ตำหนักหลิวรุ่ย
ณ บริเวณหลังตำหนัก บรรยากาศใน่เช้าดูเงียบเหงาแต่ก็เหมาะสำหรับการพักผ่อน และการฝึกสมาธิรวบรวมพลังิญญา หมอกหนาลอยล่องไปทั่วบริเวณถึงแม้แสงอาทิตย์ใน่เช้าจะเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว เสียงนกน้อยที่หากินตอนเช้าส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวเป็พักๆ แต่นั่นกลับช่วยสร้างบรรยากาศให้ที่นี่ไม่เงียบเหงาจนดูน่าวังเวง มันส่งเสียงแข่งกับเสียงน้ำตกที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูง อากาศไม่หนาวมากนักอีกทั้งยังสดชื่นเช่นนี้ ทำให้บริเวณโดยรอบมีพืชหรือดอกไม้ สมุนไพรหายากที่ชอบน้ำอุดมสมบูรณ์ สัตว์ตัวเล็กๆ จำพวกกระต่ายหรือกระรอกมีให้เห็นจนชินตา แต่มันกลับไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับเ้าของตำหนักเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงในชุดสีดำสนิททั้งตัวตัดกับสีผิวขาวผมดำยาวทำให้เขาดูสง่างามอย่างลงตัว หากผู้ใดผ่านไปมาแล้วพึ่งเคยเห็นเขาเพียงครั้งแรกคงคิดว่าเขาคือเทพเซียนเป็แน่
มือหนาเรียวยาว ข้อมือที่พ้นชายเสื้อออกมามีสร้อยข้อมือหยกสีดำ มีจี้สีขาวรูปใบชาเล็กๆ อยู่ เอื้อมมือไปเปิดฝากาน้ำชาอย่างใจเย็น ไอจากความร้อนล่องลอยออกมาจากกาน้ำชา พัดเอาความหอมมาด้วย เพียงได้กลิ่นหอมนั้นก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือชาชั้นดี มือหนารินชาใส่ถ้วยสำหรับ 2 คนก่อนที่จะยกชาขึ้นด้วยท่าทีนิ่งสงบ
"ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน เช่นนั้นหรือขอรับ"
หยงอี๋เอ่ยขึ้นอย่างใที่ได้ยิน ทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบของเมื่อสักครู่ หลังได้ยินเื่ที่หนิงเฟิ่งเล่าให้ฟัง
"ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน เป็สัตว์ิญญาชั้นสูงและเป็ 1 ใน 5 ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ ที่เหลือคือ พยัคฆ์ดำ ฟินิกซ์เพลิงวิหค คชสารเพชร และแมงมุมหมื่นพิษ"
หนิงเฟิ่งเอ่ยอย่างอธิบาย เขาเองก็มีสัตว์ิญญาคือฟินิกซ์เพลิงวิหค 1 ในสัตว์ดึกดำบรรพ์ และนี่เองทำให้เขาเป็ที่ยอมรับถึงแม้จะขึ้นเป็เ้าสำนักั้แ่อายุยังน้อย นอกจากมีสัตว์ิญญาที่แข็งแกร่งแล้ว ความสามารถเขายังถือว่าไม่เป็รองใคร
"เป็ไปได้เช่นไร การทดสอบพลังิญญาของนางครานั้นยังพบว่าสัตว์ที่เป็เพียงนกพิราบขาว อีกทั้งเป็นกพิราบที่ไม่มีพลังิญญา แค่ปลุกพลังิญญายังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ"
"จะเป็ไปได้หรือไม่ว่า เป็เพราะฟินิกซ์ขาววิหคเหินตัวนี้ เมื่อครั้งตอนตรวจสอบพลังิญญาตอนที่มันยังเล็กจะมีลักษณะเหมือนอย่างนกพิราบ"
หนิงเฟิ่งเอ่ยอย่างใช้ความคิด
"นั่นก็มีทางเป็ไปได้"
"เ้าไปเชิญท่านผู้เฒ่าเซียวเซ่อ ผู้ที่ปลุกพลังิญญาของนางครานั้นมาพบข้าที"
"ขอรับ"
หยงอี๋รับคำสั่งและเดินออกไปในทันที หนิงเฟิ่งรินชาและยกมันขึ้นดื่มอีกครั้ง พร้อมมองทัศนียภาพด้านหน้า 'หากนางมีพลังิญญาชั้นสูงจริง เหตุใดไม่เอ่ยปากบอกผู้ใดแต่กลับเก็บงำมาได้จนถึงเพียงนี้ ยอมให้ผู้คนหัวเราะเยาะว่าเป็คนไร้ค่า หรือแท้จริงแล้วพลังิญญานี้พึ่งปรากฏขึ้น' ชายหนุ่มเอ่ยกับตนเองในใจ จากนั้นส่ายหัวไล่ความคิดและเดินเข้าตำหนักของตนเองไป
.
