ฮ่องเต้เทียนฮุยโกรธมากแต่ไม่สามารถระเบิดอารมณ์ใส่ไท่เฮาได้ดังนั้นความโกรธทั้งหมดจึงตกไปที่กู้เป่ยเยวี่ย
“กู้เป่ยเยวี่ยนี่มันผ่านมาตั้งกี่วันแล้วจนถึงวันนี้สำนักหมอหลวงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรคนี้คือโรคอะไรภายหน้าข้าจะคาดหวังให้พวกเจ้าทำอะไรได้อีก? เจ้าไม่อยากเป็นหัวหน้าหมอหลวงแล้วหรือไร?”
“ข้าจะให้เวลาเจ้าอย่างช้าที่สุดอีกสามวันหลังจากสามวันแล้ว หากไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ก็อย่าโทษข้าที่ไร้ความปรานีก็แล้วกัน!”
โรคระบาดส่วนใหญ่ไม่มียารักษาทว่าอย่างน้อยก็สามารถควบคุมขอบเขตของการระบาดได้แต่ตอนนี้กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรคที่กำลังระบาดคือโรคอะไรซึ่งหมายความว่าไม่สามารถหาวิธีป้องกันและควบคุมมันได้
ในกรณีนี้เพื่อป้องกันไม่ให้การระบาดของโรคส่งผลกระทบต่อผู้คนมากขึ้นมีเพียงวิธีเดียวที่ไร้มนุษยธรรมคือการแยกและเผาผู้ติดเชื้อทั้งหมด
อย่างไรก็ตามฝ่ายราชการสามารถบังคับให้ทำเช่นนี้กับผู้ติดเชื้อในหมู่ประชาชนได้แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะปฏิบัติต่อบุคคลสำคัญหลายคนในเมืองหลวงอย่างเท่าเทียมกัน
เช่นเดียวกับคุณชายสามของจวนกั๋วจิ้วที่กำลังจะตายและจนกระทั่งถึงวันนี้ยังมีหมอหลวงหลายคนล้อมรอบและพยายามช่วยชีวิตเขา
ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนกันทุกคนเท่าเทียมกัน ฮ่องเต้ ขุนนาง ขุนพลเป็นกันเพราะชาติกำเนิดหรือไร?
น่าเสียดายนี่คือความจริงที่โหดร้าย กู้เป่ยเยวี่ยผู้สงบและเยือกเย็นมาตลอดไม่เคยเลิกขมวดคิ้วเลยในช่วงเวลานี้
หมอผู้ซึ่งมีจิตใจเมตตาแต่กลับต้องมาเลือกทางเลือกอันโหดร้าย
กู้เป่ยเยวี่ยได้บอกเขาไว้แล้วว่าไม่มีวิธีรักษามีเพียงการควบคุมเท่านั้น และหากจะควบคุมก็ต้องควบคุมทุกอย่างไม่เพียงแต่ประชาชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงราชวงศ์และขุนนางด้วยพวกเขาทั้งหมดต้องถูกเผา!
อย่างไรก็ตามฮ่องเต้เทียนฮุยปฏิเสธโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำจะมีราชวงศ์ใดที่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าวได้? แล้วจะมีกี่คนกันที่ต่อต้านมัน?
ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นแค่คุณชายสามของจวนกั๋วจิ้ว ไท่เฮานางก็คงไม่ยอมรับอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามครั้งนี้กู้เป่ยเยวี่ยไม่ได้พยายามเกลี้ยกล่อมอีกต่อไปเขาชำเลืองมองที่ไท่เฮาและพูดอย่างจริงจังว่า “ฮ่องเต้บางทีกระหม่อมและสำนักหมอหลวงอาจไม่สามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้จริงๆกระหม่อมอยากจะแนะนำใครสักคนให้ท่าน”
“หรือว่ามีคนรักษามันได้อย่างนั้นหรือ? ใครกัน?” ฮ่องเต้เทียนฮุยตื่นตัวขึ้นมา
กู้เป่ยเยวี่ยไม่ลังเลอีกต่อไปและพูดออกไปตรงๆว่า “จวนฉินอ๋อง หวังเฟยพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาฮ่องเต้เทียนฮุยก็ผงะไปชั่วครู่ จากนั้นก็ยิ้มอย่างเย็นชา “หานอวิ๋นซี? นางจะไปเข้าใจอะไร? นางเป็นหมอพิษ นางเป็นหมอเทวดาตั้งแต่เมื่อไร?”
โดยไม่คาดคิดกู้เป่ยเยวี่ยกลับมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง “ฮ่องเต้กระหม่อมเพิ่งตรวจสอบศพและพบว่ามีบางอย่างผิดปกติศพที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้เมื่อวางอยู่เป็นเวลานาน ก็ะมีจุดพิษปรากฏออกมาหากกระหม่อมเดาไม่ผิด โรคระบาดนี้ ต้องไม่ใช่โรคธรรมดาแต่เป็นโรคระบาดที่มีพิษ!”
หลังจากการตายของนางกำนัลในตำหนักของไท่เฮาก็ไม่มีใครกล้าที่จะจัดการกับมัน ด้วยเพราะคนของสำนักหมอหลวงไม่เพียงพอหลังจากหนึ่งชั่วยามกู้เป่ยเยวี่ยจึงรีบมาด้วยตัวเองและด้วยเหตุนี้จึงทำให้กู้เป่ยเยวี่ยสังเกตเห็นพิษบนศพ มิฉะนั้นใครก็ตามที่เสียชีวิตจากโรคระบาด ก็จะรีบเผาทันทีและไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด
เรื่องนี้กู้เป่ยเยวี่ยเพิ่งจะพูดคุยกับไท่เฮาไปเช่นเดียวกัน
หลังจากได้ยินคำอธิบายของกู้เป่ยเยวี่ยฮ่องเต้เทียนฮุยก็เงียบลงทันที
แน่นอนกู้เป่ยเยวี่ยตระหนักถึงความกลัวของฮ่องเต้เทียนฮุยที่มีต่อหานอวิ๋นซีแต่เขาก็ทำราวกับว่าเขาไม่รู้อะไรเลยและถามอย่างจริงจัง “ตามประสบการณ์ของกระหม่อมนี่อาจเป็นโรคระบาดที่มีพิษ หวังเฟยรู้วิชาพิษชั้นสูง ต้องมีวิธีแก้มันอย่างแน่นอน!ศพของนางกำนัลคนนั้นยังอยู่ในสำนักหมอหลวงเช่นนั้นเชิญหวังเฟยมาดูดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้เทียนฮุยยังคงนิ่งเงียบ
ในเวลานี้ไท่เฮากลับเอ่ยปากพูดว่า “ฮ่องเต้ มีคนหลายคนที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่เรื่องนี้สำคัญมาก ไม่สามารถรอช้าได้ รีบไปเรียกฉินหวังเฟยมา!”
การตายขององค์หญิงฉางผิงทำให้ฮองเฮาแทบคลั่งไท่เฮาเกลียดหานอวิ๋นซีจนเข้าถึงกระดูกดำ อย่างไรก็ตามตามที่กู้เป่ยเยวี่ยพูดเมื่อครู่ คุณชายสามจวนกั๋วจิ้วอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งวันเพื่อบุตรคนเดียวของจวนกั๋วจิ้วเวลานี้ไท่เฮาเองก็ไม่ได้สนใจที่จะโต้เถียงกับหานอวิ๋นซีมากขนาดนั้นตราบใดที่มีโอกาสเพียงเล็กน้อย นางต้องคว้ามันไว้!
ก่อนหน้านั้นเพิ่งจะทำให้จวนฉินอ๋องขายหน้าไปตอนนี้กลับต้องมาขอความช่วยเหลือ แน่นอนว่าฮ่องเต้เทียนฮุยไม่มีหน้าที่จะไปสู้ได้ในใจเองก็ไม่มีความสุข อย่างไรก็ตาม ไท่เฮาพูดถูก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก!
แน่นอนว่าฮ่องเต้เทียนฮุยก็ฉลาดเช่นกันเขาตอบอย่างเย็นชาว่า “กู้เป่ยเยวี่ย นี่เป็นเรื่องของสำนักหมอหลวงข้าไม่สนใจว่าพวกเจ้าจะเชิญใครมา สิ่งที่ข้าต้องการคือควบคุมโรคระบาดเดี๋ยวนี้!”
หากให้กู้เป่ยเยวี่ยไปเชิญมาในนามของสำนักหมอหลวงหานอวิ๋นซีก็คงไม่มีทางปฏิเสธ!
กู้เป่ยเยวี่ยมีความสุขมาก“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้!”
หานอวิ๋นซีรู้สึกหดหู่ใจกับเรื่องของหลงเฟยเยี่ยมาเป็นเวลาหลายวันแล้วและเนื่องจากโรคระบาดที่อาละวาด ช่วงนี้นางจึงไม่ได้ออกไปไหน มักจะนั่งอยู่ที่ประตูจวนของหลงเฟยเยี่ยเพื่อครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ
นางรู้ว่าโรคระบาดยังไม่ถูกควบคุมจนถึงตอนนี้แต่นางไม่เคยคิดว่าโรคระบาดนี้จะเป็นโรคระบาดที่มีพิษ!
โรคระบาดคือการติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายแต่โรคระบาดที่มีพิษคือการติดเชื้อของยาพิษ
ไวรัสกับยาพิษต่างกันไวรัสทำให้ป่วย ยาพิษทำให้มีพิษ พูดให้ตรงคือคนติดเชื้อไม่ได้ตายเพราะโรคแต่โดนพิษจนตาย!
พิษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อนั้นมีน้อยมากและการสังเคราะห์เองก็ไม่ง่ายเช่นกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความน่าจะเป็นของการระบาดของโรคระบาดที่มีพิษมีต่ำมาก!
หานอวิ๋นซีค่อนข้างรู้สึกว่าเรื่องนี้แปลกเล็กน้อยแต่กู้เป่ยเยวี่ยก็ส่งคนไปที่ประตูเพื่อขอความช่วยเหลือดังนั้นนางจึงไม่คิดอะไรมาก รีบเก็บของและออกไปทันที
อย่างไรก็ตามก่อนออกไปกลับบังเอิญเจอพ่อบ้านเซี่ยพอดี “หวังเฟย ท่านจะไปไหนหรือ?”
“ข้าไปครู่เดียวเดี๋ยวก็มา”หานอวิ๋นซีพูดอย่างเฉยเมย นางไม่ได้บอกใครว่านางกำลังจะไปสำนักหมอหลวง
“หวังเฟยท่านออกไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ ข้างนอกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ถ้าเกิด...”
ก่อนที่พ่อบ้านเซี่ยจะพูดจบอี้ไท่เฟยก็เดินเข้ามาอย่างช้าๆ และพูดอย่างเย็นชาว่า “พ่อบ้านเซี่ย นางอยากตายก็ปล่อยนางไปเถอะ ไม่กลับมาจะดีที่สุด”
อี้ไท่เฟยพูดจบนางก็เดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะมองหานอวิ๋นซี
อี้ไท่เฟยเสียใจกับเรื่องของฉินอ๋องทุกวันนี้นางเหมือนศพเดินได้
พ่อบ้านเซี่ยได้ยินสิ่งนี้ก็รู้สึกเจ็บปวดเหลือเกินแล้วนับประสาอะไรกับหานอวิ๋นซีล่ะ?
นางไม่พูดอะไรมองดูแผ่นหลังของอี้ไท่เฟยหายเข้าไปในสวนอย่างเงียบๆ จากนั้นก็หันหลังกลับยิ้มและพูดกับพ่อบ้านเซี่ยว่า “พ่อบ้านเซี่ย ช่วยเปิดประตูให้ข้าตอนกลางคืนด้วยข้าจะกลับมาอีกแน่นอน”
หลายวันมานี้นางไม่เคยยิ้มเลย
อย่างไรก็ตามตอนนี้เวลานี้ นางกำลังยิ้ม ไม่เพียงแต่ยิ้มเท่านั้นดวงตาใสของนางเปล่งประกายด้วยความสดใสราวกับว่านางได้เกิดใหม่
หานอวิ๋นซีเกิดอะไรขึ้นกับนาง?
