“อ๊ะ…!”
อันเหลิ่งออกแรงกระแทก เครื่องเพศมหึมาแตะไปโดนต่อมลูกหมากโดยไม่ตั้งใจ ซูหลิงอินที่ชินกับความปวดร้าวพอถูกแรงกระแทกอันซ่านเสียวกะทันหันนี้กระตุ้นก็ร้องเสียงหลง อ่อนระทวยลงอย่างหมดแรง
ความเสียวซ่านปนเปกับความเจ็บจากแผลฉีก ทั้งพิลึกและทุกข์ทรมาน ทว่าเมื่อมีจุดเริ่มต้นแล้ว ทุกอย่างหลังจากนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป อันเหลิ่งจากที่สอดเสียดหยั่งเชิงเริ่มกระแทกกระทั้นด้วยความจงใจราวกับ้าทารุณ
ซูหลิงอินร้องไห้ด้วยความเหลือทน ความเจ็บจากาแยังไม่ทันจางหาย ทว่ามันเริ่มไม่สำคัญแล้ว ความกระสันประหนึ่งยาพิษเข้าอาบไล้ ความเจ็บกะปริบกะปรอยกลับยิ่งปลุกเร้าให้ซาบซ่านทวีคูณ
“อันเหลิ่ง…!” ซูหลิงอินปิดตาครางเสียงสูง อาจเพราะในที่สุดก็ได้ผล อันเหลิ่งจึงชะงักงันไปชั่วขณะ ซูหลิงอินถือโอกาสนี้ยันกายเอื้อมมือไปเกี่ยวคออีกฝ่าย
การเคลื่อนไหวง่ายๆ แค่นี้กลับผลาญกำลังซูหลิงอินไปกว่าครึ่ง เขาแหงนหน้าหายใจถี่ อันเหลิ่งกระแทกกระทั้นในร่างเขาจนยากจะทนไหว ผิวกายแดงก่ำดุจลูกอิงเถา ราวกับเพียงบีบเบาๆ ก็ได้น้ำหวานหยาดเยิ้ม
“อือ อ๊ะ…” อันเหลิ่งซึ่งควบคุมตัวเองไม่ได้จงใจทรมานซูหลิงอิน จนผู้ถูกกระทำดำดิ่งอยู่ในห้วงแห่งกามารมณ์อีกครั้ง กัดริมฝีปากตัวเองแตกใน่สุดท้ายที่ยังหลงเหลือสติ ซ้ำแผลเดิมที่ถูกอันเหลิ่งกัดก่อนหน้านี้ เืไหลทะลัก ความเ็ปพลันกระตุ้นให้ได้สติ กลิ่นสนิมรุนแรงอบอวลในช่องปากจนต้องขมวดคิ้ว เต็มไปด้วยความรังเกียจและไม่พึงใจ
ซูหลิงอินพยายามข่มความกระสันที่โถมทับจากบั้นท้าย กระแสซาบซ่านคืบคลานขึ้นมาตามกระดูกสันหลังเหมือนกระแสไฟฟ้าบางเบาทำให้เขาตัวสั่นเทาไม่หยุด โดปามีน[1] อันล้นหลามเป็ผลให้เขาไม่อาจและไม่้าครุ่นคิด อยากเพียงปล่อยตัวปล่อยใจ
แต่เขารู้ผลลัพธ์ของการปล่อยตัวปล่อยใจ…นั่นต้องไม่ใช่สิ่งที่ตนอยากลิ้มลองแน่
ตายเหรอ
ช่างเป็เื่แสนง่ายดาย หากไม่ระวัง ตายขณะร่วมรักกับอันเหลิ่งก็คงไม่ใช่เื่น่าใเท่าไรมั้ง
ริมฝีปากแดงชาดของซูหลิงอินอ้าออก หายใจถี่กระชั้น อิงกายบนลำตัวอันเหลิ่ง หยาดน้ำตาชโลมผมยาวสีเงินยวงจนเปียกชุ่ม หากอันเหลิ่งยังมีสติเหลืออยู่คงเป็ภาพอันงดงามโศกศัลย์
ซูหลิงอินยกมืออย่างยากลำบาก ลูบไล้ดวงตาอันเหลิ่งแล้วเอียงศีรษะเล็กน้อย ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดข้างหูอีกฝ่าย
เขาข่มอารมณ์ร้องเสียงผะแ่เจือแววสะอื้นชวนปวดใจ “อันเหลิ่ง…อันเหลิ่ง มองฉันหน่อย ตื่นที…อันเหลิ่ง อันเหลิ่ง ได้สติสักที…”
เขาไม่รู้ที่มาที่ไป ยังคงติดอยู่ในกรงขังแห่งความมืด ด้วยความจนใจจึงต้องทำทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้
สถานการณ์นี้มาอย่างน่าแปลก จากไปอย่างน่าประหลาด
ซูหลิงอินรู้สึกได้ชัดเจนว่าท่วงท่าของอันเหลิ่งเริ่มมีความลังเล จึงร้องเรียกข้างหูเ้าตัวเบาๆ ควบคุมโทนให้เจือเสียงสะอื้นไห้อย่างเชี่ยวชาญ จริงครึ่งไม่จริงครึ่ง แสดงได้อย่างสมบทบาท
สุดท้ายเขายังทำถึงขั้นป้ายน้ำตากับเรือนผมยาวของอันเหลิ่ง ซุกศีรษะกับแผงอกฝ่ายนั้นราวเด็กแรกเกิด เส้นผมสีเงินยวงแผ่สยายปกคลุมจุดเปราะบางบนกายเขา ให้ความรู้สึกคันยุบยิบยามพาดผ่าน
