ต้นหลิวปลิวลิ่วสู่วังหลวง
บทที่ 4
อาหลิวจัดการธุระส่วนตัวแล้วก็ไปที่โรงอาหารเช่นเคย ตอนนี้แทบจะไม่เหลือใครเข้าใจว่าทุกคนคงไปทำงานกันหมดแล้ว
“พี่หลิวเราไปนั่งกินกันตรงนั้นเถิด”
เป็เยี่ยเอ๋อร์นั่นเองเข้าใจว่านางคงจะเก็บล้างถ้วยชามเรียบร้อย และกำลังเตรียมสำรับไปกินข้าวกับป้าฮุ่ยที่ลานครัวเช่นเคยก็เลยเรียกอาหลิวที่ยืนงงๆอยู่ตรงนั้นไปด้วยกันสียเลย
ระหว่างที่รอป้าฮุ่ยเยี่ยเอ๋อร์ก็เข้ามาสำรวจที่หน้าของอาหลิวด้วยความพออกพอใจ
เช้านี้สิวปูดนูนแทบจะไม่มีทิ้งไว้แค่รอยแดงๆประปราย ไม่นานก็คงหาย รูขุมขนก็เล็กลงมากบริเวณทีโซนก็ไม่ฉ่ำเยิ้มอีกแล้ว ผมเผ้าตอนนี้ก็สลวยไม่พันกันยุ่งเหยิง ไม่มีรังแคแถมหอมฟุ้งอีกต่างหากฝีมือของเยี่ยเอ๋อร์นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ
ไม่นานนักป้าฮุ่ยก็มาเราสามคนจึงเริ่มต้นกินมื้อเช้ากัน วันนี้เป็โจ๊กใส่ไข่กินแกล้มกับผักดองน้ำมันงาที่มีรสเผ็ดนิดหน่อย
“นี่ๆพี่หลิวท่านเป็สิวอยู่ อย่ากินของเผ็ดเยอะ จะร้อนในแล้วทำให้เป็สิวขึ้นมาอีก”
อาหลิวพยักหน้ารับทราบ ถ้าไม่เชื่อฟังกูรูด้านความงามอย่างนางแล้วจะไปเชื่อใครได้
“แล้วก็นะการพักผ่อนไม่เพียงพอและไม่ดื่มน้ำให้มากจะทำให้ธาตุในร่างกายไม่สมดุลส่งผลต่อผิวพรรณได้ต่อไปท่านต้องพักผ่อนและดื่มน้ำให้เพียงพอ รักษาความสะอาดบนใบหน้าให้ดีส่วนผมนี่ก็ต้องสางทุกวัน วันละหนึ่งร้อยครั้งเป็อย่างน้อย”
เยี่ยเอ๋อร์กินไปอบรมความงามให้อาหลิวฟังไปจนป้าฮุ่ยต้องปรามว่าไม่ควรกินข้าวไปพูดไป จะกระเด็นเลอะเทอะได้ ถ้าชายใดมาเห็นใครเขาจะมาสู่ขอเท่านั้นแหละ...เยี่ยเอ๋อร์นี่กินโจ๊กที่เหลือแบบเงียบกริบเลย
“อาหลิวเ้าไม่ต้องกินจนอิ่มมากก็ได้เที่ยงนี้มีงานเลี้ยงที่ตึกใหญ่มิใช่หรือ หัวหน้าพ่อครัวตึกโน้นตอนนี้กำลังวุ่นวายกันใหญ่”
ป้าฮุ่ยบอกกับอาหลิวอืม...หากคิดกันตามจริงแล้ว อาหลิวก็เป็เพียงแค่เด็กรับใช้ในบ้านสกุลเฉิงผู้เป็ขุนนางในราชสำนักใต้เท้าเฉิงน่าจะมีตำแหน่งใหญ่ไม่น้อย เลี้ยงส่งคุณหนูเล็กก็พอเข้าใจได้แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะมาใส่ใจเลี้ยงส่งเด็กรับใช้อย่างอาหลิวด้วย
“พวกเราน่ะโชคดีที่ได้เข้ามารับใช้บ้านสกุลเฉิงทั้งนายท่านและฮูหยินต่างมีเมตตา ไม่เคยตระหนี่เื่อาหารการกินที่หลับที่นอนกระทั่งเสื้อผ้าอาภรณ์ ดูแลทุกคนอย่างทั่วถึง เจ็บป่วยคราใดก็ไม่เคยทอดทิ้งลูกหลานคนงานหากมีแววอยากเรียนหนังสือหรืออยากฝึกยุทธก็ไม่เคยกีดกัน
