“โฮกกกก!”
เสียงคำรามของฮ็อบกอบลินตัวที่สองสะท้านไปทั่วป่า กอบลินกว่าหกสิบตัวที่กำลังรุมล้อมกลุ่มนักผจญภัยพลันชะงัก แล้วครึ่งหนึ่งหมุนตัวกลับ พุ่งโถมเข้าใส่กลุ่มของพวกเขาราวกับคลื่นซัดซาด
ลูกศรพุ่งวูบตัดอากาศ นิโคลัสยิงออกไปก่อนเช่นเคย แต่ครั้งนี้เหล่ากอบลินกระจายตัวออกเป็วงกว้าง โอบล้อมเข้ามารอบด้าน ทำให้การโจมตีของเขาแทบไร้ผล
ลูกศรจากกอบลินพุ่งสวนกลับเข้ามาจากหลายทิศ แม้อีริคจะร่ายเวทไฟสกัดไว้ได้มาก แต่ได้เพียงด้านหน้าเท่านั้น
“เซลวา ธรัล!”
เสียงคำร่ายดังกังวาน เถาวัลย์จำนวนมากผุดพรวดขึ้นจากพื้นหิมะด้านหลัง โบกสะบัดไปมาจนเกิดลมกรรโชก ปัดลูกศรทางด้านข้างและหลังกระจายไปหมดสิ้น
“ป้องกันด้านหน้าไว้! ด้านข้างและหลังข้าจัดการเอง!”
เสียงตวาดของชายชราทำให้ทุกคนกลับเข้าสู่สมาธิ
“เ้าพวกตัวเหม็น! เข้ามาหาที่ตายกันได้เลยิ!!
แฮร์รี่ชูโล่ขึ้น ะโก้องเรียกการโจมตี ใช้ทักษะยั่วยุของอัศวินสายป้องกันเพื่อเบี่ยงความสนใจของศัตรู เปิดช่องให้บอริสและเลวานฟาดฟันอย่างแม่นยำ
เสียงดาบฉีกผ่านร่าง โลหิตเขียวสดสาดกระจาย แต่กอบลินกลับไร้ความหวาดกลัว ยังคงโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
“เทนดรัส วอลท์!
เวทสายฟ้าของนิโคลัสถูกร่ายออกไปอย่างต่อเนื่อง โจมตีไปยังแนวหน้า ทำให้กอบลินตัวที่โดนร่างกระตุกชั่ววูบ กลายเป็ช่องว่างเพียงพอให้นักดาบทั้งสองตัดจบได้ในพริบตา
แจ็คที่ไม่ต้องระวังแนวหลังอีกแล้ว ช่วยอีริคยิงต้านกอบลินพลธนู แม้ฝีมือไม่เฉียบคม แต่พอขัดจังหวะศัตรูไม่ให้ปล่อยลูกธนูได้เต็มที่
อังเดร นักเวทขาว แม้ไม่ได้สู้ แต่ยังคอยร่ายเวทฟื้นฟูให้แนวหน้าอย่างไม่ขาดตอน รักษาเสถียรภาพของขบวนเอาไว้
เถาวัลย์หนาทึบที่บังเป็กำแพงทางด้านข้างและด้านหลัง ทำให้เหล่ากอบลินต้องหันมาโหมบุกด้านหน้าอย่างเดียว ทว่าไม่สามารถใช้ความได้เปรียบด้านจำนวนเข้าสู้ได้ พวกมันต่างล้มตายลงทีละตัว...
ฮ็อบกอบลินที่สั่งการอยู่ กู่ร้องด้วยความโมโห มันคว้าหินก้อนมหึมาใกล้ตัวแล้วขว้างเข้ามาอย่างแรง
“ไกรธารา วอร์ม!
กำแพงดินพุ่งขึ้นรับแรงกระแทกอย่างเฉียบพลัน จากจอมเวทรอยที่เฝ้าสังเกตมันอยู่ตลอด
เสียง โครม! ดังก้องหินกระแทกกำแพงเข้าเต็มแรงจนเกิดรอยร้าว
เขาถอนเวททันทีเพื่อไม่ให้บดบังการมองเห็น
“ดันเข้าไป! มุ่งหน้าฮ็อบกอบลิน!!”
