พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปจนกระทั้งถึงวันสุดท้ายที่หนานหมิงและคนอื่นๆอยู่ในสระน้ำพุวิญญาณสวรรค์
เวลานี้พลังของหนานหมิงเพิ่มขึ้นมาอย่างมหาศาล ตอนนี้เขาได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นเซียนแท้ขั้นสมบูรณ์แล้ว ซึ่งอีกเพียงนิดเดียวก็ทะลวงเข้าสู่เซียนปฐพีได้สำเร็จ
ทางด้านของเซี่ยเล่ยจี เวลานี้นางก็มาถึงระดับเซียนแท้ขั้นสูงแล้ว คาดว่าอีกไม่นานนางก็อาจจะทะลวงเข้าสู่ขั้นสมบูรณ์ได้
หลังจากที่หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีออกมาจากสระน้ำพุวิญญาณสวรรค์ พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงพลังของกันและกันในทันที
“ ดูเหมือนว่าการแช่สระน้ำพุวิญญาณสวรรค์นี้มีประโยช์อย่างมากจริงๆ ” หนานหมิงกล่าวขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง
เซี่ยเล่ยจีเห็นด้วย เพราะขนาดนางยังสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว จากเดิมแค่เซียนแท้ขั้นต้นก็มาถึงเซียนแท้ขั้นสูงในเวลาไม่กี่วัน
หนานหมิงกุมคางพร้อมกับครุ่นคิดเล็กน้อย
“ ถ้าหากที่ตระกูลหนานมีของแบบสระน้ำพุวิญญาณสวรรค์อยู่ที่ตระกูลหนาน ตระกูลหนานก็คงจะพัฒนาได้อย่างรวดเร็วกว่านี้แน่นอน ” หนานหมิงหรี่ตาลง
จากนั้นเขาก็คิดที่จะกลับไปหาป๋อเซี่ยหานและพูดคุยกันถึงเรื่องการสร้างค่ายกลหรือสิ่งก่อสร้างที่ช่วยเพิ่มพลังให้กับตระกูลหนาน แม้ว่าจะต้องไปตามหาสมบัติต่างๆมาจากที่อื่นก็ตาม
ในระหว่างที่หนานหมิงกำลังเดินออกมาพร้อมกับรุ่นเยาว์คนอื่นๆ เขาก็ได้ยินข่าวที่ฮั่วเหนียงสังหารบรรพชนของนิกายเซียนพฤกษาไป จากนั้นก็บอกว่าถ้าหากมาขอโทษก็ให้รีบมา แต่ถ้าหากไม่มานางก็จะบุกไปยังนิกายเซียนพฤกษาเอง
หนานหมิงยิ้มอย่างพึงพอใจ เพราะอย่างน้อยๆการที่ฮั่วเหนียงทำเช่นนี้ก็ทำให้ตระกูลหนานมีชื่อเสียงมากขึ้น และยังเป็นสิ่งที่ทำให้ตระกูลหนานกล้าที่จะลงมือกับกองกำลังต่างๆ
หลังจากที่ออกมาจากพื้นที่ของสระน้ำพุวิญญาณสวรรค์ หนานหมิงก็พาทุกๆคนกลับไปยังที่พัก
ภายในห้องพักของหนานหมิง
หนานหมิงกำลังปรึกษาเหมาอี้กังและฮั่วเหนียง ส่วนทางด้านของลู่ปิงเจี้ยน นางได้รับหน้าที่ในการปกป้องเซี่ยเล่ยจี
“ พวกเจ้าทั้งสองมุ่งหน้าไปยังนิกายเซียนพฤกษาและปล้นสมบัติของพวกเขามา แต่ถ้าหากพวกเขาขอโทษก็ไม่จำเป็นต้องลงมือเช่นนั้น ” หนานหมิงกล่าวขึ้น
ฮั่วเหนียงและเหมาอี้กังพยักหน้ารับก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังนิกายเซียนพฤกษา
สำหรับหนานหมิงแล้ว เขามีหลู่เซียงคอยปกป้องอยู่ เพราะฉะนัั้นเหมาอี้กังและฮั่วเหนียงจึงไม่เป็นห่วงหนานหมิงมากนัก
และอีกอย่างนิกายเซียนพฤกษาได้ประกาศว่าพวกเขาจะไม่ไปขอโทษตระกูลหนานที่ป้อมปราการฮั่วเทียน ถ้าหากฮั่วเหนียงแน่จริงก็บุกมายังนิกายเซียนพฤกษา เพราะฉะนั้นหนานหมิงจึงให้เหมาอี้กังและฮั่วเหนียงไปยังนิกายเซียนพฤกษา
ด้วยการมีเหมาอี้กังไปด้วยหนานหมิงเชื่อว่าฮั่วเหนียงจะไม่เป็นอันตรายใดๆ แต่ถ้าหากฮั่วเหนียงต้องการไปเพียงคนเดียว หนานหมิงจะต้องปฏิเสธอย่างแน่นอน