คนรับใช้บ้านอื่นต่างพากันอิจฉาพวกเราทั้งนั้นเช่นนี้แล้วไหนเลยพวกเราจะไม่เต็มใจรับใช้คนบ้านสกุลเฉิงด้วยความซื่อสัตย์ไปจนตายไม่มีคิดเปลี่ยนแปลงกันเล่า”
อ่อ...เป็เช่นนี้เองดูแล้วบ้านสกุลเฉิงนี่เป็เ้านายที่ดูแลใส่ใจลูกจ้างอย่างดีสินะอย่างเมื่อวานที่ได้เจอกับฮูหยินเฉิง นางไม่ค่อยถือตัวว่าเป็ถึงคุณหญิงเมียเ้าของบ้านตรงกันข้าม ยังให้ความเป็กันเองมากกว่าที่คิดอีกด้วย
กินข้าวเช้าเสร็จก็ต้องขอตัวมาอ่านตำรากันต่อเนื้อหามีมากมาย กว่าครึ่งใช้คำเยิ่นเย้อเปรียบเปรยโน่นนี่เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างสุดท้ายอาหลิวต้องทำสรุปย่อเป็ข้อๆไว้สำหรับท่องจำเองจะดีกว่า
เวลาก็ช่างผ่านไปไวนัก ไม่นานก็เที่ยงเยี่ยเอ๋อร์วิ่งมาตามให้รีบไปที่ตึกใหญ่เพราะจวนจะได้เวลาแล้ว
อาหลิวรีบวิ่งไปที่ตึกใหญ่น่าแปลกใจที่แทบจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย แถมกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นอีกด้วยหากเป็ตัวิที่อายุ 32 คงหอบแฮกๆ ั้แ่ครึ่งทางแล้ว
ถึงตึกใหญ่โดยใช้เวลาน้อยกว่าที่คิดมองจากตรงนี้มีผู้คนเป็กลุ่มน้อยๆอยู่ที่เวิ้งในสวน น่าจะเป็ตรงนั้นใช่มั้ยไม่รอช้าอาหลิวรีบเดินไปทันที
“เ้ามาแล้วหรือ”
อาหลิวหันขวับไปตามเสียงนั้นคุณชายสี่เฟยลี่นั่นเอง หน้าตาท่าทางยังคงกระตือรือร้นคึกคักเช่นเคยเพียงแต่วันนี้ไม่ได้แต่งเครื่องแบบสีเขียวเข้มแล้ว ค่อยดูเหมือนคุณชายขึ้นมาหน่อย
“ข้าไม่ได้มาสายใช่หรือไม่”
“ไม่ๆ เรายังไม่เริ่มพี่รองกับพี่สะใภ้รองก็ยังไม่มาเหมือนกัน เ้ามานี่สิ”
เฟยลี่ออกแรงดึงแขนอาหลิวให้เดินเข้าไปด้านในหืม? ลุงหวังกับป้าฮุ่ยก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ ตอนนี้ป้าฮุ่ยไม่ได้มีผ้ากันเปื้อนคาดเอวอีกทั้งแต่งตัวสวยกว่าเดิมด้วย
ถัดจากป้าฮุ่ยก็เป็ฮูหยินเฉิงและถัดจากฮูหยินเฉิง ก็เป็ผู้ชายคนหนึ่งร่างกายสูงใหญ่ ทั้งหนวดทั้งผมเป็สีดอกเลาผิวออกจะคล้ำเหมือนคุณชายสี่เฟยลี่ กำลังนั่งจิบชาสนทนากับลุงหวังอย่างอารมณ์ดีคนคนนั้นคงจะเป็ใต้เท้าเฉิงสินะ
“ท่านพ่อท่านแม่อาหลิวมาแล้ว”
ผู้ใหญ่ทั้งสี่ที่กำลังสนทนากันอย่างออกรสก็หยุดคุยกันแล้วหันมามองที่อาหลิว
“คาราวะนายท่านคาราวะฮูหยิน” อาหลิวโค้งคำนับคนทั้งสอง
“งานนี้ก็ถือว่าเป็งานของเ้าด้วยทำตัวตามสบายเถิดนะ”
ใต้เท้าเฉิงเอ่ยขึ้น เขามีสายตาลึกล้ำน่าเกรงขามแต่ให้ความรู้สึกของผู้ใหญ่ใจดีคล้ายๆคุณลุงที่ยืนอยู่หน้าร้านขายไก่ทอดชื่อดังอาหลิวทำตัวไม่ค่อยถูก ต้องไปอยู่ตรงไหนดีล่ะเนี่ย แต่ไม่ต้องคิดนาน เฟยลี่ก็ดึงอาหลิวออกจากตรงนั้นปล่อยให้พวกผู้ใหญ่ได้คุยกันต่อไป
“ข้ามีอะไรจะอวดเ้า”
เฟยลี่พาอาหลิวไปนั่งที่มุมหนึ่งก่อนจะหยิบม้วนกระดาษออกมาจากเสื้อด้านใน
“ข้าผ่านการคัดเลือกผู้ที่จะสอบเข้ากรมโยธาได้แล้วนะ”
เขาคลี่กระดาษออกมาให้อาหลิวดูเขียนไว้ว่า ‘แจ้งผลผู้ที่มีสิทธิ์สอบคัดเลือกเข้ากรมโยธา- เฉิงเฟยลี่ - ผ่าน’
“ยินดีด้วยนะแต่...นี่แค่ผู้มีสิทธิ์สอบเท่านั้นหรือ”
“ใช่ ยังเหลือการสอบอีกขั้นหนึ่งในอีกสองเดือนข้างหน้าข้าแอบไปสอบข้อเขียนมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ข้อสอบหมูๆใช้เวลาไม่เกินหนึ่งก้านธูปก็เสร็จ ผลการสอบก็เพิ่งจะส่งมาที่บ้านเมื่อเช้านี้เอง ข้ายังไม่ได้บอกใครเ้าเป็คนแรกที่รู้เลยนะ”
คุณชายสี่เอามือป้องปากพูดกระซิบกระซาบกับอาหลิวอีกแล้วและดูเหมือนเื่ที่เขาอยากจะเล่ายังไม่หมดแค่นั้น
“เพียงแต่ข้าต้องผ่านการสอบวรยุทธ์ขั้นที่สองกับพ่อบ้านหวังให้ได้ก่อนแล้วค่อยเอาผลการสอบที่กรมโยธาส่งมาไปบอกท่านพ่อเพื่อขอไปสอบขั้นต่อไป วรยุทธก็สำเร็จแล้วการสอบเบื้องต้นก็ผ่านแล้ว คงใช้ต่อรองกับท่านพ่อได้บ้าง ไม่เช่นนั้นท่านพ่อก็เห็นว่าข้ายังเป็เด็กเอาแต่บอกให้รอก่อนๆอยู่เรื่อย
ท่านแม่ก็เหมือนกัน อยากให้ข้าดูแลโรงกระดาษมากกว่าแต่ข้าอยากรับราชการนี่หน่า ได้ยินมาว่าที่นั่นมีท่านอาจารย์เก่งๆอยู่มากข้าอยากไปเรียนรู้กับพวกเขา เ้าคิดว่าแผนนี้เป็อย่างไร พอจะเข้าท่าหรือไม่?”
“ห้ะ! อ่อๆ ก็เข้าท่าอยู่นะ ท่านทำได้อยู่แล้ว พยายามเข้าล่ะ ฮ่าๆ”
ดูเหมือนคุณชายสี่อยากให้ใครสักคนสนับสนุนอาหลิวก็เลยต้องกล้อมแกล้มตอบไปก่อน คุณชายสี่เฟยลี่ยิ้มแฉ่งตอบกลับมา
“เมื่อคืนเ้ายุ่งหรือ”
ในที่สุดเฟยลี่ก็เลิกเอามือป้องปากกระซิบกระซาบแล้วกลับมาคุยแบบปกติสักที
“??”
“ปกติแล้วหากไม่ติดอะไร เ้าไม่เคยพลาดการนัดรวมตัวของพวกเราเมื่อคืนข้าก็คิดว่าเ้าจะไปด้วย”
เมื่อวานตอนกินข้าวเช้าเฟยลี่บอกไว้ว่ายามจื่อเมื่อคืนนี้มีนัดกันนี่หน่า ลืมไปเลย!
“เอ่อ...เอ่อคือเมื่อวานหลังการอบรม คนจากวังหลวงกำชับว่าต้องอ่านตำราให้แตกฉานก่อนเข้าวัง พอดีมีตั้งหลายเล่มข้าก็เลย...”
ผั้วะ!
ขณะที่อาหลิวกำลังอธิบายสาเหตุที่ไปตามนัดไม่ได้อยู่ดีๆก็มีแรงกระแทกเข้ามาที่หลังจนทำให้อาหลิวเกือบหน้าคะมำ
“นี่! เหตุใดต้องทำหน้ากังวลถึงเพียงนั้น!ข้าไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเ้าก็รู้”
เฟยลี่ตีเข้ามาที่หลังของอาหลิวด้วยท่าทางอารมณ์ดีนี่เขาไม่คิดว่านางเป็ผู้หญิงบ้างหรือไร!ออกแรงสะกิดแต่ละทีทำเอาเกือบจุก อูย...
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน