หลังกลับจากการแวะพักศาลากลางทาง ผมที่ได้นอนฟังนิทานไปแบบครึ่งหลังครึ่งตื่นก็มาถึงห้องตัวเอง
ถึงแม้ร่างกายของเด็กจะมีพละกำลังเหลือล้นแต่ก็หมดไวเช่นกัน ประมาณความจุถ่านAAAAล่ะมั้ง ที่ต้องแวะพักงีบเป็ระยะๆ
เมื่อมาถึงห้องผมก็ทิ้งยังลงนอนหน้าแนบด้วยความเหนื่อยอ่อน และยังบ่นโอดโอยงึมงัม แต่สาวใช้ทั้งหลายผู้จงรักภักดีต่อหน้าที่การงาน ไม่ปล่อยให้ผมนอนแช่ให้เตียงดูดทั้งอย่างนั้น
พวกเธอเตรียมกะละมังทองมาพร้อมผ้าจนหนูผืนนุ่มหลายผืน
แล้วก็ดึงตัวผมไปเปลือยล่อนจ้อนแล้ววักน้ำมาลูบ หยิบสบู่มาลงขัดถูจนพวกเธอพอใจ
ผมก็ปล่อยไหลให้อะไรอะไรเป็ไปตามทางของมัน
ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า อยู่ในชุดนอนตอนไหน
รู้ตัวอีกทีก็สะอาดเอี่ยมสบายตัวแล้วก็เอนตัวลงบนหมอน และพยายามะโออกมาว่า
"หมอนหอมๆ เตียงนุ่มๆสุดยอด!"
แต่กลับได้ยินแค่เสียงงึมงำของตัวเอง
ทุกอย่างค่อยๆเบลอจางลงด้วยห้วงความคิดนึกสุดท้ายว่า 'วันนี้ช่างเป็หนึ่งวันที่ยาวนานจริงๆ'
…
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยสำนึกที่ว่า วันนี้ต้องลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เหยียดแขน ก้มตัวแตะเข่า เพื่อไม่ให้เส้นยึดจนขยับตัวลำบาก
แต่ก็เพิ่งนึกขึันได้ว่า ผมอยู่ในร่างใหม่แล้ว
เลยได้แต่เอียงคอเกาหัวแกร่กตามลำพัง
ก่อนจะวอร์มร่างกายด้วยการหมุนข้อเท้าที่ไม่ได้ทำมาตัังนาน
หลังคำขออนุญาต เสียงเปิดประตูดังขึ้น
มิกเกลมาพร้อมกับอ่างล้างหน้าและผ้าขนหนูสีขาว
เธอเช็ดใบหน้าของผมอย่างเบามือ แล้วพอเช็ดจนเสร็จผมก็ถามทันที
"เราอยากไปหาเลดี้ คนที่ช่วยชีวิตเราไว้ วันนี้เราไปหาได้ไหม มิกเกล?"
"ได้เ้าค่ะ แต่ต้องเป็หลังทานมื้อเช้าที่คฤหาสน์ก่อนนะคะ"
"ไปเลยไม่ได้เหรอ เราอยากทานมื้อเช้ากับเลดี้"
"ไม่เหมาะสมเท่าไหร่ค่ะ ให้สาวใช้ไปแจ้งเลดี้ก่อน แถม่เช้าตรู่ไม่ควรกวนผู้หญิงนะคะ มันเป็่เวลาทองคำแห่งการเตรียมตัว"
"ถ้าอย่างนั้นฝากด้วยนะ"
"เ้าค่ะ"
หัวหน้าสาวใช้หายไปสักพัก และปล่อยให้สาวใช้คนอื่น อาบน้ำแต่งตัวให้ผม
จากนั้นผมก็เดินตามคริส โดยมีทีด้าคอยเดินประกบข้างให้ความรู้สึกเหมือนเป็บอดี้การ์ดของVIPเลยล่ะ
จนกระทั่งไปถึงห้องอาหารกลาง มีโต๊ะไม้ยาวเกือบ5เมตร วางอยู่กลางห้องที่ปูด้วยพรมน้ำเงิน บนโต๊ะเป็ไม้เปลือยไม่มีผ้าปูโต๊ะ
ผมไล่นับตามตำแหน่งที่นั่งผมคุ้นๆว่า ตำแหน่งที่ผมนั่งเป็ลำดับที่ 4 ไม่ใช่ลำดับที่ 3
พอมานึกย้อนความทรงจำที่ตกค้างของโนวิสดูก็พบว่า สามสี่ที่นั่งต้นๆนั้นเป็ของบุตรชายบุตรสาวของดยุคทัังสามตระกูล
แม้จะเป็เ้าชายเหมือนกันแต่ต้นสายเืมาจากสามัญชนต่างอาณาจักรตำแหน่งบนโต๊ะอาหารจึงอยู่หลัง
ผมถอนใจเบาๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่า เป็เื่น่าหนักใจนัก เพียงแค่ต้องรีบทำให้ชินกับการนั่งกินอาหารบนโต๊ะที่กว้างใหญ่มาก
โต๊ะที่กว้างมากยิ่งทำให้จานบนผ้าปูจานสีขาวดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
ผมตั้งใจละเลียดชิมอาหารอย่างเพลิดเพลินในรส ก่อนจะได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ จากมิกเกล
"เ้าชายคะ วันนี้เลดี้อลิซาเบธสะดวก่สายๆค่ะ"
ผมยิ้มดีใจให้กับกำหนดการณ์ที่เป็ไปตามคาดหมาย
ผมกำมือชูขึันแล้วพูดว่า 'ไชโย' ในใจ
การดีในกับเื่เล็กๆเป็สิ่งที่ผมจะพยายามทำให้ได้ทุกวัน
หลังจบมื้ออาหารที่โดดเดี่ยว ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ตัวผมเองนั้นมาก่อนเวลาจึงยังไม่เจอใคร คงไม่ใช่คนอื่นหลบหน้าผมอยู่หรอกมั้ง?
ต่อจากนี้ผมก็ถามมิกเกลจึงได้ความว่า ยังพอมีเวลาอยู่
ผมเลยถูกลากกลับไปแต่งตัวเสียใหม่ให้สมกับฐานะของทั้งผู้เยี่ยมและเ้าบ้านอย่างเลดี้อลิซาเบธ ผู้เกี่ยวข้องทั้งในทางครอบครัวและเป็ผู้ช่วยชีวิต
แม้ผมจะเห็นว่า ไปชุดนี้ก็ได้นี่นา แต่สุดท้ายก็ต้องยอมเชื่อฟังตามคำแนะนำของหัวหน้าสาวใช้ผู้ชำนาญในการเข้าสังคม
ผมอยู่ในชุดเสื้อแขนยาวสั้น กางเกงขายาว สีขาวทั้งตัว มีแถบผ้าสีดำและแดงคาดเย็บพร้อมกับติดดุมทอง ดุมเงิน จนดูหรูหราสูงศักดิ์
ผมที่อยากจะเอ่ยปากถามว่า ทำไมต้องทรงเครื่องหนักขนาดนี้ พอมานึกด้วยตัวเองอีกที อีกฝ่ายเป็ถึงน้องสาวบุญธรรมของจักรพรรดิ
การพบเจอกันครั้งแรกอย่างเป็ทางการก็ควรแต่งกายเต็มยศให้สมเกียรติถือว่า สมเหตุสมผลดี
เมื่อได้เวลา ผมก็เดินคู่ไปกับมิกเกล ที่เพิ่งเปลี่ยนชุดใหม่(แม้จะเป็ชุดเมดเหมือนเดิมก็ตาม)ไปยังรถม้าของคฤหาสน์
คนขับรถม้าเป็ชายวัย40 หน้าตาธรรมดา ผมสีน้ำตาล ผมสั้นเรียบแป้ไปกับหัว
แต่เมื่อเห็นท่าทางตอนขึ้นนั่งคุมม้า ก็ดูทะมัดทะแมงดี พลขับแสดงความเคารพผมก่อนจะเปิดประตู
รอให้ผมกลับมิกเกลขึ้นไปในตัวรถ ่ขาผมไม่ยาวพอ และไม่ได้มีใครเอาเก้าอี้มาให้เหยียบเป็บันได ดังนั้นผมจึงถูกมิกเกลอุ้มขึ้นไปด้วยกันแทน
นี่เป็หนึ่งในสิ่งที่ไม่อยากให้เธอทำเลย แต่การใส่ชุดขาวทั้งชุดแล้วปีนจนเลอะเปรอะไปหมดมันก็ไม่ได้ เลยต้องจำใจปล่อยไปก่อน
ฝากไว้ก่อนเถอะ คราวหน้าต้องสั่งให้เอาเก้าอีัเล็กมาเตรียมไว้!
