หม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์ได้ยินดังนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า
“ครับเอาตามที่คุณว่า อีกสองสามวันเรามาเจอกันที่นี่และออกเดินทางกัน”
เมื่อนัดหมายวันออกเดินทางได้แล้วพรานสิงห์จึงขอยืมรถแลนด์โรเวอร์ของผู้พันเรืองวุฒิเพื่อกลับไปยังบ้านของตนและผู้กองเดชชาติจึงขอลาไปเก็บสัมภาระเช่นกัน
แสงอาทิตย์กำลังใกล้จะลับขอบฟ้ารถแลนด์โรเวอร์แล่นมาจอดที่ลานหน้าบ้านของตาจันบักแดงซึ่งได้ยินเสียงรถจึงรีบวิ่งออกมาดูพลางกล่าวเบาๆในลำคอ
“ผู้ได๋ว่ะ”
เมื่อรถแล่นมาจอดยังลานหน้าบ้าน ทันทีนั้นมีชายหนุ่มลงมาจากรถบักแดงเห็นดังนั้นจึงจำได้ดีว่าเป็ใครเขาดีใจเป็อย่างมากรีบเรียกตาจันและทุกคนในบ้านออกมารับพรานสิงห์เย็นวันนั้นพรานสิงห์และทุกคนต่างกินข้าวและเขาได้เล่าเื่ราวทุกอย่างให้กับทุกคนฟัง พลันบักแดงที่ตักข้าวเข้าปากจึงเอ่ยขึ้น
“พี่สิงห์ให้ข่อยไปนำเด้อ ข่อยอยากสิไปสอยเพิ่นนำ”
พรานสิงห์กลืนข้าวลงคอพลางกล่าวว่า
“มึงสิไปได้จังได๋ ไผสิคอยสอยเบิ่งทางบ้าน”
บักแดงหน้างุ้มลงมือตักข้าวเข้าปากสีหน้าผิดหวังบักแดงอายุน้อยกว่าพรานหนุ่ม4ปีเขานับถือพรานสิงห์เป็พี่ชายอย่างจริงใจแม้เขาจะไม่ใช่น้องชายแท้ๆบักแดงถูกตาจันเก็บมาเลี้ยงั้แ่เด็กเลี้ยงมาด้วยกันกับพรานสิงห์ทั้งสองคนจึงรักกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ เขาสำนึกบุญคุณตาจันและครอบครัวเป็อย่างมากที่เลี้ยงเขามาตาจันพร่ำสอนบักแดงมาพร้อมกันกับพรานสิงห์ทั้งในเื่ของวิชาอาคมความเป็สุภาพบุรุษความมีน้ำใจซื่อสัตย์และเป็คนดี แต่บักแดงเองนั้นชอบและชำนาญในด้านยาสมุนไพรมากกว่าคาถาอาคมตาจันมองหน้าของหลานทั้งสองคนแล้วหัวเราะ ฮึๆ ในลำคอแล้วกล่าวขึ้นว่า
“บักสิงห์ให้มันไปนำมึงนั่นละดีแล้วมันสิได้สอยเหลือมึงได้วิชาความฮู้ต่างๆก็สอนหมู่มึงเหมิดแล้วบ่ต้องห่วงทางพี่ดอก”
พรานหนุ่มครุ่นคิดเล็กน้อยเขาเองไม่อยากขัดตาของเขา จึงพยักหน้ารับแล้วกล่าวตอบผู้เป็ตาว่า
“กะได้ให้มันมากะข่อยกะได้ดีคือกันข่อยสิได้มีคนที่เชื่อใจได้”
