หมู่บ้านที่พวกเขาเจอกลางทางนี้ตั้งอยู่ใกล้กับบึงน้ำตกใหญ่ที่ทอดตัวอยู่ท้ายหมู่บ้านบ้านเรือนในหมู่บ้านนี้สร้างจากไม้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงระหว่างทางที่เดินเข้ามาจึงมองเห็นแผงลอยวางขายสัตว์น้ำจืดตากแห้งหลากหลายชนิด
ที่พักที่พวกไกอัสติดต่อเอาไว้คือบ้านหลังใหญ่ที่สุดซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบึงน้ำตกมากนักเ้าของบ้านเป็ชายแก่กับหญิงชราที่มีลูกชายวัยกลางคนอยู่กันสามคนแต่บ้านของพวกเขาใหญ่โตมีหลายห้องจึงเปิดให้นักเดินทางแวะเข้ามาพักได้เป็ครั้งคราว
ไกอัสทากัส และคาร์ลพักอยู่ห้องเดียวกันซึ่งเป็ห้องใหญ่ที่สุดมีเตียงเดี่ยวแยกกันตามจำนวนคน ส่วนแคเรนพักอยู่ห้องเล็กแต่เป็ห้องเดี่ยว
ภายในห้องนอนเมื่อมองผ่านช่องหน้าต่างออกไปก็จะเห็นบึงน้ำตกอยู่ห่างราวห้าร้อยเมตรได้ยินเสียงสายน้ำกระทบผิวน้ำดังแว่วเข้ามาเป็ระยะแคเรนวางสัมภาระเสร็จแล้วจึงเดินออกจากห้องนอนเพื่อสูดอากาศจึงได้พบกับไกอัสที่เดินออกมาจากห้องพร้อมกันพอดี
ไกอัสพาแคเรนเข้าไปเดินเล่นในหมู่บ้านแต่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆไม่ได้เป็แหล่งท่องเที่ยวของนักเดินทางจึงไม่ค่อยมีสินค้าแปลกตาให้เห็นสักเท่าใดนักแต่หากมองผ่านรั้วเตี้ยๆ เข้าไปในบริเวณบ้านก็จะเห็นชาวบ้านรวมตัวกันนั่งขอดเกล็ดปลาบ้างผ่าซีกปลาตัวเล็กบ้าง หรือแม้แต่ทำน้ำสำหรับหมักปลาบ้างเมื่อเดินผ่านจนเกือบครบทุกแห่งในหมู่บ้านแล้ว ไกอัสจึงพาแคเรนมานั่งพักในศาลาไม้ริมน้ำตกก่อนจะเป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนากับเธอ
“ท่านหญิงดูไม่ค่อยสบายใจมาั้แ่เมื่อครู่แล้วมีเื่อะไรหรือเปล่า”
ไกอัสสังเกตเห็นสีหน้าของแคเรนไม่ค่อยมีความสุขกับการเดินเล่นแต่แคเรนรีบปฏิเสธทันควัน
“ไม่มี”
ไกอัสยิ้มมุมปากอย่างรู้ทันก่อนกล่าวกับเธออย่างใจเย็น“ท่านหญิง คาร์ลเล่าให้ฟังแล้วเื่ผู้หญิงที่น่าจะเป็คนของราชวงศ์มอนเฟอร์เลส”
“แต่คาร์ลยังไม่ได้ดื่มเืของเธอนะ”
“ข้ารู้ท่านหญิงอย่าพึ่งร้อนใจไป ข้าไม่ได้ระแวงคาร์ลแต่สงสัยจุดประสงค์ของผู้หญิงคนนั้น”
แคเรนลดความระแวดระวังลงเริ่มยอมเปิดใจรับฟังไกอัสบ้าง เธอกล่าวกับเขาเหมือนหาคนปรึกษา
“คาร์ลบอกว่าผู้หญิงคนนั้นอยากทดสอบเด็กต้องห้ามแห่งตระกูลเวนดีสถ้าคาร์ลกลายเป็ะจริงๆ แล้วเขาจะตกอยู่ในอำนาจของผู้หญิงคนนั้นเหมือนพวกกองทัพะหรือเปล่านะ”
“เื่นั้นข้าก็สงสัยเหมือนกัน”ไกอัสกล่าวพลางใช้ความคิด “แต่ที่แน่ๆคือมีคนของราชวงศ์มอนเฟอร์เลสบุกเข้ามาในอาณาจักรลอฟท์เรียได้ ทั้งที่เราเฝ้าชายแดนกันเข้มงวดขนาดนี้”
“อาจจะลอบเข้ามาทางหลังหน้าผาทางเดียวกับที่ครั้งก่อนพวกเราถูกจับไปที่ฐานของพวกมันหรือเปล่า” แคเรนออกความเห็นซึ่งไกอัสก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ถ้าเป็เช่นนั้นจริงก็แปลว่าลักลอบเข้ามาอยู่ในอาณาจักรลอฟท์เรียนานแล้วโดยที่ไม่ถูกจับได้”
“นั่นน่ะสิ”แคเรนพึมพำพลางใช้ความคิดตาม
“สถานการณ์ของคาร์ลอาจจะอันตรายมากขึ้นเพราะเป้าหมายของฝั่งนั้นเริ่มชัดเจนว่านอกจากท่านหญิงแล้วยังมีคาร์ลด้วย หากองค์ราชินีทราบเื่ต้องเริ่มสงสัยเื่ประวัติของคาร์ลแน่”
“หรือข้าควรจะปล่อยให้คาร์ลหนีไปดี”
“ยิ่งเขาหนีก็ยิ่งมีพิรุธคนของตระกูลดาทนอร์ธมีอยู่ทั่วอาณาจักรลอฟท์เรีย เขาหนีไม่พ้นหรอกอีกอย่างแบบนั้นจะทำให้คาร์ลยิ่งกลายเป็บุคคลอันตราย”
“แล้วถ้าเราหาตัวผู้หญิงจากราชวงศ์มอนเฟอร์เลสคนนั้นพบจะช่วยให้เราวางแผนรับมืออาณาจักรครอสวูดได้ดีขึ้นมั้ยนะ”
ไกอัสยิ้มออกกับความคิดของแคเรนเขากล่าวตอบเธอ
“ข้าก็คิดเช่นนั้นจึงอยากขอความร่วมมือจากท่านหญิง หากมีข่าวของนางให้รีบบอกพวกข้าเราจะได้จับตัวนางง่ายชึ้นและจะเป็ประโยชน์กับคาร์ลมากกว่า”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“แล้วก็ช่วยดูคาร์ลไว้หน่อยอย่าให้เขาตัดสินใจผิดนะครับ”
“ข้าเชื่อว่าเขาไม่ทำแน่”แคเรนย่นคิ้วหยุดคิดนิดหนึ่ง นึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่ายก่อนจะตอบไกอัส “ข้าจะไม่ให้เขาทำแน่”
ไกอัสยิ้มเจื่อนถึงแม้จะเป็คำตอบที่เขา้าแต่ไม่ได้น่าพอใจนักบรรยากาศเข้าสู่ความเงียบจนได้ยินเสียงน้ำตกกระทบผิวน้ำดังขึ้น
ไกอัสชั่งใจอยู่พักใหญ่แล้วกล่าวกับแคเรน
“ท่านหญิงข้าขออนุญาตดูมือขวาของท่านได้หรือไม่”
สีหน้าของแคเรนงุนงงก่อนยื่นมือให้ไกอัสเขาตัดสินใจหยิบแหวนประดับพลอยอเมทิสต์สวมลงบนนิ้วกลางของแคเรนแคเรนรีบดึงมือกลับมาท่าทางเขินอาย สีหน้าของเธอเจือสีชมพูระเรื่อ ไกอัสรีบออกตัวก่อน
“หากท่านหญิงไม่พอใจไม่ต้องฝืนใส่ก็ได้ครับ”
แคเรนมองดูแหวนประดับพลอยเม็ดเล็กแม้จะไม่โดดเด่นแต่การออกแบบลวดลายคล้ายเถาวัลย์พันเม็ดพลอยมีเอกลักษณ์ไม่น้อยเธอกล่าวตอบไกอัส
“ข้าชอบขอบคุณนะ”
หลังจากจบคำของเธอแคเรนก็วิ่งลงจากศาลาเพื่อกลับไปยังที่พักด้วยความเขินอายปล่อยให้ไกอัสยืนยิ้มชมน้ำตกสีหน้าเบิกบานนานแล้วที่ไม่มีอารมณ์ชื่นชมความงามของธรรมชาติเช่นนี้
ไกอัสกับทากัสควบม้าออกรถแต่เช้าตรู่เพื่อเดินทางไปให้ถึงเมืองลูน่าก่อนตะวันตกดินโชคดีที่พวกเขาตัดสินใจค้างคืนที่หมู่บ้านริมบึงน้ำตกเพราะเมื่อคืนฝนตกหนักตลอดคืนแม้แต่ตอนนี้พื้นดินก็ยังชื้นแฉะอยู่บ้างมีหยดน้ำไหลจากกิ่งไม้ใบไม้ร่วงซึมลงบนพื้นดิน อากาศยามเช้าเย็นสบายกำลังดี
