ไม่ไกลจากบ่อน้ำพุร้อนของเรือนตะวันตกมีลานฝึกยุทธ์แห่งหนึ่ง เวลานี้มีผู้คนมารวมตัวกันอยู่ไม่น้อย
"ลุงเหลียน ยอดฝีมือวิชาภายนอกทั้งแปดคนในครั้งนี้ แต่ละคนล้วนเป็หนึ่งในใต้หล้า มาจากกองทัพสี่คน อีกสี่คนก็เป็ยอดฝีมือวิชาภายนอกที่เก่งกาจเป็พิเศษในสามเขตปกครองแดนบูรพา ท่านลองพิจารณาดูสิ ชายชราผมเงินคนนั้น คือาาอินทรี และก็..." รองพ่อบ้านหลี่แห่งจวนอ๋องผู้เป็หัวหน้าขบวนในครั้งนี้กล่าวกับเหลียนเหยียนด้วยน้ำเสียงประจบเอาใจเล็กน้อย
เหลียนเหยียนพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจ พลางกวาดตามองแปดยอดฝีมือวิชาภายนอกเพียงปราดเดียว คนที่ได้รับฉายาว่าาาอินทรีและคนอื่นๆ เ่าั้ สายตาของลุงเหลียนไม่ได้หยุดพิจารณาแม้แต่เสี้ยววินาที
การฝึกวิชาภายนอก ไม่ว่าจะฝึกนิ้ว ฝึกกรงเล็บ หรือฝึกขาฝึกเท้า อวัยวะส่วนที่ฝึกย่อมมีความแตกต่างจากคนทั่วไป เช่นคนที่ฝึกวิชากรงเล็บ นิ้วมือมักจะค่อนข้างใหญ่หนาและมีหนังด้านหนาเตอะ ลุงเหลียนไม่เห็นคนพวกนี้อยู่ในสายตาเลยสักนิด
"หืม?" ดวงตาของลุงเหลียนพลันสว่างวาบ จ้องมองไปยังคนสุดท้ายในกลุ่มแปดคน นั่นคือชายชุดดำท่าทางเ็า
ชายผู้นี้ไม่นับว่ามีรูปร่างกำยำ กล้ามเนื้อก็ไม่ได้ดูใหญ่โตเหมือนคนอื่นๆ บนมือก็ไร้ซึ่งหนังด้านใดๆ ดูแล้วไม่เหมือนยอดฝีมือสายวิชาภายนอกเลยสักนิด ทว่าสายตาของลุงเหลียนกลับหยุดอยู่ที่ร่างของชายชุดดำผู้นี้นานถึงสามลมหายใจ
ชายชุดดำท่าทางเ็าผู้นั้นเงยหน้าขึ้นสบตากับลุงเหลียนทันควัน แววตาของชายผู้นั้นพลันะเิประกายดุจสายฟ้าแลบ
"จ้าวยุนซิง! ที่แท้ก็เป็แม่ทัพจ้าว ท่านอ๋องถึงกับยอมเชิญแม่ทัพจ้าวเช่นท่านมาเชียวหรือ หากเสี่ยวอวี่ได้กราบท่านเป็อาจารย์ วันหน้าจะเป็ยอดฝีมือก็ไม่ใช่เื่ยากแล้ว" ลุงเหลียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม สำหรับจ้าวยุนซิงผู้นี้ ลุงเหลียนรู้จักมักคุ้นเป็อย่างดี
ใบหน้าของจ้าวยุนซิงยังคงเ็า "ท่านอ๋องตรัสว่า องค์ชายสามเลือกใครเป็อาจารย์ก็ให้เป็คนนั้น ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับสายตาขององค์ชาย ผู้าุโเหลียนอย่าได้แอบบอกใบ้องค์ชาย ไม่เช่นนั้น... ต่อให้เลือกข้าจ้าวยุนซิง ข้าก็จะไม่รับเขาเป็ศิษย์"
"เื่นี้ข้าย่อมรู้ดี ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเสี่ยวอวี่เอง" เหลียนเหยียนพยักหน้ายิ้ม
แปดยอดฝีมือวิชาภายนอกในครั้งนี้ ล้วนร้ายกาจยิ่งนัก สามารถฝึกวิชาภายนอกจนบรรลุถึงระดับนี้ได้ ก็นับว่าเป็ปรมาจารย์วิชาภายนอกแล้ว ฉินอวี่เลือกใครก็ถือว่าไม่เลวทั้งนั้น แต่ในใจลึกๆ เหลียนเหยียนกลับแอบคาดหวัง คาดหวังให้ฉินอวี่เลือกจ้าวยุนซิง เพราะเหลียนเหยียนรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของจ้าวยุนซิงผู้นี้
ครู่ต่อมา เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากด้านนอก ฉินอวี่ที่มีสีหน้าตื่นเต้นวิ่งถลันเข้ามา พอเห็นแปดยอดฝีมือตรงหน้า ดวงตาของเด็กน้อยก็ลุกวาวทันที