บักแดงดีใจเป็อย่างมากที่เขาจะได้ออกไปในที่แปลกใหม่เพราะบักแดงเองก็คอยช่วยเหลืองานที่บ้านไม่เคยได้ออกไปที่ไหนเขารีบยัดข้าวเข้าปากแล้วรีบขึ้นเรือนไปเก็บของเมื่อกินข้าวกินปลากันจนอิ่มหนำแล้วพรานสิงห์ก็ขึ้นเรือนไปเก็บข้าวของของตนเองเขาเดินเข้ามาในห้องนอนของเขาแล้วเดินไปหยุดอยู่ที่ข้างฝาห้องนอนมองดูปืนคู่กายของเขาที่แขวนไว้ที่ข้างฝาซึ่งมีอยู่สองกระบอกเขาเอื้อมมือไปลูบยังปืนกระบอกแรกที่อยู่้า นั่นก็คือปืนลูกซองสตีเวนส์ 77 อี บรรจุะุ5 นัด ปั้มแอคชั่นซึ่งเป็ปืนที่หวังผลในระยะใกล้ 10 ถึง 15 เมตร ถ้าเป็สัตว์ที่ไม่ใหญ่มากเ้านี่ได้ผลดีนักแล้วพรานหนุ่มจึงเลื่อนมือลงมายังปืนกระบอกที่ 2 ที่แขวนอยู่ใกล้กัน นั้นก็คือวินเชสเตอร์.458แอฟริกันแม็กนั่ม เป็ปืนไรเฟิลระบบลูกเลื่อน ลำกล้องขนาด 22 นิ้วซึ่งสั้นกว่ามาตรฐาน2 นิ้ว ใช้ะุ.458 หัวะุหน้าตัด.45 ขนาด 500 เกรด บรรจุะุได้ 3 นัดบวกอีกนึ่งในรังเพลิงพร้อมกล้องสโคปเป็ปืนขนาดหนักสำหรับยิงสัตว์ใหญ่ ในประเทศไทยหาปืนรุ่นนี้ได้ยากมากๆ ปืนไรเฟิลกระบอกนี้เขาได้มาจากนายมอแกนพ่อของเขานั่นเองพรานสิงห์ครุ่นคิดถึงหนทางข้างหน้าที่ไม่รู้ว่าจะมีอันตรายมากน้อยแค่ไหนเข้าจึงตัดสินใจหยิบปืนวินเชสเตอร์ .458 แอฟริกันแม็กนั่มลงมาตรวจสอบความพร้อมของปืนเมื่อตรวจสอบปืนไรเฟิลเสร็จแล้วเขาจึงหันไปเปิดหีบที่วางอยู่ข้างห้องแล้วหยิบเอาปืนพกสั้นประจำกายตอนที่เขาเป็ทหารพรานขึ้นมาซึ่งเป็ปืนบราวนิ่งเอชพี 35 กึ่งออโต้ใช้ะุ 9 มม.บรรจุะุในแม็กกาซีนได้13 นัด ในประเทศไทยเรียกว่าปืนลูกดกนั่นเอง พรานหนุ่มนำมาตรวจสอบความพร้อมและจะนำติดตัวไปด้วยในการเดินทางครั้งนี้เมื่อนำปืนทั้งสองกระบอกเก็บใส่กล่องเตรียมนำไปด้วยแล้วพรานหนุ่มจึงหันไปที่หิ้งพระนั่งลงกราบพระประธานที่อยู่ในห้องของเขา แล้วหยิบพานที่มีกล่องไม้วางอยู่ลงมาและยกขึ้นเหนือหัวแล้วเปิดกล่องไม้ออกข้างในเป็มีดหมอแบบสองกษัตริย์ขนาดพอพกติดตัวได้ด้ามทำด้วยงาช้างเขาชักมีดหมอออกจากฝักใบมีดมีลวดลายของเสมาใบโพธิ์และอักขระคาถาซึ่งพรานสิงห์ได้หาเหล็กน้ำพี้บาตรแตกและตะปูสังขวานรมาหลอมทำเป็ตัวมีดและให้พระเกจิอาจารย์อีกรูปที่เขาไปฝากตัวเป็ลูกศิษย์ปลุกเสกให้เดิมทีเขาจะปลุกเสกเองก็ได้เพราะเขาก็เรียนวิชาทำมีดหมอนี้มาจากพระเกจิอาจารย์รูปนี้แต่ตอนนั้นพลังตบะของเขายังไม่เข้มขลังพอจึงให้พระอาจารย์ท่านเป็คนปลุกเสกให้ เมื่อพรานสิงห์นำมีดหมอใส่ลงในกระเป๋าเป้แล้วเขาจึงหยิบของมาอีกสิ่งหนึ่งนั่นก็คือตะกรุดที่ตาของเขาให้มาซึ่งตะกรุดดอกนี้ตกทอดมาแต่ตาทวดของทวดจนมาถึงมือของเขา นั่นคือตะกรุดมหามงคลโสฬสสร้างจากโลหะทองแดง ลงยันต์มงคลโสฬส ล้อมรอบปิดด้วยคาถาอิติปิโสคุ้มครองทั้ง16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ผู้ที่บูชาตะกรุดนี้ติดตัวจะมีความศักดิ์สิทธิ์ปกป้องสิ่งชั่วร้ายทุกอย่างที่มาจากทุกชั้นฟ้าและทุกชั้นดินแคล้วคลาดปลอดภัยคงกระพันชาตรีและแม้แต่เทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายยังต้องให้ความเคารพในยันต์ที่ลงในตะกรุดนี้ พรานสิงห์หยิบเอาตะกรุดนี้ห้อยไว้ที่คอของเขาทันทีและเข้านอนพักผ่อนเพื่อที่จะตื่นเดินทางแต่เช้า
เมื่อใกล้รุ่งสางเสียงนกกาเจื้อยแจ้วโผบินออกหากินบรรยากาศในยามเช้าช่างเย็นสบายพรานสิงห์และบักแดงกำลังเตรียมเก็บสัมภาระมาไว้ที่รถพร้อมออกเดินทางทันทีนั้นตาจันจึงเดินเข้ามายื่นปืนคาบศิลาและะุอาคมให้กับบักแดงพร้อมกับกล่าวว่า
“บักแดงพ่อให้มึงติดโตไว้มึงคงฮู้วิธีใช้ของสิ่งนี้ดีแมนบ่”
บักแดงพยักหน้างึกๆ ยิ้มเห็นฟันขาวสีหน้าดีใจเป็อย่างมากแล้วจึงรีบรับปืนคาบศิลาและะุอาคมมา จากนั้นตาจันจึงกล่าวสำทับต่อว่า
“ให้ใช้ในยามจำเป็เด้อ ะุอาคมมันมีบ่หลาย”
บักแดงยิ้มและกล่าวกับตาจันว่า
“อีพ่อใหญ่ข่อยกับพี่สิงห์สิรีบกับมาบ้านเฮ้าเด้อ”
ตาจันยิ้มสายตาเอ็นดูหลานทั้งสองคนถึงแม้ว่าบักแดงจะไม่ใช้หลานของเขาแท้ๆแต่เขาก็รักและเอ็นดูบักแดงไม่น้อยกว่าพรานสิงห์เลยทีเดียวเมื่อตาจันมอบปืนคาบศิลาให้บักแดงแล้วตาจันจึงหยิบเอาห่อผ้ายื่นให้กับพรานสิงห์แล้วกล่าวว่า
“เอ้า...นี้ของมึง ใช้ในยามจำเป็คือกัน”
พรานหนุ่มรับมาและเปิดห่อผ้าออกดูทันทีสิ่งที่เขาเห็นในห่อผ้าก็คือลูกะุปืนไรเฟิล.458ของเขาเองซึ่งก่อนที่พรานหนุ่มจะกลับมาบ้านตาจันได้นำะุปืนไรเฟิล 15 นัดออกมา หัวะุทำจากเงินบริสุทธิ์และนายมอแกนเป็คนสั่งทำขึ้นแล้วตาจันจึงปลุกเสกด้วยพระคาถา 108ในคืนวันเพ็ญ ลูกะุทั้ง15 นัดนี้เรียกว่าะุโลกันต์ใช้สำหรับยิงภูตผีปีศาจหรือแม้แต่ผู้ที่มีวิชาอาคมคงกระพันชาตรีเมื่อพรานสิงห์เห็นะุโลกันต์เขายิ้มเล็กน้อยเขารู้ดีว่าะุชนิดนี้ควรจะใช้งานอย่างไรแล้วเขากล่าวกับผู้เป็ตาว่า