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน
เวลานี้เหมาอี้กังและฮั่วเหนียงก็มาถึงนิกายเซียนพฤกษาแล้วและตอนนี้ทั้งสองก็ยืนอยู่ที่หน้าทางเข้านิกายเซียนพฤกษาที่ตอนนี้พวกเขาได้สร้างม่านพลังป้องกันขนาดใหญ่ปกคลุมพื้่นที่ต่างๆเอาไว้
ต้องยอมรับว่าม่านพลังป้องกันนั้นแข็งแกร่งอย่างมากและครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆของนิกายเซียนพฤกษาเอาไว้
“ ดูเหมือนพวกนิกายเซียนพฤกษาจะเตรียมตัวมาดี ” เหมาอี้กังกล่าวด้วยรอยยิ้ม แววตาของเขามองไปยังค่ายกลป้องกันต่างๆด้วยความเย้ยหยัน
สำหรับเซียนทองคำแล้ว ค่ายกลนี้อาจจะทรงพลังและยากที่จะทำลาย แต่สำหรับเหมาอี้กังแล้วเพียงแค่หุ่นเชิดของเขาเพียงตัวเดียวก็สามารถทำลายค่ายกลป้องกันเหล่านี้ได้แล้ว เพราะหุ่นเชิดของเขาตัวที่อ่อนแอที่สุดก็มีความแข็งแกร่งในระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์แล้ว แถมยังมีหุ่นเชิดระดับเซียนนิรันดร์เป็นจำนวนมาก สำหรับหุ่นเชิดระดับเซียนอมตะก็มีถึงเจ็ดตัวด้วยกัน ซึ่งถูกเรียกว่าหุ่นเชิดเจ็ดสังหาร
และหุ่นเชิดที่ทรงพลังที่สุดที่เหมาอี้กังมีก็คือ หุ่นเชิดระดับจ้าวเซียนขั้นต้น
ซึ่งหุ่นเชิดระดับนี้หาได้ยากมากๆและจะต้องใช้วัสดุจำนวนมากในการที่จะหลอมขึ้นมา แถมหนึ่งในนั้นคือกระดูกของจ้าวเซียนอีกด้วย และจะต้องเป็นกระดูกของจ้าวเซียนขั้นกลางขึ้นไปเท่านั้น เรียกได้ว่าหุ่นเชิดระดับจ้าวเซียนขั้นต้นนี้เป็นสมบัติที่ดีที่สุดที่เหมาอี้กังมีแล้ว
เหมาอี้กังกวาดสายตามองดูรอบๆและกล่าวด้วยความเย้ยหยันว่า “ ดูเหมือนว่าจะมีพวกชอบแอบดูตามมาเยอะพอสมควรนะเนี้ย ”
เนื่องจากตอนนี้รอบๆตัวที่่พวกเขาอยู่มีสายลับของกองกำลังต่างๆที่ส่งมาจับตาดูการเคลื่อนไหว พวกเขาเองก็อยากรู้ว่าฮั่วเหนียงจะทำตามที่นางกล่าวมาจริงๆหรือเปล่า
“ ก็แค่พวกแมลงหวี่แมลงวันไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจหรอก…แต่ถ้าหากต้องการที่จะเข้ามาวุ่นวายล่ะก็ข้าก็ไม่เกี่ยงที่จะทำลายพวกมันไปด้วย ” ฮั่วเหนียงกล่าวอย่างไม่แยแส
“ เรื่องนั้นข้าเห็นด้วยนะแล้วแม่หนูต้องการให้ข้าช่วยไหม? ” เหมาอี้กังถามขึ้น
ฮั่วเหนียงส่ายหน้าและกล่าวว่า “ ถ้าหากถึงคราวจำเป็นจริงๆท่านก็ช่วยจัดการแล้วกัน ส่วนเรื่องอื่นๆข้าเป็นคนจัดการเอง อย่างน้อยๆเรื่องทั้งหมดเป็นข้าที่ลงมือเอง ”
เหมาอี้กังพยักหน้าจากนั้นเขาก็กล่าวว่า “ ถ้าหากไม่ใช่เพราะเจ้าลงมือก่อนล่ะก็ ข้าคงสังหารเจ้าโง่นั้นไปแล้ว ”
ฮั่วเหนียงหัวเราะเบาๆและกล่าวว่า “ แน่นอนว่าความเร็วถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ”
จากนั้นทั้งสองก็บินตรงเข้าไปยังทางเข้าของนิกายเซียนพฤกษา
เมื่อผู้คุ้มกันเห็นฮั่วเหนียงและเหมาอี้กังเดินมา พวกเขาก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวและรีบตะโกนขึ้นว่า “ พวกมันมาแล้ว ”