พ่อบ้านเซี่ยที่ตกตะลึงจนอ้าปากค้างและหานอวิ๋นซีก็ไม่พูดอะไรอีก หันหลังกลับและเดินออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว
เมื่อกู้เป่ยเยวี่ยได้ยินว่าหานอวิ๋นซีมาถึงสำนักหมอหลวงแล้วเขาก็รีบออกไปต้อนรับทันที “หวังเฟย ข้ารู้ว่าท่านจะต้องมาแน่นอน”
“เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเลยหรือไร”หานอวิ๋นซีหัวเราะ
นางรีบทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคระบาดกับกู้เป่ยเยวี่ยในทันทีหลังจากทั้งสองป้องกันตัวเองอย่างง่ายๆ พวกเขาก็เดินเข้าไปในโรงเก็บศพ
หานอวิ๋นซีชื่นชมหมอโบราณอยู่ในใจพวกเขาไม่มีมาตรการป้องกันขั้นสูงเท่าสมัยใหม่ แม้ว่าจะรู้ว่ามันเป็นโรคติดต่อแต่พวกเขาก็ยังเป็นคนกลุ่มแรกที่สัมผัสกับผู้ป่วยและศพ
ทันทีที่เข้าใกล้ศพระบบล้างพิษก็ส่งเสียงเตือนทันที หานอวิ๋นซีก็หยุดฝีเท้าลง พร้อมกับสายตาที่มุ่งความสนใจไปที่ศพ
หลังจากมองหานอวิ๋นซีก็ตรวจสอบและล้างพิษกู้เป่ยเยวี่ยคุ้นเคยกับวิธีการตรวจสอบพิเศษของนางดี เขาจึงรออย่างเงียบๆ
แต่โดยไม่คาดคิดหานอวิ๋นซีได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว เสียงของนางดังและคมชัด “มันคือพิษกาฬโรค”
“พิษกาฬโรค?”
กู้เป่ยเยวี่ยตกตะลึงกาฬโรคเป็นโรคระบาดที่น่ากลัวที่สุดและแน่นอนว่าเขารู้จักมันเป็นอย่างดีอย่างไรก็ตามอาการของผู้ติดเชื้อนั้นแตกต่างจากกาฬโรคอย่างสิ้นเชิงพิษกาฬโรคเป็นอย่างไรกันนะ?
อาจน่ากลัวกว่านั้นหรือไม่?
“ใช่มันคือพิษกาฬโรค กาฬโรคและพิษกาฬโรคติดต่อทางเดียวกันในช่วงแรกโดยผ่านหมัดบนตัวหนู”
ใบหน้าของหานอวิ๋นซีเต็มไปด้วยความจริงจังและเป็นมืออาชีพนางรู้สึกขอบคุณที่นี่คือพิษกาฬโรค และไม่ใช่กาฬโรค
กาฬโรคเกิดจากหมัดหลังจากการแพร่ระบาดของไวรัส ก็จะมีการติดเชื้อได้หลายวิธีแม้แต่การจามก็สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ภายใต้เงื่อนไขทางการแพทย์ในสมัยโบราณ เรื่องนี้น่ากลัวอย่างมากมากหากแพร่ระบาดแล้วจะรับไม่ไหวและควบคุมได้ยากมาก
ในด้านประวัติศาสตร์บางคนถึงกับเชื่อว่ากาฬโรคทำให้เกิดความวุ่นวายซึ่งนำไปสู่ความพินาศของประเทศเช่นเดียวกับการสิ้นสุดของราชวงศ์หมิงและช่วงปลายราชวงศ์หยวนที่มีการระบาดของกาฬโรค
อย่างไรก็ตามหากเป็นกาฬโรค จะมีวิธีแพร่เชื้อได้ทางเดียวเท่านั้น นั่นคือการแพร่เชื้อของหมัด
หมัดดูดเลือดจะนำพิษมาและทำให้เกิดพิษกล่าวอีกนัยหนึ่ง แค่ควบคุมและกำจัดหมัดพิษได้ โรคระบาดทั่วไปก็สามารถควบคุมได้
การติดเชื้อจากหมัด?
แม้ว่ากู้เป่ยเยวี่ยจะเข้าใจสิ่งที่เขาได้ยินเพียงครึ่งเดียวแต่เขาไม่ใช่คนโง่ จึงถามอย่างรวดเร็วว่า “เช่นนี้แล้ว แค่ฆ่าหมัดได้เชื้อที่แพร่ก็จะถูกปิดกั้น การติดเชื้อจะสามารถควบคุมได้? หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าไม่มีหมัด ระหว่างคนสู่คนก็ไม่มีการติดต่อกัน”
“ฉลาดมาก!”หานอวิ๋นซีหัวเราะ
“เหล่าสามัญชนรอดแล้ว!”
กู้เป่ยเยวี่ยมีความสุขมาก รีบออกจากห้องเก็บศพและออกคำสั่งทันที “ใครก็ได้ ไปส่งคำสั่งยกเลิกแผนการเผาทั้งหมด!เรียกหมอหลวงและเจ้าหน้าที่ของฝ่ายควบคุมโรคระบาดทั้งหมดมาประชุม!”
เมื่อเห็นท่าทางที่มีความสุขและกระตือรือร้นของกู้เป่ยเยวี่ยแล้วหานอวิ๋นซีก็อุ่นใจ
“หวังเฟยท่านต้องสามารถล้างพิษจากพิษกาฬโรคได้แน่นอน ไม่ต้องพูดถึงชานเมืองเลยมีคนหลายร้อยคนในเมืองหลวงที่รอช่วยชีวิตพวกเขาอยู่” กู้เป่ยเยวี่ยพูดอย่างจริงจัง
หานอวิ๋นซีที่กำลังจะตอบแต่กู้เป่ยเยวี่ยกลับพูดอีกครั้งว่า “หวังเฟย สถานการณ์เร่งด่วนที่สุดคือคุณชายสามของจวนกั๋วจิ้วแม้แต่ไท่เฮาก็ไปเยี่ยมมาเมื่อวันก่อนเดาว่าเขาคงไม่สามารถอยู่รอดได้ถึงวันพรุ่งนี้”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาหานอวิ๋นซีก็สงสัย ทำไมนางถึงรู้สึกว่ากู้เป่ยเยวี่ยดูเหมือนจะเน้นย้ำอะไรบางอย่างกับนาง?
“หมอหลวงกู้เจ้า...คงไม่ได้กำลังเตือนอะไรข้าใช่หรือไม่?” หานอวิ๋นซีถามอย่างลังเล
ดวงตาของกู้เป่ยเยวี่ยเผยความเจ้าเล่ห์ทว่าก็กลับมีสีหน้าเต็มไปด้วยความสับสน “หวังเฟยพูดเช่นนี้...หมายความว่าอย่างไร?”
เมื่อเห็นเช่นนี้หานอวิ๋นซีก็คิดว่าตนเองคงคิดมากเกินไป
“ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไร”หานอวิ๋นซียิ้ม “แน่นอนว่าพิษกาฬโรคสามารถรักษาให้หายได้แต่ข้าต้องปรึกษาเรื่องยากับฉินอ๋องก่อนจึงจะแน่ใจ อย่างไรก็ตามการกำจัดหมัดไม่ใช่การรักษาแบบถอนรากถอนโคนมีเพียงยาแก้พิษเท่านั้นที่จะป้องกันได้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น!”
จะพูดว่าหานอวิ๋นซีฉวยโอกาสหรือเห็นแก่ตัวก็ได้ในตอนที่กู้เป่ยเยวี่ยส่งคนมาที่จวนเพื่อตามหานางนางก็เห็นความหวังที่จะช่วยหลงเฟยเยี่ยทันที!
โรคระบาดนี้เกิดขึ้นในเมืองหลวงเมื่อไม่มีการควบคุม มันจะทำให้เกิดความวุ่นวายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และแม้แต่เรื่องการเมืองของประเทศก็จะได้รับผลกระทบ นอกจากนี้หากมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ฮ่องเต้และไท่เฮาคงต้องกระตือรือร้นที่จะช่วย
เหนือสิ่งอื่นใดคุณชายสามที่เป็นบุตรชายคนเดียวของจวนกั๋วจิ้ว คือสมบัติในฝ่ามือของไท่เฮา!
รอยยิ้มในดวงตาของกู้เป่ยเยวี่ยแข็งแกร่งขึ้นแต่น่าเสียดายที่หานอวิ๋นซีไม่ได้สังเกต
“หวังเฟยเป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านอ๋องจะรู้จักยาแก้โรคระบาด?” กู้เป่ยเยวี่ยถาม
“ความลับ!”หานอวิ๋นซีดีใจ “หมอหลวงกู้ นำคำพูดของข้าไปทูลฮ่องเต้ เขาคงจะเข้าใจ”
หลงเฟยเยี่ยถ้าเจ้าช่วยข้าด้วยเหรียญตราสิทธิพิเศษของฮ่องเต้องค์ก่อน เช่นนั้นวันนี้ข้าหานอวิ๋นซีจะข่มขู่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเพื่อเจ้าเอง!
หลังจากที่หานอวิ๋นซีพูดจบนางก็นั่งลงข้างๆ และรออยู่ที่นี่!