…
พอขึ้นมาอยู่ในรถสักพัก ผมก็ปล่อยตัวตามสบายคิดอะไรเพลินๆ จู่ๆก็นึกสงสัยเื่บางอย่างขึันมา
"นี่ มิกเกล ทำไมไม่ค่อยเห็นสาวใช้ใช้เวทย์มนต์ทำงานบ้านบ้างเลยล่ะ เวลาจะเช็ดถูก็ใช้เวทย์น้ำ พอเช็ดเสร็จก็ใช้เวทย์ลมเป่าให้แห้ง"
ผมถามมิกเกลที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยความสงสัยในการใช้งานเวทย์มนต์
ทั้งที่โลกนี้มีมานา มีเวทย์มนต์อยู่แล้วแท้ๆแต่กลับไม่ใช้นี่ มันจะไม่เสียของไปหน่อยหรือ?
"เื่มันเป็อย่างนี้เ้าค่ะ …มีเพียงคนบางกลุ่มซึ่งก็น้อยคนนักที่จะโชคดีใช้เวทได้ และในกลุ่มคนโชคดีพวกนั้นโดยมากก็จะใช้แค่ในระดับเวทย์มนต์ชีวิตประจำวัน เท่านั้นค่ะ"
"เวทย์มนต์ชีวิตประจำวัน เป็ยังไง?"
"ทำให้เ้าชายดูเลย น่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่าค่ะ"
มิกเกลยื่นมือซ้ายและหงายมือขึัน กำหลวมๆให้มือกลายเป็แอ่ง จากนั้นเธอก็พุ่งสมาธิไปที่ฝ่ามือ มีกระแสมานาไหลเข้ามาที่มือซ้ายของเธอ
ในขณะที่มือขวาก็ทำแบบเดียวกันแต่อยู่ข้างใต้มือซ้ายครึ่งฟุต จากในมือซ้ายที่เป็อุ้งมือเปล่า อยู่ๆกับมีหยดน้ำใสๆเอ่อท้นขึันมา
โดยเริ่มจากเป็หยดน้ำขนาดจิ๋ว ค่อยๆสะสมจนเป็เม็ดเป็หยุดเพิ่มจำนวนขึันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะไหลซึมลงผ่านร่องมือตกลงสู่มือขวาที่รองอยู่ด้านล่าง
"นี่คือ ผลจากการที่ดิฉันฝึกใช้เวทย์มนต์มาหลายปีแล้วนะคะ"
โอโห้ ถ้าฝึกมาหลายปียังได้เท่าฝ่ามือ แสดงว่า มันก็ไม่ได้สะดวกหรือทรงพลังอะไรอย่างที่คิดเลยนี่หน่า
"อันที่จริงจะใช้เวทย์ให้ใหญ่กว่านี้ก็ได้เพียงแต่สถานที่มันไม่เอื้ออำนวยน่ะค่ะ "
"แล้วเกิดอะไรขึ้นกับน้ำที่ตกไปถึงมือขวาน่ะ น้ำหายไปไหน "
แม้ผมจะสังเกตเห็นแล้วว่า น้ำที่ล้นจากมือซ้ายตกลงไปที่มือจะส่งจะสลายหายซึมเป็ส่วนเดียวกับฝ่ามือ
แต่ผมก็ถามเพื่อความแน่ใจว่า จะเป็อย่างที่ผิดคิดไว้หรือเปล่า
"ในมือขวาของดิฉันคือ การดึงกลับค่ะ …เป็การแปรสภาพสิ่งที่เกิดจากมานา ให้กลับคืนสู่มานา แต่แน่นอนค่ะว่า มานาที่ได้คืนมาไม่เท่าเดิมหรอกนะคะ หายไปเยอะเหมือนกัน"
อ้อ คงเกิดการสูญเสียมานาไประหว่างทางสินะ แต่ผมยังคงสงสัยเื่ การเพิ่มพลังในกับเวทย์มนต์
"มีวิธีทำให้เวทย์ทรงพลังมากขึ้นไหม ?"
"มีค่ะ ปัจจัยหลักก็จะเป็ สภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการใช้เวทย์ธาตุนั้นๆ ปริมาณมานาและความเชี่ยวชาญของผู้ใช้เวทย์ค่ะ"
"อ้อ แล้ว สภาพแวดล้อมมันมีผลยังไงกับเวทย์ล่ะ?"
"อย่างกรณีของดิฉันที่ใช้เวทย์น้ำ หากอยู่ใน่ที่ฝนใกล้ตก อากาศชื้นๆ หรืออยู่ใกล้แหล่งน้ำ ก็จะสามารถสร้างบอลน้ำขึันมาไดัง่าย โดยใช้มานาน้อยลงค่ะ"
เป็การพึ่งพาพลังงานจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเพื่อลดปริมาณการใช้มานาของตัวองนี่เอง
"แบบนี้ก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่สิ อยู่ใกล้แหล่งน้ำแล้วจะใช้มานาสร้างน้ำออกมาอีกทำไม"
"ค่ะ ดังนั้นเวทย์ธาตุจึงมักใช้กรณีที่ฉุกเฉินจริงๆเพราะต้องแลกกับพลังชีวิต ถ้าหากใช้มานาเกินตัว"
"แล้วเื่ปริมาณมานาล่ะ?"