เสียงสั่งการเฉียบขาด
“สังหาร!!”
เสียงขานรับจากแนวหน้าดังกึกก้อง
แนวรบพุ่งทะลวงเข้าไปโดยไม่หยุด บอริสออกแรงผลักนำหน้า ดาบของเลวานและแฮร์รี่ขยับอย่างสอดประสาน ใบดาบวูบไหวสะบัดไปมา ล้มศัตรูในทุกย่างก้าว
นิโคลัสยังคงร่ายเวทสายฟ้าอย่างต่อเนื่อง เวทเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับคลังมานาของเขาไม่มีวันหมด
อีริคยังประคองแนวกลาง ยิงเวทไฟเพื่อสกัดธนูที่ยังลอยมาจากแนวรอบนอก
เขาเหลือบมองนายน้อย.. ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ ด้วยความชื่นชม
ฮ็อบกอบลินที่เห็นสถานการณ์เลวร้าย รีบกู่เรียกอีกตัวเข้ามาสมทบ
แต่พ่อบ้านไม่ปล่อยให้พวกมันรวมตัวกัน เขารีบปล่อยเวทออกไปทันที
“เทนดรัส วอลท์!”
สายฟ้าสีขาวขนาดใหญ่กว่าของชายหนุ่มเกือบสามเท่า พุ่งไปที่ฮ็อบกอบลินตัวแรก ฟาดเปรี้ยงเข้ากลางอก ร่างมันล้มตึงทันที
“ดารัคซ์ ไกรอัน!”
ครั้งนี้เงียบสนิท หอกแหลมจากพื้นดินพุ่งทะลุศีรษะของมันอย่างแม่นยำ
“ข้านึกว่าท่านใช้เวทสายฟ้าไม่ได้?”
เด็กหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงแฝงความทึ่ง
“เทียร์สี่ใช้เวทพื้นฐานได้เกือบทุกธาตุนั่นแหละ แค่ไม่อยากใช้เท่านั้น”
เสียงตอบกลับราบเรียบ
“อย่าเสียสมาธิ!”
เสียงปรามเบา ๆ ให้เขากลับไปสนใจการต่อสู้ตรงหน้า
ฮ็อบกอบลินตัวสุดท้ายชะงักเท้าทันทีเมื่อเห็นเพื่อนล้มลงและตายลงอย่างรวดเร็ว
สายตาของมันสั่นระริก หันมองดูพวกเหล่ากอบลินที่ล้มลงเรื่อย ๆ จนเหลือไม่ถึงสามสิบตัว
ฝ่ายมนุษย์เริ่มได้เปรียบด้านจำนวนแล้ว
จากนั้นมันกู่ร้องสุดเสียง
“อ้า!!!”
ร่างใหญ่หันหลังกลับวิ่งเข้าป่าลึก โดยไม่สนใจกอบลินที่วิ่งตามหลังไป
เมื่อไม่มีเงากอบลินเหลืออยู่ในบริเวณนั้นอีกแล้ว ทั้งสองกลุ่มจึงลดอาวุธลง โดยยังไม่เก็บมันเข้าไป พวกเขาไม่วางใจเสียทีเดียว
ชายวัยกลางคนร่างใหญ่ในชุดฮันเตอร์ก้าวออกมาจากกลุ่ม แล้วเดินเข้าหากลุ่มคนภายใต้หน้ากากดำอย่างระมัดระวัง โดยไม่มีอาวุธในมือ และหยุดลงเมื่ออยู่ห่างราวสิบเมตร
เขาก้มศีรษะ คารวะด้วยท่าทีสุภาพ ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ข้าน้อย บราม ตัวแทนกลุ่มนี้ ขอขอบคุณท่านผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพวกเรา หากไม่มีพวกท่าน... พวกข้าคงสิ้นชื่อภายในป่าแห่งนี้ไปแล้ว”
ชายชราพยักหน้าเล็กน้อยก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความหนักแน่นชัดเจน
“ไม่ต้องพิธีมาก ของที่พวกข้าจัดการ เป็ของพวกข้า เ้าเห็นด้วยไหม?”
คำพูดตรงไปตรงมาไม่มีความอ้อมค้อม บรามรีบผงกศีรษะตอบทันที
“แน่นอนอยู่แล้วขอรับ”
“ดี.. ทีนี้ไปตามสาวน้อยคนนั้นมาพบข้า ข้ามีบางอย่างจะเตือน”
บรามชะงักทันที สีหน้าตื่นตระหนกน้อย ๆ
ชุดคลุมที่คุณหนูของเขาสวมอยู่นั้น ออกแบบมาเพื่อพรางรูปร่างโดยเฉพาะ อีกทั้งยังอยู่ในชุดชายยิ่งแทบไม่มีช่องโหว่ให้จับพิรุธได้
พ่อบ้านรอยเห็นสีหน้าของบรามก็เอ่ยเสียงเรียบ
“หากข้าคิดร้าย ข้าแค่ปล่อยให้พวกเ้าาเ็หนักกว่านี้แล้วค่อยยื่นมือช่วย.. ไม่ดีกว่าหรือ?”
น้ำเสียงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้อยคำสุดท้ายกดต่ำ ทำให้รู้สึกราวสายลมหนาวพัดผ่านต้นคอ บรามรีบพยักหน้าแล้วหมุนตัวกลับไป
ไม่กี่นาทีต่อมา บรามกลับมาพร้อมผู้สวมฮู้ดปิดหน้ามิดชิด ชุดคลุมยังคงพรางรูปร่างได้ดี
“ข้าน้อย เซอรินา ขอขอบพระคุณอย่างสูงที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้”
แม้เสียงคล้ายเด็กหนุ่ม แต่กริยานอบน้อมอย่างสง่างามในแบบกุลสตรี
“ข้าไม่ชอบเสียเวลาพูดมากนัก เ้ากลับไปแจ้งบิดาเื่ที่เกิดขึ้น บอกเขาด้วยว่า มีผู้ชักใยอยู่เื้ั อีกทั้งเ้ายังควรยอมรับความผิดและขออภัยโทษให้คนของเ้า เพราะเื่นี้ทั้งหมด.. สาเหตุมาจากเ้า”
คำพูดของพ่อบ้านเฉียบขาด สาวน้อยในฮู้ดชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะก้มศีรษะรับอย่างเงียบงัน
พ่อบ้านรอยกำลังจะหมุนตัวเดินจาก แต่เสียงใส ๆ ดังขึ้นเื้ั
“ช้าก่อนท่าน.. ท่านรู้จักข้าหรือ?”
แม้ยังไม่เปิดฮู้ด แต่เพียงเสียงใสดังกระพรวน หากเป็ในเมืองสามารถทำให้นักรบหนุ่มส่วนใหญ่หันขวับมาแทบพร้อมกัน
“ั์ตาและเส้นผมสีคราม..”
ชายชราเอ่ยเสียงเรียบ
“นิสัยซุกซน แม้ถูกเลี้ยงดูเยี่ยงกุลสตรีแต่กลับชอบขี่ม้าและฟันดาบ ยามปลุกพลังแล้วรู้ว่าเป็นักเวทสายรักษา ถึงกับร้องไห้ข้ามวันข้ามคืน.. ชื่อเสียงของเ้า โด่งดังไปทั้งจักรวรรดิ ยังต้องให้ข้าพูดอีกหรือ?”
ใต้ฮู้ด แม้จะมองไม่เห็น แต่ทุกคนก็จินตนาการได้ว่าใบหน้าใต้ผ้านั้นคงแดงระเรื่อจนไม่รู้จะเอาไว้ไหน เธอได้แต่บ่นในใจ ไม่น่าถามเลยจริงๆ...
บรามที่ยืนอยู่ด้านหลัง แอบกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น
“ลูกนกขนยังไม่ขึ้น แต่อยากบินให้สูง ทำคนอื่นเดือดร้อนไปหมด..”
เสียงพึมพำเบา ๆ ของชายหนุ่มใต้หน้ากาก ทว่าเพราะเป็จังหวะที่ทั้งกลุ่มเงียบอยู่ เสียงนั้นกลับได้ยินชัด
“เ้า!! ว่าใครขนยังไม่ขึ้น! แน่จริงก็เปิดหน้ามาคุยกันซิ!!”