ในที่สุดเขาก็ได้ยินถ้อยคำขอโทษที่เหมือนเสียงทอดถอนใจแ่เบา “ขอโทษ…”
อันเหลิ่งก้มจูบซับหางตาและพวงแก้มซูหลิงอินเหมือนแมวน้อย ท่าทางหวาดกลัวระมัดระวัง เอ่ยซ้ำเบาๆ “ขอโทษ…นายยินดีฟังฉันอธิบายไหม”
ซูหลิงอินเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาเปียกชื้นเบิกกว้าง เนื่องจากมองไม่ชัดภาพตรงหน้าจึงพร่าเลือน ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ไร้เดียงสามากขึ้น เขาสูดจมูกราวกับ้าออดอ้อน “อันเหลิ่ง ฉันทรมานเหลือเกิน นายขยับตัวหน่อย…”
จิตใจของอันเหลิ่งเป็ไปตามการควบคุมของซูหลิงอิน เขาก้มหน้าอย่างอ่อนโยน จุมพิตหน้าผากผู้ร้องขอราวเป็สิ่งล้ำค่า
เขากอดซูหลิงอิน ค่อยๆ ขยับเขยื้อนในกายอีกฝ่าย มองจดจ้องอยู่อย่างนั้น จับตาดูอาการเขาเอาไว้ ท่วงท่าอ่อนโยนเป็สุภาพบุรุษราวกับคนละคน
“อือ อือ อ๊ะ…เร็วขึ้นอีกหน่อย…อ๊ะ…” ซูหลิงอินปล่อยใจร้องออกมา มือข้างหนึ่งไล้ััท้ายทอยอันเหลิ่งเงียบๆ นั่นเป็จุดอ่อนของสิ่งมีชีวิต
ฝ่ายที่เคลิบเคลิ้มดูเหมือนจะเป็เขา ฝ่ายที่ถลำลึกกลับเป็อันเหลิ่ง
อันเหลิ่งไม่เห็นเป็เื่ใหญ่ สายตานุ่มนวลราวสายน้ำ
“อ๊า…!” ซูหลิงอินเสร็จสมอารมณ์หมายตามคาด ของเหลวขาวขุ่นกระเด็นใส่่ท้องอันเหลิ่ง ทั้งตัวคนกระตุกรุนแรง ราวกับแสงสีขาวทะลุฝ่าความมืดเข้ามา ครู่ต่อมาเขาพิงอยู่บนตัวอันเหลิ่งอย่างหมดแรง หอบหายใจน้อยๆ น้ำตาคลออยู่บนแพขนตา งดงามราวกับดวงดาราใต้สมุทร สีชมพูระเรื่อที่ระบายอยู่ทั่วตัวดุจดั่งกุหลาบในท้องทะเล
ซูหลิงอินพักผ่อนครู่หนึ่งแล้วลืมตาอีกครั้ง โอบลำคออันเหลิ่งด้วยท่าทางอ่อนแรง น้ำเสียงแหบพร่าวาบหวามหลังถึงฝั่งฝัน “ต่อกันเถอะ ทำให้หนำใจเลยดีไหม”
ซูหลิงอินส่งเสียงแ่เบาละมุนในอ้อมกอดอันเหลิ่ง ดวงตาเปียกชื้นกะพริบเบาๆ ก็มีหยาดน้ำส่องประกายวาววามตรงหางตา เขาสะอื้นเสียงเบา สุดท้ายก็ให้อันเหลิ่งปลดปล่อยน้ำขาวขุ่นในกายตน
ของเหลวที่เพิ่งปะทุออกมาร้อนกรุ่น โพรงหลังซูหลิงอินถูกลามลวกจนบีบตัวเล็กน้อย เกือบถึงจุดสุดยอดอีกครั้ง ความไม่คุ้นชินส่งผลให้เขาไวต่อความรู้สึกไปทั้งตัว ความซาบซ่านเกินทนเจียนสิ้นสตินี้ทำเอาเขาอยากหวีดร้อง นิ้วเท้าเกร็งเข้าหากันอย่างทนไม่ไหว
แต่เดิมใบหน้าเขาก็ค่อนไปทางบริสุทธิ์อ่อนเยาว์ เมื่อเจือความเย้ายวนจากแรงปรารถนาและความเกียจคร้านหลังเสร็จสมนี้ยิ่งดูคล้ายเทวดาพลัดตก์
ความหฤหรรษ์อย่างสิ้นเชิงชวนให้ถลำลึก สติร่วงสู่โคลนตม พร่าเลือนจนตั้งสมาธิไม่ได้
เขากอดอันเหลิ่งไว้ตลอด ใต้ทะเลลึกนั้นไม่มีกลางวันกลางคืน ขณะสะลึมสะลือ ทั้งสองมีอะไรกันไม่รู้กี่รอบ จำได้เพียงว่าต่อมาถูกกระทำจนหมดสติไปจริงๆ มีแค่่ที่ถูกกระแทกกระทั้นหนักๆ จึงได้สติขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะดำดิ่งอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
เชิงอรรถ
^ สารที่ทุกครั้งเมื่อเราทำอะไรสำเร็จหรือบรรลุเป้าหมายบางอย่างในชีวิต จะมีการหลั่งออกมาอย่างรวดเร็ว