“ ผมไม่ได้ไปรับน้องผมสักหน่อย มีคนพาเธอลงมาไว้ทีโซฟาล็อบบี้ พอผมวิ่งสวนเข้าไปก็เห็นน้องของผมพอดี เลยรีบพาไปส่งโรงพยาบาล”
“ มันไม่บังเอิญไปหน่อยรึ?”
“ ผู้กองไม่ไปไล่ตามคนที่จับน้องผมมาบำเรอ ไอ้พวกบ้ากามพวกนั้น แต่มาไล่บี้เอากับผมและน้อง มันเกินไปไหมครับ”
“ ผมแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น เื่น้องของคุณถูกจับตัวไป ก็สามารถไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันเอาไว้ แล้วผมจะให้คนไปช่วยจับคนร้ายที่นำน้องสาวคุณมาส่งเอง”
“ ไม่ต้องหรอกครับ น้องของผมตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ไม่อยากมีเื่อีก”
“ ไม่กลัวพวกมันจะมาจับตัวน้องคุณไปอีกหรือไง?”
“ ไม่กลัวครับ” ขจรตอบออกไปแบบนั้น แต่ในใจกำลังคิดจะกลับไปจัดการกับพวกมันในไม่ช้า ขอเวลาให้เื่เงียบไปสักระยะ
“ พวกคุณกลับไปได้”
ขจร กับ พี่ธง พาน้องเจนกลับไปบ้านโดยที่ไม่สนพนักงานโรงแรม ที่ยังคงจ้องมองพวกเขาเหมือนกับมั่นใจว่า ขจรกับธง เป็คนเผาโรงแรม
คืนนั้นขจรกลับมาที่วัด ก็พบว่า ลุงแย้มกำลังนำศพไปเผาที่เมรุ โดยมีตำรวจยืนคุมอยู่หลายคน มีผู้กองนพพรยืนมองอยู่ด้วย
“ เกิดอะไรขึ้นครับ”
“ ผู้กองส่งศพไร้ญาติมาเผา ไม่รู้ทำไมต้องเผาทันทีด้วย”
ขจรช่วยลุงแย้ม ยกศพเข้าเตาเผา แล้วก็กดปุ่มเปิดไฟเผาทันที
ผู้กองกับตำรวจสี่คนก็ยังไม่ไปไหนมองดูศพเผาอยู่อย่างนั้น จนขจรทนไม่ได้เลยเอ่ยถาม
“ ผู้กองรออะไร กันหรือเปล่า”
“ ผมแค่รอให้ศพเผาไหม้จนแน่ใจเท่านั้น ไม่มีอะไร”
“ แน่ใจเื่อะไร?”
“ ไม่ใช่เื่ของคุณ กลับไปซะเถอะ”
ทันใดนั้นเอง ซากศพในเมรุ ก็เกิดดิ้นอย่างรุนแรง ทำให้เกิดเสียงดัง
“ เฮ้ย นี่ยังไม่ตายนี่ ลุงแย้มรีบปิดไฟเร็ว”
“ อย่านะ ปล่อยมันไว้อย่างนั้น”
“ จะบ้าเร๊อะ นี่ผู้กองกำลังจะฆ่าคนนะ” ขจรเอ่ยอย่างใ
แต่ว่าไม่ทันที่ผู้กองจะพูดอะไร ประตูเหล็กที่ปิดเอาไว้ ก็ถูกกระแทกกระเด็นออกมาจากประตูเมรุ มีร่างของซากศพ ที่ถูกเผาไหม้ท่วมตัวเดินออกมา ตำรวจทั้งหมด ระดมยิงปืนใส่ไปหลายสิบนัด เสียงดังลั่นวัด แต่ทว่า
ซากศพกลับไม่เป็อะไร มันเขย่าตัวของมันเองทำให้ไฟที่ลุกอยู่ดับสนิท แล้วมันก็บุกเข้ามาตบใส่ร่างตำรวจสองคนกระเด็นปลิวไปหลายเมตร