“ข่อยสิเก็บไว้อย่างดีแล้วกะสิรีบซอยเพิ่นให้แล้ว สิได้กลับมาเฮือนเฮา”
ตาจันยิ้มมองหลานชายทั้งสองแล้วกล่าวว่า
“เออ..ดี..ดี”
เมื่อแสงแดดอ่อนๆในเวลาสองโมงเช้าสาดเข้ามาพรานสิงห์และบักแดงจึงลาครอบครัวและขับรถออกมาเพื่อไปรับผู้กองเดชชาติที่บางกอกก่อนที่จะไปเยี่ยมพระอาจารย์ของเขาต่อเมื่อพรานหนุ่มขับมาถึงบางกอกบักแดงนั้นตื่นเต้นดีใจเป็อย่างมากเพราะเขาไม่เคยเข้ามาบางกอกเลยสักครั้งเขามองตึกรามบ้านช่องที่ศิวิไลด้วยดวงตาสุกใสราวกับเด็กน้อยพรานสิงห์ขับรถมาถึงบ้านพักของผู้กองเดชชาติแล้วจึงะโเรียกผู้กองหนุ่มทันทีเมื่อผู้กองเดชชาติได้ยินเสียงเรียกของพรานสิงห์ผู้กองเดชชาติรีบหยิบสัมภาระและลงมาขึ้นรถพลันสายตาของเขามองไปเห็นบักแดงที่นั่งอยู่ด้านข้าวคนขับจึงกล่าวขึ้นว่า
“อ้าว..ไอ้แดงเอ็งมาด้วยเหรอว่ะ”
บักแดงยิ้มร่าฟันขาวระคนตื่นเต้นและกล่าวกับผู้กองเดชชาติว่า
“ใช้แล้วครับพี่เดชผมอยากมาที่บางกอกนานแล้วที่นี่ช่างเจริญหูเจริญตาจริงๆครับ ..ฮิฮิ..”
ผู้กองเดชชาติหัวเราะเบาๆแล้วกล่าวกับบักแดงว่า
“เออดีแล้วเอ็งจะได้เห็นอะไรใหม่ๆบ้างไม่ใช่วันๆเห็นแต่ตูดควาย”
สิ้นเสียงของผู้กองเดชชาติทั้งสามคนต่างหัวเราะพร้อมกันเมื่อทั้งหมดพร้อมหน้ากันแล้วจึงออกรถเพื่อขับไปยังวัดที่พระอาจารย์ของพรานหนุ่มจำวัดอยู่
เมื่อมาถึงทั้งหมดจึงขึ้นไปที่กุฏิของหลวงตาพระอาจารย์ของพรานสิงห์เมื่อทั้งสามคนขึ้นมาถึงแล้วจึงก้มกราบหลวงตา พรานหนุ่มจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ไม่ได้เจอหลวงตามาหลายปีหลวงตาสบายดีไหมครับ”
หลวงตายิ้มเล็กน้อยสายตาเอ็นดูพรานสิงห์เป็อย่างมากแล้วหลวงตาจึงกล่าวตอบพรานหนุ่มไปว่า
“อืม .. หลวงตาสบายดีจะมีก็เจ็บไข้ได้ป่วยเล็กน้อยตามอายุแล้วเอ็งละไอ้สิงห์หายไปหลายปีสบายดีรึ”
พรานสิงห์จึงตอบออกไปว่า
“สบายดีครับหลวงตานี่ก็พาเพื่อนกับน้องชายมากราบหลวงตาด้วยครับ”
หลวงตาหันหน้าไปมองบักแดงและผู้กองเดชชาติแล้วจึงกล่าวว่า
“เออ ดี ดี”
