หุยเกอกับหุยเจียใช้เวลาปรับความเข้าใจกันอยู่นาน ทั้งคู่ร้องไห้ขอโทษกันอยู่อย่างนั้น ซึ่งเซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่ก็ไม่ได้เข้าไปขัด ปล่อยให้บุรุษทั้งสองได้ระบายอารมณ์กันอย่างเต็มที่
“เอ่อ...ขอโทษด้วยนะที่ข้าเอาแต่ร้องไห้จนลืมไปเลยว่าพวกเจ้ายังนั่งอยู่ตรงนี้” ตั้งแต่ที่โจวเจิ้งซีมาอยู่ในร่างของหุยเจีย นิสัยเย่อหยิ่งและไม่ยอมใครก็ได้หายไปแล้ว คำพูดติดปากที่เขาพูดออกมาบ่อยที่สุดคือคำว่าขอโทษ หากเป็นโจวเจิ้งซีคนเก่าคงสะกดคำนี้ไม่เป็น
“ข้าก็ต้องขออภัยที่ไม่ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี เดี๋ยวข้าจะไปชงชามาให้เดี๋ยวนี้” หุยเกอรีบบอก
“วันดีๆ อย่างนี้จะมาดื่มน้ำชาให้เสียบรรยากาศทำไมกัน” เซี่ยลี่หยางเอาไวน์อย่างดีออกมาจากมิติก่อนจะหันไปยิ้มกับหุยเกอ “ดื่มไวน์ไม่ใช่ข้อห้าม ขอแค่เจ้าไม่ดื่มจนเมามายก็พอ เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาดื่มไวน์ฉลองที่เราทั้งสี่คนได้กลับมาพบกันอีกครั้งเถอะ”
หุยเกอยิ้มอย่างถูกใจ แม้เวลานี้เขาจะไม่ได้อยู่ในสถานะนักบวช แต่จิตวิญญาณของเขายังต้องการที่จะปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาอยู่ดี “เช่นนั้นก็ต้องขอบใจเจ้าล่วงหน้า แต่บอกไว้ก่อนนะว่าข้าเป็นคนคอแข็ง ไวน์แค่ขวดเดียวอย่าคิดว่าจะมอมข้าได้”
“เจ้าอยากดื่มมากเท่าไหร่ข้าก็สามารถเอามันออกมาให้เจ้าดื่มได้” เซี่ยลี่หยางหยิบไวน์ออกมาจากมิติอีกสิบขวด “เท่านี้พอไหม”
“น่าอิจฉาพวกเจ้าสองคนจริงๆ ที่ได้รับพรใหญ่เช่นนี้ ในมิติวิเศษคงมีข้าวของมากมายเลยสินะ” หุยเกอยกไวน์ขึ้นจิบ “แม้แต่ไวน์ที่ราคาแพงที่สุดในโลกก็ยังเอาออกมาดื่มได้ตั้งสิบขวด มีใครไม่รู้บ้างว่าไวน์ขวดนี้มีราคาเกือบหกแสนดอลลาร์”
“ลี่หยาง เหิงเยว่ ข้าขอดื่มไวน์แก้วนี้เพื่อเป็นการขอโทษที่เคยทำผิดต่อพวกเจ้า ขอพวกเจ้าอภัยให้กับความเห็นแก่ตัวของข้าด้วย” หุยเจียพูดจบก็ยกไวน์ขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว
“เราให้อภัยเจ้านานแล้ว มา...วันนี้เรามาดื่มเพื่อมิตรภาพที่ดีของเรากันเถอะ” หลี่เหิงเยว่ดื่มไวน์รวดเดียวจนหมดแก้วเช่นกัน
“พูดถึงตรงนี้ข้ายังสงสัย ทำไมเจ้าสองคนถึงดีใจที่ได้เจอเรา และยังพูดว่าต่อไปพวกเจ้าจะได้หลุดพ้นจากความทุกข์เสียที” เซี่ยลี่หยางนึกถึงคำพูดแรกที่เขาได้ยินหุยเกอกับหุยเจียพูด “หรือว่าชีวิตของพวกเจ้าขึ้นอยู่กับความรู้สึกของพวกเรา”
หุยเกอเป็นคนอธิบาย “แม้หุยเกอร่างนี้จะเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่เขาก็ไม่เคยทำร้ายใครก่อน ยกเว้นกับหุยเจียคนเดียวที่เขาไม่สามารถระงับความโกรธได้ ข้าต้องใช้ความพยายามที่จะห้ามมือและเท้าของตัวเองที่จะไม่ไปทำร้ายเขา แต่ข้าก็ไม่สามารถควบคุมความนึกคิดและการกระทำของตัวเองได้เลย ถ้าหากข้าอยากควบคุมตัวเองให้ได้ สภาพจิตใจของหุยเจียจะต้องดีขึ้นและเขาต้องไม่ยั่วยุข้า”
“ตั้งแต่ที่ข้าทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ ข้ารู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ข้าเคยคิดสั้นอยู่หลายครั้ง แต่ข้าก็ไม่เคยทำสำเร็จเลยสักที เมื่อข้ารู้ว่าหุยเกอเป็นคนอารมณ์ร้อน ข้าจึงพยายามยั่วยุเขาเพื่อให้เขาทำร้ายข้า หากเขาทำร้ายข้าจนข้าตายไป ข้าคิดว่าข้าคงหลุดพ้นจากความรู้สึกผิดนี้ได้ แต่หุยเกอก็ไม่ทำให้ความหวังของข้าเป็นจริงได้เช่นกัน จนเมื่อไม่นานมานี้ ข้าได้พบคำตอบว่าหากข้าอยากหลุดพ้นจากความรู้สึกผิดอย่างแท้จริง ข้าต้องได้รับการให้อภัยจากพวกเจ้าเสียก่อน” หุยเจียพูดเสริม
“หากข้ากับเยว่เยว่อภัยให้เจ้า สภาพจิตใจของเจ้าก็จะดีขึ้น เจ้าจะไม่ไปยั่วโมโหเพื่อให้หุยเกอทุบตี และหุยเกอก็จะไม่รู้สึกผิดที่เขาทำร้ายเจ้าอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ จากนั้นพวกเจ้าสองคนก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่รู้ติดค้างซึ่งกันและกัน ข้าเข้าใจอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่” เซี่ยลี่หยางถาม
สองพี่ห้องหุยเกอกับหุยเจียรีบพยักหน้ารับทันที
จากนั้นทั้งสี่คนก็ผลัดกันขอโทษ ผลัดกันให้อภัย เรื่องราวในอดีตถูกยกขึ้นมาพูดถึงอยู่หลายเรื่อง บางครั้งหัวเราะ บางครั้งร้องไห้ ผ่านไปไม่ถึงสองชั่วยาม พวกเขาก็ดื่มไวน์ไปถึงห้าขวดแล้ว หุยเกอกับหุยเจียเมาหลับไปเรียบร้อย
ส่วนเซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่ก็มีสภาพไม่ต่างกัน ยังดีที่เซี่ยลี่หยางได้บอกฮ่าวเจิ้งคุนไว้ก่อนแล้ว ฮ่าวเจิ้งคุนกับฮ่าวลิ่วจึงพาพวกเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย
เช้าวันต่อมา สองสามีภรรยาก็ถูกท่านปู่ ท่านลุง รวมถึงท่านพ่อทั้งสองบ่นจนหูเกือบจะใช้การไม่ได้แล้ว
“เจ้าเป็นผู้ชาย จะไปเมาหัวราน้ำที่ไหนก็ไม่มีใครว่า แต่เยว่เอ๋อเป็นสตรี กลับบ้านมาในสภาพเมามายเช่นนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน” เซวียนอ๋องผู้เฒ่าบ่นหลานเขย