แต่พอมันจะเข้ามาบีบคอขจร แต่ว่า มันกลับกระเด็นถอยหลังไป มีแสงของยันต์เกราะเพชรออกมาคุ้มครองเขา ขจรรู้ทันทีเลยว่า นี่มันคือซากศพที่ถูก พวกจอมขมังเวทย์ ปลุกมันขึ้นมากลายเป็ผีดิบ พอมันลุกขึ้นมาได้ ก็กระโจนใส่ผู้กองนพพรที่ถอดพระยื่นใส่หน้าของมัน ผีดิบหยุดนิ่งไปพัก มันกรอกตาอย่างสงสัย แล้วมันก็ไม่สนใจ หยิบพระเครื่องเอามากัดดัง กร๊วบ จนพระเครื่องของผู้กองแตกละเอียด แล้วมันก็บีบคอผู้กองจนแน่น แล้วมันก็อ้าปากเห็นเขี้ยวสองเขี้ยว กำลังจะกัดที่คอของผู้กองนพพร
แต่ว่าถูกขจรใช้มีดพร้าของลุงแจ้งที่เตรียมเอาไว้ เฉาะมะพร้าวล้างหน้าศพ ฟันเข้าที่แขนของมันข้างหนึ่งจนขาดเสมอไหล่ มันโมโหยิ่งนักปล่อยมืออีกข้างออกจาก ผู้กองนพพร แล้วกระโจนใส่ขจรอีกครั้ง แต่ว่า มันก็โดนแสงแห่งยันต์เกราะเพชรกระแทกออกไป ขจรพุ่งตามไปเฉาะเข้าที่กลางหน้าหน้าอกของมัน แล้วท่องคาถาพญามัจจุราชออกไป
“ ฝ่ามือพญามัจจุราช”
ขจรตบเข้าไปที่กลางหน้าผากของผีดิบ ร่างของมันถึงกับค่อยๆ สลายกลายเป็ขี้เถ้าไปในทันที
“ ไอ้จร เอ็งเป็หมอผีด้วยหรือวะเนี่ย” ลุงแย้มเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น
“ ไม่หรอก หลวงตาสอนเอาไว้ั้แ่เด็กแล้ว ไม่เคยนำออกมาใช้สักที”
ตำรวจเข้ามาหาขจรเหมือนเห็น สิ่งที่พวกเขาค้นหามานาน
“ พ่อหมอน้อย ผู้กองเราเจอคนที่จะช่วยพวกเราแล้ว”
“ ไม่นึกเลย ว่าคุณจะปราบผีดิบได้”
“ อยู่วัด มาตลอดชีวิต ก็ได้แต่ท่องตำรากับหลวงตา ไม่คิดว่าจะได้นำมาใช้ประโยชน์ แต่ว่า พวกผีดิบนี่มันยังไงกัน”
“ บอกตามตรง พวกเราก็เจอพวกผีดิบ เป็ครั้งที่สาม ครั้งแรกเมื่อเจ็ดวันก่อน มีคนแจ้งมาว่า มีผีดิบออกอาละวาด แถวพระโขนง ที่สถานีรถไฟฟ้า พวกเราไปที่เกิดเหตุ พบว่ามันกำลังไล่กัดคน มีคนถูกกัดเสียชีวิตไป ห้าคน พวกเราไม่สามารถหยุดมันได้ จึงคิดจะหนี แล้วขอกำลังเสริมมาช่วย แต่ว่า มีพระรูปหนึ่งธุดงค์ผ่านมา
แล้วใช้กลดชี้ไปที่ผีดิบ ทำให้มันกลายเป็เถ้าถ่านแบบนี้ แล้วท่านก็บอกว่า หากใครโดนกัดแล้ว จะกลายเป็ผีดิบภายในสามวันหลังจากที่ตายไป ให้รีบเผาทันที
พวกเราไม่ค่อยเชื่อเท่าไร จึงนำศพไปผ่าพิสูจน์ แต่ว่า พวกมันกลับฟื้นคืนชีพกลายมาเป็ผีดิบ ทั้งห้าคน แล้วมันก็กัดเ้าหน้าที่ตายไปอีกคน แล้วพวกมันก็หนีไปได้ ส่วนเ้าหน้าที่ของเราที่ตาย ก็รอให้ญาติมาทำพิธี แต่รออยู่สองวันติดต่อญาติคนตายไม่ได้ จึงรีบพามาเผาที่นี่ แต่ว่ามันกลับกลายเป็ผีดิบไปแล้ว”
“ พวกผีดิบหนีไปได้? หรือว่าพวกมันมีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ด้วย”
ขจรเอ่ยด้วยความสงสัย
“ ใครจะไปรู้ พวกมันคล้ายกับทำตามคำสั่งใครบางคน”
“ น่าจะเป็ พวกไสยเวทย์ดำ พวกมันคงมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างแน่” ลุงแย้มเอ่ยออกมา
“ นั่นซิ แล้วจะทำอย่างไรกันละที่นี้” ผู้กองนพพรเอ่ย
“ ไม่รู้ซิ ผมเป็แค่นักศึกษา จะไปรู้อะไรเล่า” ขจรเอ่ยจบก็เดินกลับห้องพัก ปล่อยให้ผู้กองกับลูกน้องได้แต่ เงียบงัน ไม่รู้จะทำอย่างไร
“ ผู้กองไปขอร้องหลวงตาแจ่มซิ ไอ้จรมันเชื่อฟังท่าน ท่านพูดอะไรมันต้องทำแน่ๆ”
ผู้กองกับ ลูกน้องสี่คน ก็เข้าพบกับหลวงตาแจ่มทันที
พอหลวงตาทราบเื่ ก็เอ่ยว่า
“ หากว่า ขจรมันช่วยได้ อาตมาก็จะแนะนำให้มันไปช่วยพวกโยม ก็แล้วกัน”
ไม่นานนัก ขจรก็ถูกเรียกมาพบกับหลวงตา
“ เอ็งทำไม ไม่ช่วยพวกตำรวจเขาล่ะ”
“ ช่วยครับ แต่พอดีผมเข้าไปอ่านตำราที่หลวงตาเอามาให้อยู่เพื่อความแน่ใจ ว่าพวกผีดิบพวกนี้ ใครเป็สร้างมันขึ้นมา ในตำราไม่เห็นมีเลยครับ”
“ จากที่ได้รับฟังมา ผู้ที่ใช้เวทย์ปลุกคนตายให้กลายเป็ผีดิบ เป็ไสยเวทย์ดำจากเมืองลังกา มีคนนำเอามาใช้สมัยสองร้อยกว่าปีก่อน รู้สึกได้ว่า มันไปแพร่หลายที่ภาคอีสาน แถวโคราชสมัยนี้”
“หากเจอคนที่ปลุกชีพพวกนี้จริงๆ ผมกลัวว่าจะสู้มันไม่ได้”
“ เอ็งไม่ต้องกลัวไป ในโลกนี้ไม่มีสิ่งชั่วร้ายอะไรจะเหนือกว่าคุณงามความดี เพียงแต่ระลึกถึงพระพุทธคุณเข้าไว้ แล้วทุกสิ่งที่เลวร้าย มันจะผ่านไปได้ด้วยดี”
ขจรเข้าใจแล้วออกไปหา ตำรวจที่ยังยืนรออยู่
“ นี่คือเบอร์ผม หากพบเบาะแส ของผีดิบพวกนั้น ก็โทรแจ้งผมได้เลย”
“ ขอบใจมากนะ” ผู้กองนพพรเอ่ยอย่างยินดี แล้วรีบรายงานเื่นี้ให้กับ ผู้กำกับทรงยศทันที
“ หือ นี่คุณจะบอกว่า จะให้ขจรมาช่วยปีศาจพวกนั้นรึ?”
“ ครับ เขาปราบมันได้ ผมเห็นกับตาเลยครับ”
“ หลวงพ่อแจ่ม คงจะสอนวิชาให้มันแน่ๆ ก็ได้ให้มันเป็ตำรวจอาสา จะได้ไม่มีปัญหาในอนาคต”
“ ครับผม”
ขจรได้บัตรตำรวจอาสา มา 1 ใบ จากนั้นก็รอให้ทางผู้กองนพพร แจ้งเหตุมาแล้วค่อยออกไปปฏิบัติการ
กลางคืนขจรก็ฝันกลับไปอดีตอีกครั้ง
หลังจากจับกรมหมื่นเทพพิพิธไปบวชที่เกาะลังกาแล้ว ทับก็เข้าสู่การฝึกเป็จาตุลังคบาทอย่างเต็มตัว โดยที่คราวนี้ครูฝึกคือ ขุนหาญ ลูกชายของ หลวงชำนาญฤทธิไกร
“ ผ่านมาแล้ว 1 เดือน พวกมึงทุกคนก็ได้เรียนรู้การต่อสู้ด้วยทักษะมือเปล่ามาแล้ว
แต่วันนี้ พวกมึงจะต้องฝึกเคล็ดลับการออกอาวุธที่สำคัญที่สุด ด้านหน้ามีลูกมะพร้าว อยู่ แถวละ 10 ลูกแขวนเอาไว้ พวกมึงทั้งหมด เข้าไปต่อยพร้อมกัน มีเวลาแค่ 10 ลมหายใจ เริ่มได้”
ผู้ฝึกหน่วยจาตุลังคบาทปีนี้ คัดมาได้แค่เพียง 10 คนเท่านั้น ทุกคนต่างวิ่งเข้าไปต่อยลูกมะพร้าวที่แขวนอยู่ด้านหน้าแต่ละคน แล้วชกใส่กันลูกละหมัด พอต่อยไปครบ 10 ลูก ก็กลับมายืนที่เดิม ผลการต่อยลูกมะพร้าว แต่ละคนนั้นทำให้ลูกมะพร้าวแตก แค่ คนละ 1-2 ลูกเท่านั้น แต่มีเพียงคนเดียว สามารถต่อย ลูกมะพร้าวที่แขวนอยู่แตกะเิ ครบทั้ง 10 ลูก เพื่อนๆ ต่างสงสัยยิ่ง
“ พวกมึงคงสงสัย ทำไมไอ้ทับถึงได้ต่อยลูกมะพร้าวแตกได้ทั้งสิบลูก ไม่ใช่ว่ามันซ้อมมากกว่า หรือเก่งกว่าพวกมึง แต่ว่าระยะหมัดที่มันต่อยลูกมะพร้าว คือระยะที่ถูกต้อง พวกมึงปล่อยหมัดออกไปแต่ละหมัด บางครั้งก็ยืนห่างไป บางครั้งก็ใกล้เกินไป แต่ถ้ายืนอยู่ในระยะหมัดที่ตรงจุด พลังของหมัดก็จะมีพลังมากที่สุด”
ครูหาญ เดินเข้าไป แล้วโยกโครงไม้ที่แขวนลูกมะพร้าว จนพวกมันเคลื่อนไหวไปมา แล้วเริ่มต่อยมะพร้าวใบแรกจนะเิ แล้วเข้าไปทั้งศอก เข่า เตะ และหัวโขก ลูกมะพร้าวลูกทั้งสิบแตกกระจายจนหมด ศิษย์ทุกคนล้วนอ้าปากตาค้าง
“ พวกมึงฝึกซ้อมต่อไป หากทำไม่ได้ ภายในวันนี้ ก็ออกจากการหน่วยจาตุลังคบาทไปซะ ไอ้ทับ มึงตามกูมานี่”
ครูหาญเรียกทับเข้ามาคุยเป็การส่วนตัว
“ วันนี้พ่อครูของมึงเรียกหา เสร็จจากฝึกแล้ว ไปหาท่านพร้อมกับกู ่นี้ท่านไม่ค่อยสบาย ลุกไปไหนมาไหนไม่ได้ บางครั้งก็เพ้อถึงคนที่ตายไปแล้วอยู่บ่อยๆ”
“ พ่อครูเป็ไม่สบายมากหรือขอรับ”
“ คนแก่ก็มักเป็เช่นนี้ ท่านอายุ 80 กว่าแล้ว”
ทับฝึกซ้อมอีกรอบ คราวนี้เขาทำแบบครูหาญ คือทำให้ลูกมะพร้าวไม่อยู่นิ่ง แล้วออกอาวุธทั้งเก้าครบ ลูกมะพร้าวทั้งสิบ ก็ะเิออกหมด เสร็จแล้วก็เดินทางไปหาพ่อครูทันที
บ้านพ่อครู
“ มาแล้วหรือ”
“ พ่อครูยังแข็งแรงอยู่เลยนะขอรับ” ขจรเข้าไปจับมือของพ่อครูที่ยังคงนอนอยู่บนเตียง
“ คนใกล้ตาย จะไปแข็งแรงได้ยังไง เมื่อวานกูได้ฝันเห็น ขุนหลวงองค์ก่อน ท่านจะมารับกูไปอยู่ด้วยแล้ว แต่ว่า ท่านสั่งให้ทุกคนต้องระวังปุโรหิตราชิต ตอนนี้มันยังไม่ตาย แล้วมันกำลังจะกลับมา”
“ปุโรหิตราชิต?”
“ มันคือปุโรหิตในพระเ้าอยู่หัวท้ายสระ มันเป็คนทำคุนไสยใส่พระเ้าท้ายสระ และแต่งตั้ง เ้าฟ้าอภัย โอรสองค์รอง เป็กษัตริย์ครองบัลลังก์แทนที่จะตั้งเ้าฟ้านเรนทรโอรสองค์โต หรือ เ้าฟ้าพร ซึ่งเป็วังหน้า ขึ้นเป็กษัตริย์แทน”
“ ดังนั้นากลางเมืองหลวงก็อุบัติขึ้น เ้าฟ้าพรหรือพระเ้าบรมโกศไม่ยอม ใหเ้าฟ้าอภัย แต่ ยอมให้เ้าฟ้านเรนทรเป็กษัตริย์ ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันจนเืนองแผ่นดิน สุดท้าย เ้าปุโรหิตราชิต มันก็ปลุกกองทัพผีดิบของมันขึ้นมา ทำให้ฝ่ายเ้าฟ้านเรนทร ไม่อาจสู้ได้ กูเองตอนนั้นเป็แค่ขุนชำนาญ ได้รับคำสั่งให้ไปหาอาจารย์มั่นที่เมืองสุพรรณ เพื่อหาวิธีปราบ กองทัพผีดิบ ท่านอาจารย์มั่นได้มอบดาบโบราณมาเล่มหนึ่ง ท่านบอกว่า เป็ดาบของศิษย์อาจารย์คง เคยกินตำแหน่งขุนแผนเมืองสุพรรณ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน สามารถปราบภูตผีปีศาจได้ มันเรียกว่า ดาบสยบฟ้า พอข้านำกลับมาก็สยบพวกผีดิบเหล่านี้ได้ แล้วจัดการกับปุโรหิตราชิตพ่ายแพ้ไป แล้วสุดท้ายเ้าฟ้าพรก็ได้ครองบัลลังก์กรุงศรี เป็พระเ้าบรมโกศ แต่เ้าปุโรหิตราชิตกลับยังไม่ตาย บัดนี้มันกลับมาแล้ว ไม่รู้มันยังมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้ได้อย่างไร”
“ พ่อครูเห็นมันหรือขอรับ”
“ ข้าไม่ได้เห็นมัน ขุนหลวงเป็คนบอกกูเอง ไอ้พวกลูกหลานงี่เง่าพวกนี้มันไม่เชื่อกู ไอ้ทับมึงเป็คนเดียวที่กูเชื่อใจ กูจะมอบดาบวิเศษสยบฟ้า เอาไว้ให้มึงไปปราบผีดิบและเ้าปุโรหิตราชิต ไปเอาดาบออกมา”
แล้วลูกหลานก็นำพานสีทอง มีดาบยาวขนาดสองฟุตครึ่ง ห่อผ้าอย่างดิบดีมาวางไว้
ทับหยิบดาบขึ้นมา แล้ว คลี่ผ้าออกพบกับ ดาบขึ้นสนิมเก่าๆ เล่มหนึ่ง ขุนหาญพยักหน้าให้ ทับรับเอาไว้
“ นี่คือ ดาบสยบฟ้าที่ไว้ใช้ปราบพวกผีดิบ โลกใบนี้ฝากความหวังไว้กับมึงแล้ว”
ทับมองหน้าพ่อครูที่บัดนี้หลับตาลง แล้วก็ค่อยๆหลับไปอย่างอ่อนเพลีย ลูกหลานเลยให้แกนอนพักผ่อน แล้วทับก็ออกมานอกห้อง ขุนหาญก็เอ่ยว่า
“ พ่อแก่มากแล้ว ฝันเป็เื่เป็ราว มีที่ไหนผีดิบ ดาบขึ้นสนิมนี้ก็ตั้งอยู่หิ้งพระมานานมากแล้ว ท่านไม่ให้ใครมาเตะต้อง กูจะเอาไปขัดให้เงาก็ไม่ยอม ถึงได้ขึ้นสนินเขรอะขนาดนี้ บัดนี้มึงเป็เ้าของแล้ว ดูแลรักษามันให้ดีด้วยก็แล้วกัน”
“ แล้วยี่สิบกว่าปีก่อน ากลางเมืองมีผีดิบจริงหรือเปล่า”
“ มีที่ไหน กูนี่แหละจับดาบฟาดฟันกับ พวกของเ้าฟ้าอภัย เกือบปี จนชนะ พระเ้าอยู่หัวบรมโกศจึงเป็กษัตริย์สืบมา กูไม่เคยเห็นผีดิบเลยสักตัว พ่อครูของมึงเริ่มหลงๆ ลืม และคิดเอง เออเองอยู่คนเดียว”
ทับนำดาบสยบฟ้าสนิมเขรอะ กลับไป คืนนั้น พ่อครูก็จากไปอย่างสงบ
แต่แล้วแผ่นดินกรุงศรีก็เกิดาครั้งใหญ่ มีกองทัพพม่าภายใต้การนำของพระเ้าอลองพญา เคลื่อนทัพนับแสนเข้ามา จากทั่วทุกทิศทุกทาง พวกมันเข้าตีเมืองตอนเหนือ แล้วก็ไล่ตีเมืองตอนใต้ จนสยบราบคาบไปจนหมด แล้วก็ล้อมกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ได้
ทับยืนอยู่บนกำแพงเมือง คู่กับ พระเ้าเอกทัศน์ มองกองทัพขนาดใหญ่ที่กำลังติดตั้งปืนใหญ่ เพื่อจะทำการยิงเข้ามา นับร้อยกระบอก
“ ไอ้ทับ มึงไปเชิญพระเ้าฟ้าอุทุมพร มาคอยคุมวังหลวง กูจะออกไปปะทะกับ กองทัพข้าศึกด้วยตัวของกูเอง”
“ ไม่ได้นะพระเ้าค่ะ พระองค์เป็ถึงกษัตริย์ จะไปสู้รบเยี่ยงทหารไพร่เช่นนั้นไม่ได้” เหล่าแม่ทัพนายกองทราบข่าว ก็คัดค้านทันที
“ พวกมึงจะไปกลัวอะไร หากกูเป็อะไรไป ยังมีน้องกูอยู่อีกคน”
“ แต่ว่า”
“ ไม่มีแต่ พวกมึงเตรียมกองทัพม้าเอาไว้ 1 พัน กูจะออกไปท้ารบกับ กษัตริย์ของพวกมันเอง”.....