"เสี่ยวอวี่ เ้าจงเลือกหนึ่งในแปดยอดฝีมือวิชาภายนอกนี้เป็อาจารย์เถิด" เหลียนเหยียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ฉินอวี่กลับมองพิจารณาทีละคนอย่างละเอียด ในบรรดาแปดยอดฝีมือ คนที่สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็ชายร่างั์ที่เหมือนหมีคนนั้น แขนมหึมานั่นหนาพอๆ กับเอวของฉินอวี่ หมัดนั่นหากทุบลงไป ฉินอวี่ไม่สงสัยในอานุภาพทำลายล้างของมันเลย
ทันใดนั้น ฉินอวี่ก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก
"เลือกคนเดียว? เลือกทั้งแปดคนเลยไม่ได้หรือ?" ฉินอวี่หันไปมองเหลียนเหยียน คิ้วเล็กๆ ขมวดมุ่นถามด้วยความสงสัย
เหลียนเหยียนถึงกับตะลึงงัน ยอดฝีมือทั้งแปดต่างก็ชะงัก รวมถึงจ้าวยุนซิงผู้เ็าคนนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ โดยไม่รู้ตัว
"อะแฮ่ม" เหลียนเหยียนกระแอมไอทีหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวกับฉินอวี่อย่างจริงจังว่า "เสี่ยวอวี่ การฝึกยุทธ์ไม่เหมือนการเรียนหนังสือ เ้าเรียนหนังสือจะเชิญอาจารย์กี่คนก็ได้ แต่เรียนวรยุทธ์ทำแบบนั้นไม่ได้ เช่นถ้าเรียนกำลังภายในหลายชนิดพร้อมกัน ก็จะเกิดธาตุไฟเข้าแทรก"
"แต่ที่ข้าจะเรียนคือวิชาภายนอกไม่ใช่หรือ?" ฉินอวี่ถามย้อน
"วิชาภายนอกยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย วิชาภายนอกคือการฝึกร่างกาย เคี่ยวกรำให้ร่างกายทะลุขีดจำกัดอย่างต่อเนื่อง ยอดฝีมือวิชาภายนอกแต่ละคนล้วนมีวิถีทางของตนเอง นั่นเป็สิ่งที่ผ่านการพิสูจน์จากผู้คนนับไม่ถ้วน รับประกันได้ว่าร่างกายเ้าจะไม่พังทลายไปเสียก่อน แต่ว่า... ถ้าเ้าเรียนกับอาจารย์หลายคนพร้อมกัน วิธีการหลายแบบผสมปนเปกัน เข้า..." เหลียนเหยียนส่ายหน้าถอนหายใจ ความหมายนั้นชัดเจนยิ่ง
และนอกจากเหตุผลนี้ ยังมีเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีกข้อ
"พวกเราแปดคน คาดว่าคงไม่มีใครยินดีใช้ลูกศิษย์ร่วมกับคนอื่นหรอก" ชายหัวโล้นร่างกำยำคนหนึ่งหัวเราะร่า คนอื่นๆ ก็ยิ้มพยักหน้า
แปดคนนี้ล้วนเป็ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์วิชาภายนอก แต่ละคนย่อมมีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี ไหนเลยจะยินดีใช้ลูกศิษย์ร่วมกับผู้อื่น? แต่พอได้ยินฉินอวี่พูดเช่นนี้ ทั้งแปดคนก็ไม่ได้ถือสาหาความ อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็เพียงเด็กแปดขวบ
"ข้าเข้าใจแล้ว" ฉินอวี่พยักหน้า
ทันใดนั้น แววตาของฉินอวี่ก็ฉายแววเ้าเล่ห์ หัวใจเหลียนเหยียนกระตุกวูบ เขารู้ดีว่าแม้ฉินอวี่จะมีจิตใจดี แต่ก็ชอบเล่นพิเรนทร์แกล้งคน องครักษ์และบ่าวไพร่ในอวิ๋นอู้ซานจวงล้วนเคยโดนแกล้งมาไม่น้อย
"ท่านอาท่านลุงทั้งแปด ปู่เหลียนบอกว่าพวกท่านเป็ยอดฝีมือวิชาภายนอก ให้ข้าเลือกพวกท่านเป็อาจารย์ แต่พวกท่านก็น่าจะแสดงฝีมือสักหน่อย เพื่อให้ข้าเลือกได้ถูกต้อง ใช่ไหมล่ะ?" ฉินอวี่กะพริบตาโตแป๋วแหวว มองดูแปดยอดฝีมือวิชาภายนอก
นั่นสิ? ไม่แสดงให้ดู แล้วจะตัดสินใจเลือกได้อย่างไร?