“ท่านปู่อย่าดุท่านพี่เลยเจ้าค่ะ เป็นข้าเองที่มอมเหล้าเขา ความจริงแล้วท่านพี่คออ่อนมาก ดื่มเหล้าไม่กี่แก้วก็เมาแอ๋แล้ว” หลี่เหิงเยว่แต่งเรื่องปกป้องสามี
เซวียนอ๋องผู้เฒ่าเขกหัวหลานสาว “นี่แน่ะ...เดี๋ยวนี้รู้จักออกรับแทนสามีแล้ว หลานสาวข้าช่างเป็นสตรีที่พร้อมปกป้องบุรุษจริงๆ”
“ข้าไม่ได้ปกป้องท่านพี่นะเจ้าคะ ข้าแค่พูดความจริง”
“เยว่เอ๋อ เจ้าช่วยพูดอะไรให้มันใกล้เคียงกับความเป็นจริงสักหน่อยเถอะ” เซวียนเฉินฮั่นพูดพร้อมกับกลอกตา “คืนก่อนลี่หยางเอาอำพันเรืองรองกับมรกตมั่งมีมาดื่มกับข้า ท่านปู่ แล้วก็ท่านพ่อ เจ้ารู้ไหมว่าสภาพของเราสามคนเป็นยังไง พวกเราเมาจนแทบจะหาทางกลับเรือนตัวเองไม่ถูกอยู่แล้ว แต่ลี่หยางยังนั่งดื่มต่อได้ พอรุ่งเช้า ข้าปวดหัวจนหัวจะระเบิด แต่ประโยคแรกที่เขาทักข้าคืออะไรรู้ไหม เขาชวนข้าให้มาถอนอีกสักรอบ นี่คือคนที่เจ้าบอกว่าดื่มเหล้าไม่กี่แก้วก็เมาแอ๋อย่างนั้นหรือ ลี่หยางคือปิศาจสุราชัดๆ”
“เจ้าลูกชาย มีเจ้าคนเดียวนะที่ตื่นมาแล้วปวดหัว ข้ากับท่านปู่ไม่มีอาการอะไรเลยสักนิด ต่อให้ดื่มติดต่อกันอีกหลายคืนเราก็ยังไหว มีแต่เจ้าเท่านั้นล่ะที่คออ่อน” เซวียนอ๋องรีบออกตัวก่อนจะหันไปพูดกับเซี่ยลี่หยาง “พูดถึงอำพันเรืองรองกับมรกตมั่งมี ข้าได้ยินมาว่าเหล้าสองชนิดนี้ประมูลมายากมากไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเจ้าหามาได้”
“ท่านพ่อจะไม่บอกท่านปู่กับท่านลุงสักหน่อยหรือขอรับว่าโรงสุราหยางซูซิ่งคือโรงสุราของผู้ใด” เซี่ยลี่หยางหันไปพูดกับบิดา
“แม้ข้าจะรู้ว่าโรงสุราหยางซูซิ่งคือโรงสุราของเรา แต่ข้าจะตอบได้อย่างไรว่าเหล้าดีสองชนิดนั้นมีที่มาที่ไหนอย่างไร เพราะข้านอนป่วยไม่ได้สติมาเป็นสิบปีแล้ว” เซี่ยตงเฉินยิ้มให้บุตรชาย “ขี้เมาอย่างเจ้าต่างหากที่ควรจะตอบคำถามนี้”
“หา! โรงสุราหยางซูซิ่งเป็นของเจ้าเองหรือ?” เซวียนอ๋องยิ้มให้หลานเขย “เช่นนั้นต่อไปถ้าข้ากับท่านปู่ต้องการดื่มเหล้าดีพวกนั้น เจ้าก็นำมันมาให้เราได้ตลอดใช่หรือไม่”
“หากท่านปู่กับท่านลุงต้องการ ข้าส่งมันไปให้พวกท่านดื่มได้ตลอดเวลาขอรับ และในอนาคต ข้ายังจะมีเหล้าดีๆ ออกมาขายอีกมากมาย รวมถึงเครื่องดื่มที่เรียกว่าค็อกเทลด้วย” เซี่ยลี่หยางเริ่มพูดแผนการของตนเอง “พูดถึงเรื่องกิจการ ข้ากับเยว่เยว่อยากเปิดคอมมูนิตี้มอลล์ หรือจุดแวะพักระหว่างทาง นอกจากที่พักแล้วเรายังจะมีร้านขายของอีกหลายร้าน...”
เซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่ผลัดกันพูดแผนการให้ทุกคนฟัง กว่าแผนการที่วางไว้จะเล่าออกมาหมดก็กินเวลาไปเกือบหนึ่งชั่วยามเต็มๆ
“หัวน้อยๆ ของพวกเจ้าสองคนทำไมถึงคิดการใหญ่เช่นนี้ เรื่องเงินทุนปู่ยังพอจะช่วยได้ แต่แรงงานที่จะใช้พวกเจ้าจะไปหามาจากไหนกัน” เซวียนอ๋องผู้เฒ่าขมวดคิ้ว
“ท่านพ่อ ท่านลืมทหารตระกูลเสิ่นสามพันนายที่แม่ทัพเสิ่นฝากท่านไว้แล้วหรือขอรับ ตอนที่ท่านรับพวกเขาเข้ามา ท่านทูลขออนุญาตจากฝ่าบาทให้ปลดพวกเขาออกจากตำแหน่งทหาร จากนั้นท่านก็ให้พวกเขาแยกย้ายกันกลับบ้านเกิด แต่เพราะพวกเขาเป็นชายโสดไม่มีครอบครัว พวกเขาจึงอยู่ทำไร่ให้เราที่ชานเมือง หากลี่หยางกับเหิงเยว่ต้องการใช้คน เราก็แค่คืนคนของพวกเขากลับไปก็สิ้นเรื่องแล้วขอรับ” เซวียนอ๋องบอกบิดา
“ข้าลืมทหารกลุ่มนั้นไปเสียสนิท” เซวียนอ๋องผู้เฒ่าบอกเซี่ยลี่หยาง “ข้าจะให้เฉินฮั่นพาเจ้าไปพบทหารเหล่านั้น แต่จนถึงตอนนี้ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีชีวิตรอดสักกี่คน เพราะตั้งแต่ที่ข้ามอบที่ดินและเงินจำนวนหนึ่งให้พวกเขาเอาไว้เลี้ยงชีพ หลังจากนั้นข้าก็ไม่ได้ติดต่อพวกเขาอีกเลย เพราะข้ากลัวว่าจะมีคนเข้าใจผิดคิดว่าข้าเลี้ยงดูกองกำลังภายนอกไว้ก่อกบฏ ว่าแต่ทหารจำนวนนี้จะเพียงพอต่อการใช้งานของเจ้าหรือไม่”
“เพียงพอแล้วขอรับ เพราะข้ายังมีองครักษ์เงาอีกจำนวนหนึ่งที่กำลังจะกลับมาสมทบ”
“องครักษ์เงาหรือ? เจ้าจะเอาองครักษ์เงามาทำการค้า มันจะไม่เป็นการดูหมิ่นพวกเขาเกินไปหรือ”
“ไม่ใช่ขอรับท่านปู่ คอมมูนินี้มอลล์ที่ข้าพูดถึง นอกจากจะมีที่พักและร้านค้าที่หลากหลายแล้ว ข้ายังจะเปิดสำนักข่าวกรองขึ้นมาอย่างลับๆ ด้วย” เซี่ยลี่หยางบอกกับทุกคนด้วยท่าทางจริงจัง “จากบทเรียนที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเราในอดีต ข้าจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกเป็นอันขาด การมีหน่วยข่าวกรอง นอกจากเราจะรู้ความเคลื่อนไหวของราชสำนักและผู้มีอำนาจต่างๆ แล้ว เรายังสามารถนำเรื่องนี้มาเป็นเครื่องต่อรองเพื่อให้ครอบครัวของเราผ่านพ้นวิกฤติไปได้ แต่ไหนแต่ไรการช่วงชิงอำนาจก็มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย เราแค่ต้องหาทางหนีทีไล่ไว้เท่านั้นขอรับ”
“เป็นความคิดที่ดี! ปู่สนับสนุนเจ้าเต็มที่ ที่ผ่านมาครอบครัวเราต้องทนกล้ำกลืนและสูญเสียญาติพี่น้องไปมากมาย ปู่ไม่อยากให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับเราอีกแล้ว” เซวียนอ๋องผู้เฒ่าสนับสนุน
“สำนักข่าวกรองหรือ? เจ้ามีคนที่จะมาดูแลเรื่องนี้แล้วหรือยัง หากข้าบอกว่าข้าอยากทำ เจ้าจะยอมไหม” เซวียนเฉินฮั่นถาม
“ข้ามีคนที่เหมาะสมอยู่คนหนึ่งขอรับ แต่ถ้าพี่ใหญ่สนใจ ข้าจะพาเขามาแนะนำให้ท่านรู้จักในภายหลัง รับรองว่าท่านจะต้องชอบเขามากแน่ๆ” เซี่ยลี่หยางบอก เขานึกถึงหุยเจียขึ้นมาทันที
หุยเจียที่ยังเมาค้าง ‘รู้สึกเหมือนกำลังจะถูกใครบางคนใช้งาน’