แสงอาทิตย์ในยามสาย สอดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ทำให้หญิงสาวที่นอนหลับมายาวนานถึง 2 วันตื่นขึ้น ใบหน้าขาวเนียนแต่กลับดูซีดจนน่าสงสาร ขนตางอนยาวค่อยๆ กะพริบช้าๆ เพื่อปรับสายตา ภาพห้องที่คุ้นเคยทำให้ฟางเหนียงถึงกับถอนหายใจ มาโลกนี้เพียงไม่กี่วันแต่เกือบรักษาชีวิตไม่รอดถึง 2 รอบ หญิงสาวพยายามจะขยับร่างกายลุกขึ้น แต่กลับไร้เรี่ยวแรงและรู้สึกเจ็บไปทั้งตัว ดวงตางามมองดูสภาพร่างกายที่พันไปด้วยผ้าพันแผลก็ไม่แปลกใจที่ตนรู้สึกระบมไปมากขนาดนี้
แต่การนอนเฉยๆ บนเตียงมานานถึง 2 วัน ทำให้นางคอแห้งและรู้สึกกระหายน้ำ ร่างกายที่ไม่มีแรงขยับจึงทำได้เพียงเอื้อมมือไปหยิบกาน้ำชาที่วางบนโต๊ะข้างเตียง
เพล้ง!
เสียงถ้วยชาที่หญิงสาวพยายามเอื้อมหยิบมันตกแตกลงพื้น ทำให้หญิงสาวอีกคนที่อยู่หน้าห้องวิ่งเขามาอย่างรวดเร็ว
"เ้าเป็อันใดหรือไม่"
"จ้าวเย่ว เหตุใดเ้าถึงอยู่ที่นี่"
ฟางเหนียงเอ่ยถามด้วยความสงสัย นางคิดว่านางอยู่คนเดียวเสียอีก
"ท่านรองเ้าสำนักให้ข้ามาดูแลเ้าตอนที่เ้าไม่ได้สติ ขณะที่รอรับสมัครคนรับใช้ใหม่ให้เ้า"
"เป็เช่นนั้น"
"เ้าฟื้นก็ดีแล้ว เมื่อสักครู่เ้าจะกินน้ำใช่หรือไม่"
จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นพลางเดินมารินน้ำให้นาง ฟางเหนียงรับมาดื่มถึง 2 รอบ ก่อนที่จะลงไปนอนเช่นเดิม
"ข้าสลบไปนานหรือไม่"
" 2 วัน"
"นานขนาดนั้น หลายวันมานี้รบกวนเ้าแล้วที่ดูแล"
ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ วันนี้นางก็อยากที่จะทำความรู้จักกับจ้าวเย่วให้มากขึ้น วันนั้นนางเองก็ไม่มีเวลา วันนี้คงต้องหาทางหว่านล้อม การมีสหายก็นับว่าดีกว่าอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว
"รอสักครู่เดี๋ยวข้าไปนำยาที่ต้มมาให้"
จ้าวเย่วเอ่ยจบก็เดินออกไป ทำให้ฟางเหนียงมีเวลานึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 2 วันก่อน เมื่อครั้งที่โดนเสือตัวนั้นกัดตัวนางสิ้นหวังเป็อย่างมาก คิดว่าเช่นไรก็ไม่มีทางรอด แต่จู่ๆ ตอนที่ท่านเ้าสำนักหนิงเฟิ่งมาช่วยไว้ได้ทันเวลา ความรู้สึกตอนนั้นทั้งดีใจและมีหวังทำให้นางอดที่จะรู้สึกดีไม่ได้จริงๆ แต่ก่อนที่นางจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ จ้าวเย่วก็นำยาเข้ามาก่อน
"เ้าแน่ใจหรือว่านี่คือยาที่ช่วยให้ข้าหายดีไม่ใช่ยาพิษ"
ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นขณะที่ชี้ไปที่ถ้วยยาที่เป็ยาต้มน้ำสีดำ กลิ่นที่โชยออกมาก็รับรู้ได้ถึงความขม หากนางดื่มเข้าไปคงต้องขมจนต้องตายอีกรอบเป็แน่
"ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าเด็กน้อยไม่โตเช่นเ้าต้องร้องไม่กินยาเป็แน่"
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นที่หน้าประตู และตามมาด้วยร่างของชาย 2 คน
"คารวะท่านเ้าสำนัก รองเ้าสำนัก"
จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าคารวะคนทั้ง 2 ทันที ส่วนฟางเหนียงเพียงเอ่ยขึ้นแต่ไม่ได้ทำท่าคารวะเป็เพราะนางยังาเ็อยู่ หยงอี๋ยิ้มให้คนทั้งคู่และรับถ้วยยามาจากจ้าวเย่ว
"เ้าไปพักเถอะ"
จ้าวเย่วที่ได้ยินเช่นนั้นจึงทำความเคารพก่อนที่จะเดินออกไป ส่วนหนิงเฟิ่งเองก็ยืนห่างออกไปด้วยใบหน้าเรียบนิ่งไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา ฟางเหนียงเหลือบตามองเขาเล็กน้อย 'หนอยแน่เมื่อสักครู่ข้าอุตส่าห์แอบชมที่ท่านมาช่วยไว้ได้ทัน ดูจากท่านตอนนี้เหมือนโดนบังคับให้มาอย่างไรอย่างนั้น' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจก่อนที่จะไม่ได้สนใจเขาอีก หยงอี๋นั่งลงที่เตียงและหยิบผลไม้เชื่อมออกมาตรงหน้า
"มีสิ่งนี้แล้ว เ้าจะดื่มยาได้หรือยัง"
หยงอี๋เอ่ยอย่างด้วยเสียงอบอุ่น ฟางเหนียงยิ้มกว้างให้กับเขา หญิงสาวรู้สึกอบอุ่นราวกับว่าเขาคือพ่อของนาง 'แต่ท่านกลับหล่อเกินไปที่จะเป็พ่อข้านะเ้าคะ'
"ข้าโตแล้วนะเ้าคะ ยาเพียงแค่นี้เหตุใดข้าถึงจะไม่กล้ากินมัน"
ฟางเหนียงยกยาขึ้นดื่ม แต่ทันทีที่ยาจรดริมฝีปากความใจสู้เมื่อสักครู่กลับหายไปทันที ใบหน้าของนางยับยู่ยี่อยากที่จะอาเจียนเต็มทน แต่เื่ของศักดิ์ศรียอมกันไม่ได้ อุตส่าห์พูดไปขนาดนั้นแล้วก็จำใจต้องกลืนมันลงในที่สุด และรีบหยิบพุทราเชื่อมเข้าปากอย่างรวดเร็ว
“ว่าแต่ท่านมาหาข้าถึงที่นี่มีเื่อันใดหรือเ้าคะ”
ฟางเหนียงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะขนาดครั้งก่อนนางจมน้ำจนรักษาชีวิตแทบไม่รอดและสลบไปหลายวัน ไม่เพียงไม่มาเยี่ยมยังไล่คนรับใช้ออกจนหมด ครั้งนี้ไม่เพียงรองเ้าสำนักที่มาแต่เ้าสำนักยังมาอีกด้วย
“ข้าแค่อยากให้เ้าร่วมมือกับข้าหน่อย”
หยงอี๋เอ่ยด้วยเสียงอบอุ่น และก็มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เป็ชายชราอายุมากแล้ว ทั้งหนวดยาวและผมขาวไปจนแล้ว ที่หน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มอย่างผู้มีเมตตา
“ท่านผู้นี้คือผู้เฒ่าเซียวเซ่อ เ้าคงเคยได้พบเจอท่านแล้ว”
ฟางเหนียงที่ได้ยินกลับมีท่าทางสงสัยอย่างเห็นได้ชัดจนผู้เฒ่าเีเ่เองก็สังเกตได้ นางคงจำข้าไม่ได้กระมัง
“ข้าคือผู้ที่ช่วยตรวจสอบและปลุกพลังิญญาให้เ้าเมื่อ 10 ปีก่อน นานขนาดนี้เ้าจะจำไม่ได้ก็ไม่แปลก”
“คารวะเ้าค่ะท่านผู้เฒ่าเซียวเซ่อ”
“แล้วครั้งนี้…..”