หลังจากเดินทางมาทั้งวันตะวันเริ่มคล้อยต่ำเข้าสู่ยามเย็น ในที่สุดรถม้าก็วิ่งมาถึงประตูทางเข้าเมืองลูน่าเมืองลูน่ามีประตูด่านสำหรับตรวจคนเข้าออกเมืองอยู่เพียงสองประตูประตูด่านทางทิศตะวันออกจะอนุญาตเฉพาะประชาชนในอาณาจักรลอฟท์เรียผ่านเข้าออกได้เท่านั้นส่วนประตูด่านทางทิศตะวันตกจะอนุญาตเฉพาะพ่อค้าหรือนักเดินทางต่างถิ่นผ่านเข้าออกเท่านั้น
หากเข้าออกอาณาจักรลอฟท์เรียโดยไม่ผ่านประตูด่านเมืองลูน่าหรือเข้าออกผิดประตูโดยไม่สนใจกฎเกณฑ์ ก็จะถูกโลหะวิสทานัมจากใต้ดินเคลื่อนขึ้นมาแทงจนตายจึงไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนกฎเหล็กนี้เลย
หลังจากไกอัสชูป้ายแทนราชวงศ์แล้วก็สามารถผ่านทหารยามที่เฝ้าประตูด่านตะวันออกของเมืองลูน่าเข้ามาได้ภายในเมืองคืนนี้คึกคักเป็พิเศษ มีการแขวนโคมไฟสีสันต่างๆ เต็มเมืองแผงลอยขายของก็พึ่งถูกจัดตั้งทั้งที่ควรจะได้เวลาเก็บของกลับบ้านแล้วชาวเมืองล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงามหลากหลายแบบราวกับว่าคืนนี้จะมีงานรื่นเริงเกิดขึ้น
ไกอัสกับทากัสควบม้าลากรถผ่านถนนใหญ่ในเมืองเข้ามาถึงคฤหาสน์ของตระกูลฮาฟก้าซึ่งอยู่ทางเหนือของเมืองลูน่าห่างจากชุมชนในเมืองเกือบหนึ่งกิโลเมตรให้ความรู้สึกเหมือนการมาของแคเรนไม่ได้สำคัญขนาดที่ตระกูลฮาฟก้าจะส่งคนออกมาต้อนรับแต่เมื่อรถม้าจอดที่หน้าคฤหาสน์ทหารที่เฝ้าประตูคนหนึ่งจึงวิ่งเข้าไปรายงานเ้านาย
พวกแคเรนลงจากรถม้าไม่นานนักชายหนุ่มผมสีบรอนด์ในชุดเสื้อกั๊กสีม่วงเข้มปักลวดลายสีเงินบนขอบปกเสื้อก็เดินออกมาต้อนรับเขาแนะนำตัวเอง
“นามของข้าคือโครนิค ฮาฟก้า เป็บุตรชายของ เอ็ดเวิร์ด ฮาฟก้า ขออภัยด้วยที่วันนี้อาจจะต้อนรับพวกท่านได้ไม่เต็มที่”
“เมื่อครู่ข้าเห็นในเมืองกำลังจัดงานรื่นเริงวันนี้ครบรอบวันก่อตั้งเมืองลูน่าสินะคะ”
โครนิคยิ้มบางๆกับความรอบรู้ของหญิงสาว เขากล่าวตอบเธอ
“ใช่ครับวันนี้ในคฤหาสน์จัดงานเลี้ยงเต้นรำด้วย แต่งานฉลองในเมืองมีขึ้นถึงเที่ยงคืนเลย”
“ได้ยินว่ามีการจุดพลุฉลองในงานด้วยนี่”ทากัสกล่าวถามเพื่อให้บรรยากาศดูเป็กันเองมากขึ้น แต่โครนิคเพียงตอบกลับอย่างสุภาพ
“มีสิถ้างานเลี้ยงในคฤหาสน์เลิกแล้วพวกคุณสนใจจะเข้าไปเที่ยวในเมืองก็ได้ จะยิ่งได้เห็นพลุไฟชัดมากชาวเมืองจัดงานเต้นรำกันที่ลานชุมชนด้วย”
“งานเลี้ยงในคฤหาสน์เลิกเร็วกว่าข้างนอกหรือครับ”
“เราแค่จัดงานเพื่อกระชับความสัมพันธ์กันในวงสังคมท่านก็เห็นว่านอกจากตระกูลฮาฟก้าแล้วยังมีหน่วยทหารยามที่คอยเฝ้าประตูด่านหน่วยกองปราบที่ดูแลความสงบภายในเมืองขุนนางที่ดูแลเื่งบการเงินและกิจการภายในของเมืองลูน่า พวกเขาล้วนเป็คนท้องถิ่นที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นไม่ใช่คนของหน่วยงานกลางจากเมืองหลวง” โครนิคอธิบายแบบขอไปที “จัดแค่สองสามชั่วโมงงานก็เลิกแล้วล่ะครับ”