เมื่อเห็นเช่นนั้นทั้งเฟิงหลี่เฉียงกับลู่ปู่จึงรีบกลับบ้านทันทีเพราะพวกเขาจะต้องไปรอต้อนรับขบวนจากทางอำเภอ ที่จะเดินทางมาที่บ้านของเฟิงหลี่เฉียงเซิงหยวนคนล่าสุดที่สอบได้เป็อันดับหนึ่ง ถึงบ้านของพวกเขาจะอยู่ห่างไกลแต่ข้าราชการชั้นสูง และผู้มีฐานะหลายคนในอำเภอหรือในจังหวัด ต่างก็รู้ว่าที่หมู่บ้านเชิงเขาแห่งนี้ เป็ที่พักของบรรดาเสือซุ่มัซ่อนหลายคน ที่เคยมีชื่อเสียงในระดับประเทศเมื่อข้าราชการจากอำเภอรู้ว่า เซิงหยวนอันดับหนึ่งของปีนี้พักอาศัยอยู่ที่นี่พวกเขาจึงเข้าใจทันที และหลายคนก็ตื่นเต้นที่จะได้มาพบพวกเขาด้วย
เป็ธรรมเนียมของทางการที่จะจัดขบวนแห่จากทางการเพื่อประกาศรายชื่อของผู้ที่สอบได้เป็อันดับหนึ่งและจะเดินทางไปยังที่พักของพวกเขา บางคนพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมก็จะไปประกาศที่โรงเตี๊ยม บางคนพักอยู่บ้านก็จะเดินทางไปประกาศที่บ้าน ซึ่งตลอดทางขบวนแห่จะมีการตีฆ้อง ทำให้ชาวบ้านได้รู้ว่านักเรียนบ้านไหนที่ได้เป็บัณฑิตอันดับหนึ่ง
เช่นเดียวกับบ้านของเฟิงหลี่เฉียงถึงจะอยู่ห่างไกล แต่ก็ต้องผ่านไปตามทางที่เป็หมู่บ้าน ทำให้มีชาวบ้านออกมายืนดูและบางคนก็อยากรู้จนเดินตามมาถึงที่นี่ เมื่อมาถึงหน้าบ้านลู่ปู่กับพ่อบ้านก็ออกมายืนรอต้อนรับ เมื่อพวกเขามาถึง ก็นำขบวนของข้าราชการเข้าไปในบ้าน
ที่ลานหน้าบ้านเฟิงหลี่เฉียง ต้วนเจี่ยซิน อันเฟยจู เฟิงหลี่อิง และคนอื่นๆในบ้านมายืนรอรับฟังประกาศ โดยข้าราชการจากอำเภอก็ประกาศด้วยเสียงดังว่า“เฟิงหลี่เฉียง ราษฎรจากหมู่บ้านหลานเถียน เทศมณฑลหลานเทียน เมืองหวยหนานมณฑลอันฮุย เป็ผู้มีความรู้ความสามารถ จนสอบผ่านเป็เซิงหยวนอันดับหนึ่งในปีนี้ได้เทศมณฑลหลานเทียน จึงขอประกาศให้เฟิงหลี่เฉียง ได้รับตำแหน่งเป็เซิงหยวน นอกจากนี้ บัณฑิตเฟิงหลี่เฉียงและครอบครัว จึงไม่ต้องเสียภาษีที่ดิน และให้คนในครอบครัวที่เป็ชายได้รับการงดเว้นการเกณฑ์ทหารนับั้แ่นี้เป็ต้นไป!”
เมื่อประกาศจบเฟิงหลี่เฉียงก็ก้มลงคำนับ และรับเอาม้วนประกาศแต่งตั้งเอาไว้ทุกคนพากันตบมือแสดงความยินดีที่เขาสามารถสอบถงเซิงผ่านั้แ่ครั้งแรกและยังได้คะแนนสูงสุด ในขณะที่มีอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น
เย็นวันนั้นหลังจากกินอาหารเย็นฉลองกันแล้ว เด็กชายก็ก้มลงคำนับอันเฟยจู ต้วนเจี่ยซินโม่ชิงเฉิง และต้าหวงเหลียน ที่ได้ช่วยเหลือสนับสนุนเขามาตลอด
เด็กชายสบตาทุกคนและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือนิดๆ ว่า “ข้าเฟิงหลี่เฉียงจะไม่สามารถมีวันนี้ได้ถ้าไม่มีพวกท่านที่อยู่ในวันนี้ ข้าสัญญาว่า จะสอบเป็จินซื่อให้ได้ครับ และขอขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านอีกครั้งครับ!”
โม่ชิงเฉิงและต้าหวงเหลียนซึ่งแทบจะไม่เคยไปเยือนบ้านใครเลยแต่ในวันนี้กลับยอมมาร่วมแสดงความยินดีกับลูกศิษย์ของเขา พยักหน้าอย่างพอใจในขณะที่ต้วนเจี่ยซินยิ้มกว้างตลอดเวลา โม่ชิงเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“เป็แค่จินชื่อไม่พอ เ้าต้องเป็จินชื่อ จี๋ตี้ด้วย!”
ที่โม่ชิงเฉิงพูดเช่นนั้นก็เพราะเขาเคยเป็จิ้นชื่อจี๋ตี้หรือบัณฑิตจ้วงหยวนที่ได้คะแนนสอบเป็อันดับหนึ่งมาก่อน จากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งให้ทำงานในฮานหลินหยวน และย้ายไปที่กรมพิธีการ แต่เพราะตอนนั้นเขามีเื่ขัดแย้งภายใน จึงลาออก เพื่อมาทำงานเขียนหนังสือที่ตนเองชอบบางครั้งเขาจะเดินทางไปสอนในโรงเรียนสำหรับการสอบบัณฑิตที่หนานจิงด้วยที่ทำได้เช่นนี้ ก็เพราะเขามาจากตระกูลโม่ ที่เป็ขุนนางในราชสำนักมาหลายชั่วคนและพี่สาวของเขายังเป็พระสนมของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แต่เพราะความขัดแย้งบางอย่างทำให้เขาลดบทบาทลง ทำให้น้อยคนนักจะรู้ว่าเขาเคยเป็ใครมาก่อน
ในขณะที่ต้าหวงเหลียนเองก็บอกกับเด็กชายว่า“การสอบในยุคนี้ ไม่เพียงแต่สอบข้อเขียน วาดรูป พู่กันจีน โคลงกลอนยังสอบการขี่ม้าและการยิงธนูด้วย เ้าจะต้องเริ่มฝึกฝนให้จริงจังนับั้แ่บัดนี้เป็ต้นไป”
เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้ารับเขายกมือขึ้นประสานและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่ว่า “ข้าจะฝึกฝนให้ดีที่สุดครับ!”
ที่จริงแล้วต้าหวงเหลียนไม่ได้ทิ้งเด็กชายไปไหนไกล ถึงแม้เขาจะสอนเด็กชายเป็บาง่แต่เขาจะทิ้งตำราการฝึกวิชาไว้ให้ และในบางครั้ง เขาจะพาเด็กชายออกเดินทางไปผจญภัยกับเขาด้วยซึ่งเป็ทั้งการฝึกวิทยายุทธ์และการเปิดหูเปิดตาให้เด็กชายได้เห็นความจริงอันโหดร้าย
สำหรับแม่และน้องสาวของเขาก็ยิ่งตื่นเต้นดีใจ พวกเขาอยากจะให้เฟิงหลี่เฉียงก้าวหน้าไปให้ไกลกว่านี้โดยเฉพาะเฟิงหลี่อิงที่เห็นความเก่งของพี่ชายก็ยิ่งทำให้เธอมุ่งมั่นที่จะเป็หมอหญิงที่มีฝีมือให้ได้เช่นกัน
ก่อนนอนคืนนั้นเด็กชายไปหาต้วนเจี่ยซินที่ห้องยาสมุนไพร เขาช่วยชายชราทำงานตามปกติในขณะที่กำลังผลิตยาผงอยู่นั้น ต้วนเจี่ยซินก็ถามขึ้นมาว่า “เ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงยังให้เ้าเรียนหมออยู่”
เด็กชายส่ายหน้า“ไม่ทราบครับอาจารย์”
ชายชราหัวเราะหึหึเขารู้ว่าเด็กชายรู้ดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังอดอธิบายไม่ได้ว่า“จริงอยู่ที่เ้าจะต้องเรียนวิชาต่างๆ ให้ได้ดี ตามที่ต้าหวงเหลียนพูดเพราะจะต้องใช้ในการสอบเค่อจวี่ แต่วิชาแพทย์นั้น นอกจากจะช่วยให้เ้าดูแลรักษาตัวเองได้แล้วยังนำไปช่วยเหลือผู้อื่นได้ และเมื่อเ้าได้เป็ข้าราชการวิชาการแพทย์นี้จะช่วยให้เ้าแก้ไขปัญหาและเอาตัวรอดในอนาคตได้”
เมื่อเห็นเด็กชายตั้งใจฟังเขาจึงอธิบายต่อว่า “ข้าราชการมักถูกโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานอยู่เสมอวันนี้เ้าอยู่ฮานหลินหยวน พรุ่งนี้เ้าอาจถูกย้ายไปทำงานกรมคลังหรือย้ายไปเป็นายอำเภอที่พื้นที่ห่างไกล เ้าลองคิดดูสิว่าวิชาการแพทย์จะช่วยอะไรเ้าได้บ้าง”
เฟิงหลี่เฉียงตาเป็ประกาย“การทำงานในตำแหน่งนักปกครอง ไม่เพียงแต่ต้องรู้เื่กฎหมายและปรัชญาในการปกครองแต่จะต้องดูแลด้านความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อย ข้าจะต้องใช้วิชาแพทย์นี้ในการสืบสวนและหาข้อมูลในคดีต่างๆ ด้วยครับ!”
ต้วนเจี่ยซินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ“นับั้แ่นี้เป็ต้นไปเ้าจะต้องเริ่มต้นเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับนิติเวชศาสตร์ให้มากขึ้นเ้าเข้าใจใช่ไหม"
“เข้าใจครับอาจารย์”เฟิงหลี่เฉียงตอบรับด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นเขาจะเรียนรู้ทุกอย่างให้ดี และต้องเป็จินชื่ออันดับหนึ่งให้ได้เพื่อให้สมกับที่อาจารย์ทุ่มเทให้กับเขา!
และในอีก 5ปีต่อมา ...
ในเช้าวันหนึ่งของรัชสมัยที่ห้า ของจักรพรรดิหย่งเล่อ บนถนนสายหลักที่วุ่นวายไปด้วยผู้คนของเมืองหนานจิงเมืองหลวงของต้าิในเวลานั้น
เด็กหนุ่มอายุ16-17 ปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ใบหน้าสวยงาม ดวงตาดำสนิท คิ้วเข้มปลายคิ้วตวัดเฉียงสูงขึ้นไปเขาแต่งกายด้วยชุดฮั่นฝูสีฟ้าอ่อน เดินไปตามถนนด้วยท่าทางผ่อนคลาย สายตาของเขากวาดมองผู้คนรอบตัวด้วยความสนใจ
เขาคือบัณฑิตเฟิงหลี่เฉียงที่ตอนนี้สามารถสอบผ่านการคัดเลือกเข้ารับราชการในระดับมณฑลหรือภูมิภาคที่เรียกว่า“เซียงซื่อ” หรือ “ชิวซื่อ” ได้แล้วไม่เพียงแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็ “จวี่เหริน” เขายังสอบได้คะแนนสูงสุดจนได้รับตำแหน่ง“เจี้ยหยวน” หรือ “ผู้เข้าสอบระดับบน” เพราะสอบได้เป็อันดับหนึ่งในการสอบระดับมณฑลเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว
หลังจากที่เขาได้เป็เจี้ยหยวนเขาย้ายมาอยู่ที่เมืองหนานจิง เมืองหลวงของประเทศเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมสอบที่นี่ เพราะกฎการสอบในยุคของฮ่องเต้หย่งเล่อระบุว่าผู้ที่จะสอบเป็บัณฑิต จะต้องเข้าเรียนในโรงเรียนด้วย จึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบ
ที่จริงแล้วโรงเรียนสำหรับเตรียมสอบเหล่านี้ไม่มีประโยชน์มากนัก เพราะการศึกษาด้วยตนเองยังมีความสำคัญมากกว่าแต่ตามกฎระเบียบเขาจำเป็จะต้องสมัครเรียน เฟิงหลี่เฉียงจึงตัดสินใจย้ายมาเรียนที่เมืองหลวงเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมที่นี่และสร้างเครือข่ายกับนักเรียนที่เรียนด้วยกัน และในตอนนี้เขามาเรียนที่นี่ได้เกือบปีแล้วและอีกสองปีกว่า จึงจะเข้าสู่การสอบบัณฑิตในระดับจังหวัดและการสอบในพระราชสำนัก
วันนี้เป็วันหยุด และเป็วันที่แม่ทัพจากชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือจะเดินทางกลับเมืองหลวงถนนหนทางจึงเต็มไปด้วยผู้คนมาจับจองพื้นที่เพื่อรอต้อนรับวีรบุรุษของชาติตลอดทางเดิน จะได้ยินเสียงโห่ร้องของทหารนับพันคน เสียงอาวุธ เสียงม้าร้องที่ดังแว่วมาจากนอกกำแพงเมืองและเสียงผู้คนในเมืองที่พูดคุยกันด้วยความตื่นเต้น
กองทัพของแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานเดินทางมาถึงนอกกำแพงเมืองหลวงในตอนเย็นของเมื่อวาน พวกเขาพักอยู่นอกเมืองและรอที่จะเดินทางเข้ามาในเมืองเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้หย่งเล่อเพื่อทูลถวายรายงานเกี่ยวกับการรบกับมองโกลที่พวกเขาได้รับชัยชนะมาทำให้ราษฎรต้าิตื่นเต้นและรอต้อนรับพวกเขาอย่างจริงจัง
เช้าวันนี้แม่ทัพเจิ้งเฉิงฉานและทหารคนสนิทจำนวน 30 คนเตรียมตัวเดินทางเข้ามาในเมืองเพื่อรายงานตัว โดยกำลังพลส่วนใหญ่ตั้งค่ายชั่วคราวอยู่ด้านนอกกำแพงเมืองเพราะพวกเขาไม่มีสิทธิ์ยกกำลังพลเข้ามาในเมือง ไม่เช่นนั้นจะถูกตั้งข้อหาก่อการฏต่อองค์จักรพรรดิและที่ยกกำลังพลมาในวันนี้ ก็มีเพียงจำนวน 100 คนเท่านั้น