“อ่อ ท่านเ้าสำนักอยากให้ตรวจสอบพลังิญญาของเ้าอีกครั้ง”
เป็หยงอี๋ที่อธิบายให้นางเข้าใจ ฟางเหนียงมองไปทางหนิงเฟิ่งที่กำลังนั่งดื่มชาด้วยท่าทางสงบนิ่ง กลิ่นอายของความสุขุมและเ็าที่มีต่อนางส่งมาทางหญิงสาวจนััได้
“เช่นนั้นข้าต้องทำเช่นไรเ้าคะ”
ผู้เฒ่ายิ้มออกมา จากนั้นถ่ายทอดพลังเป็แสงสีทองกระจายรอบตัว หิ่งห้อยนับร้อยบินวนรอบตัวเขาเหมือนมันคือพลังิญญาของท่านผู้เฒ่าเซียวเซ่อ แสงของมันระยิบระยับ ภาพตรงหน้างดงามจนนางอดที่จะยิ้มออกมากับภาพที่เห็นไม่ได้
“พลังิญญาของข้าคือหิ่งห้อยศักดิ์สิทธิ์ เอาล่ะต่อไปข้าจะเริ่มปลุกพลังิญญาในตัวเ้า”
ชายชราวาดแขนรวบรวมพลัง หิ่งห้อยตัวหนึ่งบินมาเกาะที่นิ้วของชายชรา มันค่อยๆ บินช้าๆ มาทางฟางเหนียง แสงสีทองลอยออกมาจากตัวมันจากนั้นบินไปเกาะที่ระหว่างคิ้วของหญิงสาว ความอบอุ่นของแสงเ่าั้ทำให้ฟางเหนียงจิตใจสงบ ทันทีที่หิ่งห้อยบินมาเกาะหญิงสาวจึงหลับตาลงจากนั้นหิ่งห้อยตัวนั้นค่อยๆ สลายตัวกลายเป็สัญลักษณ์รูปเพชรสีขาว แสงสีขาวสว่างออกมาจากระหว่างคิ้ว พร้อมกับร่างของหญิงสาวที่ค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือพื้น ทุกคนที่ได้เห็นต่างตกตะลึงมองนางด้วยใบหน้ายินดี แสงสีขาวเป็แสงของพลังิญญาที่แข็งแกร่ง ครานี้ก็เหลือเพียงว่าสัตว์ิญญาของนางจะเป็สัตว์ชนิดใดและใช่สัตว์ที่พวกเขาคาดการณ์ไว้หรือไม่
แสงสีขาวเป็คลื่นดั่งสายน้ำล่องลอยจากตัวหญิงสาวไปที่เหนือศีรษะของนาง จากนั้นรวมกันเป็สัตว์ขนาดใหญ่ตัวสีขาวรูปร่างสูงราว 3 เมตร
ฟรี๊ก~~~~
นกตัวสีขาวทั้งตัวกางปีกกว้าง พร้อมทั้งส่งเสียงร้องออกมาอย่างประกาศความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ปีกของมันทั้งกว้างและใหญ่จนทำเอาของตกแต่งภายในห้องแตกกระจายไปทั่วทั้งห้อง ทุกครั้งที่กระพือปีกพัดเอาความเย็นจนของบริเวณกลายเป็น้ำแข็ง ปีกสวยพลิ้วไสวส่งกลิ่นหอมสะอาดแต่กลับเย็นสดชื่นออกมา ที่ร่างกายฟางเหนียงตอนนี้มีบางอย่างเปลี่ยนแปลง ดวงตางามเปลี่ยนเป็สีฟ้าคราม ผมยาวมีแสงสีฟ้าเหมือนเป็หยดน้ำกระจายไปทั่วทุกบริเวณ
“นี่มัน….นี่มันฟินิกซ์ขาววิหคเหิน”
ผู้เฒ่าเซียวเซ่อเอ่ยออกมาด้วยความใ ทั้งชีวิตที่เขาปลุกพลังิญญา เพียงเคยพบผู้ที่มีพลังิญญาของสัตว์ระดับสูงเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน เขาเองก็ยังไม่เคยได้พบเจอเพียงเคยได้ยินท่านอาจารย์ที่ล่วงลับของตนเอ่ยเท่านั้น วันนี้เขามีเกียรติได้เป็ผู้ปลุกมันขึ้นมาเองนับว่าทั้งชีวิตของเขาคุ้มค่าแล้ว
แต่ขณะนั้นจู่ๆ ฟางเหนียงที่ลอยอยู่เหนือพื้นก็กระอักเืออกมาคำโต โลหิตสีแดงหยดลงบนพื้นด้านล่างขณะที่ร่างของนางเองก็กำลังร่วงลงมาที่พื้น หนิงเฟิ่งเหลือบไปเห็นเศษไม้ที่แหลมคมจากการปล่อยพลังิญญาจนข้าวของเสียหาย ด้วยความเร็วของเขาจึงพุ่งออกไปรับร่างของนางได้ทันท่วงที กลิ่นหอมสะอาดจากตัวชายหนุ่มทำให้ฟางเหนียงรู้สึกประหม่า หัวใจของนางเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ แต่เพราะตอนนี้ร่างกายไม่อาจฝืนต่อไปได้แล้ว เปลือกตาบางค่อยๆ หลับลงก่อนที่จะสลบไปอีกครั้ง
“พลังที่นางปล่อยออกมามีมากจนเกินไป อีกทั้งร่างกายของนางยังล้มป่วยมันเกินขีดจำกัดของนาง เช่นนั้นวันนี้ก็พอเท่านี้เถอะ”
หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นเป็ครั้งแรกั้แ่มาที่นี่ ขณะที่มือก็ยังคงส่งพลังภายในไปที่ตัวหญิงสาวเพื่อเพิ่มพลังิญญา
“ที่นี่พังจนหมดแล้ว พานางไปพักที่เรือนข้าก็ได้ขอรับ”
หยงอี๋เอ่ยอย่างแสดงความคิดเห็น หนิงเฟิ่งพยักหน้าเห็นด้วย และอุ้มนางออกจากเรือนไป
ระหว่างทางไปเรือนมณีเมฆา
“นั้นเ้าสำนักนิ่ เหตุใดถึงได้อุ้มแม่นางฟางเหนียงเช่นนั้น”
เสียงศิษย์ในสำนักเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเ้าสำนักของตนอุ้มหญิงสาวออกมา
“นางอาจจะเรียกร้องความสนใจอะไรก็ได้ เ้าไม่เห็นหรือไม่ได้มีเพียงเ้าสำนัก แต่ยังมีรองเ้าสำนักที่เดินตามหลังอยู่ด้วย”
ศิษย์อีกคนเอ่ยเสริม แต่ขณะนั้นเองเป็จังหวะที่หญิงสาวหน้าตางดงาม รูปร่างบอบบางออกไปทางน่ารักน่าทะนุถนอม สวมชุดสีชมพูดูสดใส วางท่าทีสง่างาม มองตามแผ่นหลังกว้างของชายที่ตนเองรักกำลังอุ้มหญิงสาวที่ตนเกลียด มือบางกำเข้าหากันแน่นแต่ใบหน้ากลับเปื้อนรอยยิ้ม เหมือนกับว่าตนไม่ได้รู้สึกอันใดกับภาพตรงหน้า
“คารวะแม่นางเหลียนฮวา ท่านมาพบเ้าสำนักหรือขอรับ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้หญิงสาวรู้สึกตัว ก่อนที่จะหันหน้าไปทางต้นเสียง หญิงสาวยิ้มกว้างอย่างเป็มิตร เพราะผู้นี้คืออาเหยาที่นางรู้จักและคุ้นเคยเป็อย่างดี เขาคือผู้ช่วยของเ้าสำนักหนิงเฟิ่งชายที่ตนเองรักนั่นเอง
“เ้าค่ะ ข้ามิได้นัดไว้ล่วงหน้ามิรู้ว่าเ้าสำนักยุ่งอยู่หรือไม่”
เสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“หากเป็ท่าน เ้าสำนักยินดีอยู่แล้วขอรับ เช่นนั้นแม่นางไปรอที่ตำหนักหลิวรุ่ยก่อน ตอนนี้เ้าสำนักกำลังติดธุระเพียงครู่”
หญิงสาวยิ้มกว้างเหมือนว่าตนไม่ได้เห็นอันใดเมื่อสักครู่ และเดินตามอาเหยาไป ตลอดทางศิษย์คนอื่นต่างมาดูแม่นางเหลียนฮวาที่งดงาม เสียงเอ่ยชมมีให้ได้ยินไม่หยุด หญิงสาวยิ้มให้ทุกคนอย่างพอใจถึงอย่างไรสำนักแห่งนี้ต้องมีเพียงตนเท่านั้นที่ได้เป็นายหญิงใหญ่
---------
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว