั้นผมก็มัดแผลไม่ได้น่ะสิ”
เป็อีกครั้งที่ทำให้ต้าเหวินโหร่วชะงัก ชายหนุ่มลากสายตามองเสี้ยวหน้าของหลิวไป๋ฮวาเพียงนิด แล้วหันไปจ้องมองเป่าเปาที่มองการกระทำของเขาทั้งน้ำตา