บักแดงและผู้กองหนุ่มจึงคลานเข้ามากราบหลวงตาอีกครั้ง
หลวงตายิ้มเล็กน้อยจึงหันหน้ากลับไปหาพรานสิงห์แล้วจึงกล่าวว่า
“แล้วนี่พวกเอ็งมากันที่นี่คงมีเื่มาขอความช่วยเหลือสินะ”
พรานหนุ่มยิ้มแห้งๆแล้วกล่าวว่า
“ไม่ได้มีเื่อะไรหรอกครับหลวงตาแค่พวกผมมาขอพรจากหลวงตาก่อนออกเดินทางเข้าป่าเท่านั้นครับ”
เมื่อหลวงตาได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะในลำคอเสียงดังหึ หึ แล้วกล่าวว่า
“มาๆพวกเอ็งเข้ามาใกล้ๆอาตมาจะรดน้ำมนต์ให้ เตรียมไว้ให้ั้แ่เช้าแล้ว”
ผู้กองเดชชาติและบักแดงหน้ากันพวกเขาสองคนคิดว่าเหมือนหลวงตาจะรู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะมาจึงได้เตรียมน้ำมนต์ไว้ให้ พวกเขาทั้งสามคนเขยิบเข้าไปให้หลวงตารดน้ำมนต์และเป่ากระหม่อมเมื่อรดน้ำมนต์แล้วหลวงตาจึงหันไปหยิบของอย่างหนึ่งบนพานและเรียกผู้กองเดชชาติและบักแดงให้มารับสิ่งของบางอย่างจากมือของท่านเมื่อทั้งสองหนุ่มเห็นสิ่งของที่หลวงตามอบให้ พวกเขาก็รู้สึกดีใจเป็อย่างมากเพราะสิ่งที่ได้มานั้นเป็ของดียิ่งนักนั้นก็คือเบี้ยแก้นั่นเองเมื่อหลวงตาเอาเบี้ยแก้ให้กับทั้งสองคนแล้วจึงกล่าวออกไปว่า
“เอ็งสองคนเอาติดตัวไว้ ป้องกันอันตรายจากพวกสิ่งไม่ดีทั้งหลายหลวงตาเชื่อว่าพวกเอ็งต้องได้ใช้มันแน่ๆ
สิ้นคำของหลวงตาผู้กองเดชชาติและบักแดงก้มลงกราบแล้วกล่าวว่า
“พวกผมจะเก็บไว้กับตัวอย่างดีเลยครับหลวงตา..ฮิฮิ..”
จากนั้นหลวงตาจึงหันหน้าไปทางพรานสิงห์แล้วกล่าวว่า
“ส่วนเอ็งไอ้สิงห์หลวงตาไม่ต้องให้อะไรแล้ววิชาอาคมหลวงตาก็สอนเอ็งไปหมดแล้วมีแต่พรที่หลวงตามอบให้การไปครั้งนี้พวกเอ็งต้องอาจจะต้องเจอกับอันตรายจงมีสติทุกครั้งคิดให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะทำสิ่งใดลงไปและขอให้พลังแห่งพุทธคุณทั้งหลายช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเอ็งทั้งหมดด้วยเทอญ”
พรานสิงห์ได้ยินดังนั้นจึงกล่าวตอบไปว่า
“สาธุครับหลวงตา พวกผมทั้งสามจะจำคำหลวงตาไว้ครับ”
เมื่อทั้งสามขอพรเสร็จแล้วจึงกล่าวลาหลวงตาเพื่อที่จะรีบไปที่วังของหม่อมราชวงศ์ปุญณพัฒน์เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปยังหมู่บ้านหนองช้าง