"ฮ่าๆ พูดมีเหตุผล งั้นข้าจะแสดงก่อนเป็คนแรก จะแสดงอะไรดีนะ? วิชาไม้ตายของข้า 'หมานต้ง' มีเยอะแยะไปหมด" ชายร่างั์เหมือนหมีที่มีขนาดตัวใหญ่ที่สุดในบรรดาแปดคนเดินออกมา ในมือของเขามีมนุษย์ทองคำขาเดียวอยู่ หมานต้งครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็หัวเราะร่า "ได้ งั้นแสดงพละกำลังก็แล้วกัน"
หมานต้งวางมนุษย์ทองคำขาเดียวลงบนพื้น มองปราดเดียวก็ถูกใจหินเขียวก้อนมหึมาที่ใช้ประดับตกแต่งในเรือนตะวันตก หินเขียวนั้นสูงเกือบครึ่งตัวคน ดูแล้วหนักนับพันจิน หมานต้งเดินเข้าไป คว้าจับสองข้างของหินไว้ด้วยสองมือ
"ฮึบ!"
หมานต้งแค่นเสียงต่ำ ฉินอวี่ถึงกับเห็นลมหายใจพ่นออกมาจากจมูกของหมานต้งเป็ลำ เห็นเพียงกล้ามเนื้อแขนคู่ของหมานต้งปูดโปน ขดตัวราวกับไส้เดือนั์ เส้นสายกล้ามเนื้อชัดเจนราวกับสลักจากหินผา พลังเทพที่แฝงอยู่นั้นทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่น
"ขึ้น!"
หมานต้งะโก้อง หินเขียวั์ก้อนนั้นถึงกับถูกเขาทุ่มลอยละลิ่วขึ้นไป
ฉินอวี่อ้าปากค้าง หินั์หนักพันจิน ลำพังแค่ยกขึ้นก็ยากจนน่าใแล้ว หมานต้งผู้นี้ถึงกับโยนหินั์ลอยขึ้นไป แรงแขนสองข้างต้องเกินพันจินแน่นอน หินั์ลอยสูงราวครึ่งจั้ง แล้วตกลงมาอย่างหนักหน่วง
หมานต้งตั้งท่าม้า ยื่นสองมือออกไป รับหินเขียวไว้ได้อย่างมั่นคง
หินเขียวตกลงมา แรงปะทะที่แขนของหมานต้งย่อมมากกว่าน้ำหนักของตัวหินเอง แต่หมานต้งยังคงรับไว้ได้อย่างมั่นคง พละกำลังแข็งแกร่งเพียงใดเห็นได้ชัดเจน
"สุดยอด" ฉินอวี่ตาโต
หมานต้งหัวเราะโฮะๆ อย่างไม่ใส่ใจ "ข้า หมานต้ง มือเดียวก็มีแรงแปดร้อยจินแล้ว สองมือรวมกัน เกินพันจินก็เหมือนเล่นขายของแหละน่า" หมานต้งมีพลังช้างสารมาแต่กำเนิด เป็หนึ่งในสามยอดฝีมือวิชาภายนอกแห่งกองทัพพยัคฆ์เพลิง ฉายา 'หมีเถื่อน'
"เก่งมาก เก่งมาก แล้วมีใครอีก?" ฉินอวี่ตอนนี้ตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว ได้เห็นการแสดงเช่นนี้ เขาจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร พอคิดว่าวันหน้าตนเองจะมีพลังแบบนี้ เขาก็ยิ่งตื่นเต้น แต่ฉินอวี่หารู้ไม่ หมานต้งมีพลังช้างสารแต่กำเนิด ฉินอวี่จะฝึกให้ได้ระดับนั้น ยากนัก
ชายผอมเกร็งจมูกงุ้มดุจเหยี่ยวเดินออกมา กล่าวว่า "วิชาที่ข้าฝึกคือฝ่ามือทรายเหล็ก" ฉินอวี่มองฝ่ามือชายคนนั้น ก็พบว่าผิดแผกจากคนทั่วไป หยาบกร้านกว่ามาก และออกสีเขียวคล้ำ ชายจมูกเหยี่ยวพูดพลางเดินตรงไปที่หินเขียว แล้วฟาดฝ่ามือลงไปอย่างรุนแรง
หินเขียวสั่นะเือย่างแรง จากนั้นก็ะเิแตกกระจาย กลายเป็เศษหินหลายสิบก้อน พลังฝ่ามือเช่นนี้ช่างน่ากลัวถึงชีวิต
ฉินอวี่อ้าปากกว้าง ตื่นตะลึงมองดูชายจมูกเหยี่ยวท่าทางเ็าผู้นั้น พลังฝ่ามือระดับนี้ ถ้าฟาดลงบนตัวคน ใครจะไปรับไหว?