เสียงตวาดแฝงความขุ่นเคือง แต่น้ำเสียงสดใสนั้น กลับฟังดูน่ารักจนชายบางคนถึงกับหลุดยิ้ม
“เอ่อ.. ข้าขอโทษ ข้าเผลอพูดไปหน่อย”
นิโคลัสรีบก้มหัวขอโทษอย่างจริงใจ
“ถ้าแน่จริง เ้าก็ถอดหน้ากากออกให้ข้าเห็นสิ! หรือกลัวจนหัวหดเป็ลูกเต่าไปแล้ว?”
เสียงใส ๆ ยังคงขุ่นเคืองไม่หาย
“ถ้าข้าถอดแล้วเ้ากล้าเปิดหน้าไหม?”
ชายหนุ่มถามกลับอย่างท้าทาย
ยังไม่ทันที่ใครจะทันได้ห้าม ฮู้ดของอีกฝ่ายก็ถูกเปิดออกอย่างหุนหัน
ใบหน้ารูปไข่ จมูกโด่งเชิดเล็กน้อยแสดงความมั่นใจ ผิวขาวราวหยกชั้นดี เส้นผมสีครามมัดรวบเรียบ ดวงตากลมสีครามสดใสแฝงแววซุกซน ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นด้วยความขัดเคือง
“ข้าเปิดแล้ว.. เหลือแค่ลูกเต่าที่ไม่กล้าเปิดหน้านั่นแหละ!”
นิโคลัสถอนใจ
“หน้าตาเ้าก็สวยดี.. แต่นิสัยแบบนี้”
เขากล่าวพร้อมถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มของเด็กหนุ่ม เพียงอยู่ในระดับทั่วไป แต่ก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยเฉพาะผมขาวบริเวณใบหูทั้งสองข้างที่โดดเด่นเป็พิเศษ
“หน้าตาก็แค่พอใช้ ยังกล้าปากดี!”
เซอรินาเอ่ยเหน็บทันควัน แต่ดูเหมือนน้ำเสียงกลับอ่อนลงเล็กน้อย
“น่าสงสารว่าที่สามีเ้าในอนาคต..”
ไม่ทันที่นิโคลัสจะจบประโยค เสียงของพ่อบ้านรอยก็ดังแทรกขึ้น
“พอได้แล้ว! ไปหาเื่กันในสถาบันวาลเดียลาเถอะ ที่นี่ไม่ควรอยู่นาน”
สิ้นคำ เขาหันไปทางบราม
“รีบพาคนของเ้ากลับเมืองหลวงทันที แจ้งข่าวเหตุการณ์นี้ให้เ้าเมืองใกล้เคียงทราบ และเพิ่มองครักษ์เข้ามาก่อนเดินทางกลับ ตอนนี้เื่ความปลอดภัยต้องมาก่อน”
จากนั้นหันไปทางเซอรินา
“ระหว่างทาง เ้าควรไตร่ตรองดูให้ดีว่าต้องทำอย่างไร เพื่อไม่ให้พวกเขาโดนโทษหนัก ข้าจะดูผลเมื่อไปถึงเมืองหลวง หวังว่าเ้าจะจัดการได้อย่างดี”
คำพูดเรียบเฉย แต่แฝงแรงกดดันจนเซอรินาได้แต่พยักหน้าเงียบงัน
“แยกกันตรงนี้ แล้วพบกันใหม่”
ชายชราให้สัญญาณ ทุกคนขยับตัว แล้วหันเดินมุ่งสู่ป่าโปร่งรอบนอก
นิโคลัสหันกลับไปโบกมือให้อย่างเป็มิตร พร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ คล้ายจะอำลาอย่างสุภาพ
แต่คำตอบที่ได้กลับเป็.. กำปั้นที่ชูขึ้นตรงมาหาเขาอย่างสง่างาม
องครักษ์ที่เห็นถึงกับส่ายหน้าไปตาม ๆ กัน
เมื่อกลุ่มหน้ากากดำลับหายไปตามแนวต้นไม้ เซอรินาเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ท่านบราม.. ท่านพอจะรู้จักคนกลุ่มนั้นบ้างหรือไม่?”
“ไม่เลยคุณหนู ข้าไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับพวกเขามาก่อน”
บรามตอบด้วยสีหน้าจริงจัง แม้แววตาจะคลายลงหลังจากเหตุการณ์สงบแล้ว
“โชคดีที่พวกเขาไม่มุ่งร้าย ไม่เช่นนั้นพวกเราคงไม่รอด ทุกคนในกลุ่มนั้นล้วนอยู่ในระดับเทียร์สาม ยกเว้นเพียงเด็กหนุ่มคนนั้น.. ที่เป็เพียงนักเวทฝึกหัด”
เซอรินาเงียบไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวช้า ๆ
“ดูเหมือนหัวหน้ากลุ่มจะรู้จักกับท่านพ่อ.. ไว้ข้าจะลองถามท่านพ่อดูอีกที”
เธอหันไปมองบรามอีกครั้ง
“ที่เขาบอกว่า..ท่านจะเดือดร้อนเพราะข้า.. เื่นั้นจริงไหม?”
ชายวัยกลางคนก้มหน้าแน่นิ่ง ไม่กล่าววาจาใด นั่นก็เป็คำตอบที่ชัดเจนมากพอแล้ว
“ข้าขอโทษ.. ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเื่แบบนี้”
เซอรินาเอ่ยอย่างสำนึกผิด
“แต่ก่อนพวกเราก็ออกมากันหลายครั้ง ทำไมครั้งนี้ถึง.. เอาเถอะ ข้าจะรับผิดชอบเอง ท่านวางใจได้”
เธอหันไปมองแนวป่าที่กลุ่มนั้นจากไป แววตาทอดยาว คล้ายกำลังครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง..
พ้นแนวป่าทึบ ต้นไม้เริ่มเบาบางลง แสงอาทิตย์สาดลงมาระหว่างยอดไม้ ทำให้เห็นทางเดินได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นิโคลัสที่เดินอยู่ พลันเอ่ยถามขึ้น
“ท่านตา.. เด็กคนนั้นคือองค์หญิง เซอรินา วาลเดียลา ใช่หรือไม่?”
พ่อบ้านรอยหันกลับมา ยิ้มบาง ๆ ใต้แววตาคม
“ใช่ และเ้าตั้งใจแกล้งพูดแบบนั้นเพราะอยากเห็นหน้าเธอใช่ไหมล่ะ?”
“ฮ่าฮ่า.. ข้าไม่อาจปิดบังท่านได้เลยจริง ๆ ข้าเคยได้ยินคนในเมืองพูดถึงเธอมากมาย เลยอยากเห็นกับตาว่าสมคำร่ำลือหรือไม่”
“ถ้าเ้าอยากมีชีวิตในสถาบันที่สงบสุข ก็ควรหาทางคืนดีกับนางไว้เถอะ”
เสียงพ่อบ้านรอยแฝงความหวังดี แม้ดูเหมือนพูดเล่น แต่ผู้ที่คุ้นเคยกับเหล่าองค์หญิงเอาแต่ใจ ย่อมทราบดีว่าไม่ใช่เื่ง่ายหากมีปัญหาด้วย
“ขอรับ..”
นิโคลัสพยักหน้ารับอย่างรู้ตัว
พ่อบ้านเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกล่าวต่อ
“เมื่อพวกเราออกจากหมู่บ้าน เราจะตรงเข้าสู่เมืองหลวงโดยไม่แวะพักฝึกที่ใดอีก คงต้องรีบไปหาที่พัก และเตรียมให้เ้าพร้อมสำหรับการสอบ รวมถึงสืบข่าวให้แน่ชัดว่าวิธีสอบเปลี่ยนไปหรือไม่ ข้าเองก็ไม่ได้กลับไปนานมากแล้ว”
นิโคลัสคิดตาม ก่อนถามขึ้นด้วยความสนใจ
“ในการสอบ.. ข้าต้องประลองกับผู้สมัครคนอื่น เหมือนที่โซลมาหรือไม่?”
“ที่นี่ไม่เหมือนที่นั่น”
พ่อบ้านกล่าวพลางส่ายหน้าเบา ๆ
“จักรวรรดิเราต่อต้านการให้คนของตัวเองต่อสู้กันเอง ศัตรูของมนุษย์ คือสัตว์อสูร.. ไม่ใช่กันและกัน”
“ตอนที่ข้าสอนอยู่ การสอบแบ่งเป็สองส่วน—ทฤษฎี 30 คะแนน และปฏิบัติ 70 คะแนน ถ้าเป็สายต่อสู้ ก็ทดสอบด้วยการโจมตีเป้านิ่งกับเป้าเคลื่อนไหวสายอื่น ๆ ก็มีสอบตามลักษณะเฉพาะของแต่ละวิถี แล้วจึงรวมคะแนนเพื่อจัดลำดับเข้าศึกษา”
“ฟังดูยุติธรรมดีขอรับ”
นิโคลัสพยักหน้า
“ไม่อย่างนั้นวิถีที่ไม่ใช่สายต่อสู้ก็คงเสียเปรียบมาก”
“แต่ในข้อดีก็มีข้อจำกัด”
เสียงพ่อบ้านอ่อนลงเล็กน้อย
“ทรัพยากรถูกแบ่งไปหลายวิถี ทำให้พลังรบโดยรวมไม่เข้มข้นเท่าจักรวรรดิที่เน้นสายต่อสู้ เช่น โซลมา”
“ถ้าเกิดาจริง เ้าคิดว่าใครได้เปรียบ?”
ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยถามกลับ
“นี่เป็หนึ่งในเหตุผลที่พระปิตุลา้าโจมตีก่อนใช่ไหม? เพราะถ้าปล่อยไว้ จักรวรรดินี้จะเสียเปรียบตอนตั้งรับ?”
“ใช่ นั่นเป็หนึ่งในเหตุผล”
พ่อบ้านกล่าวเรียบ ๆ
“อีกอย่าง.. ความเป็อยู่ที่สุขสบาย ทำให้ผู้คนอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว ขณะที่โซลมา.. แม้ประชาชนไม่ถึงกับยากลำบาก แต่ทุกคนล้วนมีจิติญญานักสู้ฝังอยู่ในสายเื”
“แต่นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเรา เ้าเตรียมตัวสอบให้เต็มที่จะดีกว่า”
พ่อบ้านรอยยื่นตำราเล่มหนึ่งส่งให้เขา
“ประวัติศาสตร์จักรวรรดิวาลเดีย ข้ามั่นใจว่ายังมีออกสอบแน่ในภาคทฤษฎี”
นิโคลัสรับมา พลางเปิดดูขณะเดินไปอย่างช้า ๆ
“ตอนนี้ เ้ามีทุกอย่างพร้อมแล้ว”
เสียงชราดังขึ้นอีกครั้ง
“จะเป็หนึ่งในสิบหรือไม่.. อยู่ที่ตัวเ้าเอง”
กำแพงเมืองสูงตระหง่านเริ่มเผยตัวเมื่อมุมมองกว้างออก ยาวสุดสายตา
“ในที่สุด.. ก็ถึงเสียที”
ชายหนุ่มเอ่ยเบา ๆ ขณะจ้องไปยังแนวกำแพงสูงที่ทอดตัวขวางอยู่เบื้องหน้า เหนือประตูเมือง มีแผ่นศิลาขนาดใหญ่สลักคำว่า
‘วาลเดียลา’
“นี่แค่กำแพงเมืองเขตนอกเท่านั้นถ้าจะเข้าเขตเมืองชั้นใน หากออกเดินทางแต่เช้า กว่าจะถึงก็ราวเที่ยง”
เสียงพ่อบ้านดังจากเบื้องหน้า
“เย็นมากแล้ว คืนนี้เราจะพักกันที่เขตนอกก่อน”
พอจบประโยค ม้าของพ่อบ้านก็ชะลอเข้าสู่จุดตรวจ
เมืองหลวง วาลเดียลา
จุดเริ่มต้นของฮันเตอร์กลุ่มใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก ‘เขี้ยวอัสดง’
โอกาสครั้งใหม่ของ นิโคลัส
และการกลับมาของ.. จอมเวทรอย