"เป็สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดค่ะ แต่ก็สามารถฝึกฝนเพื่อเพิ่มความจุให้มากขึ้นได้ มีอุปกรณ์ที่เอาไว้วัดระดับความจุมานาของแต่ละคนด้วยเช่นกัน แต่ดิฉันไม่ทราบรายละเอียดพวกนั้น"
"อ้อ เลยได้ข้อสรุปว่า เวทย์ในชีวิตประจำวันไม่ค่อยสะดวกนัก แถมยังเสี่ยงอันตรายโดยไม่จำเป็อีกต่างหาก"
ผมนึกถึงสาวใช้ผมเงินคนนั้นที่ร่ายบทเวทย์รักษาอาการของผมตอนที่โดนฟ้าผ่าใหม่ๆจนอัมพาตขยับไม่ได้
"แล้วเวทย์ที่ร่ายยาวประมาณ5บทล่ะ ตอนที่ผมถูกฟ้าผ่าน่ะ"
มิกเกลแสดงท่าทางประหลาดใจกับสิ่งที่ผมพูด
"ตอนนั้นเ้าชายรู้ตัวอยู่เหรอคะ!? ขออภัยค่ะ นั่นเป็การใช้เวทย์ในอีกรูปแบบหนึ่งค่ะ โดยการร่ายเวทย์ขอยืมพลังจากเทพ"
"แล้วต่างจากเวทย์ประจำวันยังไงล่ะ?"
"มีคุณสมบัติและลักษณะที่จำเพาะนิ่งกว่าอีกค่ะ ขึ้นกับพรที่ได้รับั้แ่เด็กเลยค่ะ โดยเด็กที่มีพร์จะได้รับสิทธิให้สามารถใช้เวทย์ได้โดยการเอ่ยนาม สรรเสริญ ยืมพลังจากเทพมาใช้โดยจะจ่ายมานาที่น้อยกว่ามาก และได้ผลลัพธ์เป็เวทย์ที่ทรงพลังยิ่งกว่า"
ได้ผลดีจริงๆนั่นแหละ จากปวดจนขยับไม่ได้ ก็แทบจะลุกได้เลย
อาการปวดก็หายเป็ปลิดทิ้ง จะว่าไปผมยังไม่ได้ขอบใจสาวใช้คนนัันเลยนี่นะ
"เื่พวกนั้นดิฉันไม่ค่อยรู้ค่ะ โดยมากจะมีให้แต่ในกลุ่มชนชั้นสูง กับพวกจอมเวทย์ของสมาพันธ์เท่านั้น"
"แล้วมิกเกลพอรู้เื่มานาไหม? ว่ามันมาจากไหน?"
"มาจากเผ่าปีศาจค่ะ เป็การปนเปื้อนในผืนดิน จากสัตว์เวทย์และสัตว์อสูร จาก ผลึกอัญมณี หินและสายแร่จากทวีปปีศาจค่ะ"
ตอนที่เธอพูดถึง ผลึกเวทย์ เธอเอื้อมมือซ้ายอ้อมไปแตะแผลที่หลังโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนคำถามของผมจะทำให้เธอนึกถึงเื่เก่าในอดีต
"เื่เวทย์มนต์ที่เ้าชายสนใจ สามารถถามเลดี้อลิซาเบธได้โดยตรงเลยนะเ้าคะ เพราะเลดี้ให้ความสนใจกับเื่พวกนี้มากกว่าท่านหญิงคนอื่น"
แม้เลดี้ที่ช่วยชีวิตผมไว้จะฟังดูแปลกแยกจากสังคมชนชั้นสูง แต่อาจจะเป็เื่ดีก็ได้ เพราะมันทำให้สะดวกในการขอเรียนเวทย์มนต์กับเธอ
เสียงฝีเท้าม้าหยุดลง เมื่อคนขับบอกว่า ถึงที่หมายแล้ว มิกเกลแหวกม่านที่หน้าต่างเพื่อยืนยัน
"ถึงคฤหาสน์ของเลดี้อลิซาเบธแล้วค่ะ"
เธอรายงานแล้วเปิดประตูรถ