เพียงไม่นานผู้อาวุโสจำนวนมาก รวมไปถึงผู้นำนิกายและบรรพชนทั้งหมดก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากทุกๆอย่างถูกเตรียมการเอาไว้แล้ว และการเดินทางของฮั่วเหนียงและเหมาอี้กังก็เดินทางแบบเปิดเผยทำให้ทุกๆคนรู้ว่าตอนนี้พวกเขาเดินทางมาถึงไหนแล้ว
เวลานี้ยอดฝีมือของนิกายเซียนพฤกษาต่างก็จ้องมองไปยังฮั่วเหนียงด้วยแววตาเย็นชาและแฝงไปด้วยความโกรธ เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นคนสังหารคนของเขา แถมบรรพชนของนิกายเซียนพฤกษาสามคนก็ถูกนางสังหาร
“ เจ้ายังกล้าที่จะเดินทางมาที่นี้อีกงั้นเรอะ? ” ผู้นำนิกาย ต้านไห่หยง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาและจิตสังหาร
ฮั่วเหนียงยิ้มและกล่าวว่า “ ทำไมข้าถึงไม่กล้ามาล่ะและอีกอย่างก็เป็นพวกเจ้าที่ลงมือก่อนเอง เรื่องแบบนี้ใครแข็งแกร่งกว่าก็เป็นคนถูกไม่ใช่หรือยังไง? และก็ดูจากท่าทีของพวกเจ้าแล้วก็คงไม่คิดที่จะขอโทษสินะ เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าลงมือโหดร้ายเกินไปล่ะ ”
ผู้นำนิกายต้านไห่หยงขมวดคิ้วและกล่าวว่า “ ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องพูดคุยอะไรกันอีกต่อไป ”
ทันใดนั้นผู้อาวุโสและบรรพชนของนิกายเซียนพฤกษาหลายสิบคนก็ล้อมรอบฮั่วเหนียงและเหมาอี้กังอย่างรวดเร็ว
จากนั้นกลิ่นอายที่แข็งแกร่งของพวกเขาก็ปะทุออกมาอย่างรุนแรง ซึ่งกลิ่นอายที่อ่อนแอที่สุดก็อยู่ในระดับเซียนทองคำขั้นสูง
พริบตาเดียวค่ายกลสังหารก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
วงแหวนอักขระขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นในเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ จากนั้นก็มีรากไม้ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น
รากไม้นี้เป็นสีดำและมีอักขระสีม่วงล้อมรอบ
กลิ่นอายของรากไม้นี้แข็งแกร่งอย่างมาก อย่างน้อยๆก็มีพลังในระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น
ส่วนทางด้านของสายลับทั้งหลายพวกเขาก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมากพวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าทันทีที่เริ่มการต่อสู้ นิกายเซียนพฤกษาก็เปิดฉากใช้ไม้ตายทันที
ไม้ตายลับที่นิกายเซียนพฤกษาใช้ก็คือค่ายกลสังหารพฤกษาทมิฬ ซึ่งเป็นค่ายกลสังหารที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าต่ำกว่าเซียนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดจะต้องตาย!
เพราะการที่นิกายเซียนพฤกษามีค่ายกลสังหารพฤกษาทมิฬอยู่ทำให้พวกเขาถึงได้ตั้งหลักปักฐานมานานได้ขนาดนี้ จนทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในสามกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด
เพียงแต่การที่จะใช้ค่ายกลนี้จะต้องใช้งานยอดฝีมือขั้นเซียนทองคำขั้นสูงและเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์หลายสิบคนในการเปิดใช้งาน
แน่นอนว่าค่ายกลสังหารที่รุนแรงเช่นนี้ย่อมต้องแลกมาด้วยพลังอันมหาศาล เพราะฉะนั้นแล้วหลังจากที่เปิดใช้งานค่ายกลสังหารแล้ว ยอดฝีมือเหล่านั้นจะอ่อนแอลงอย่างมาก แม้กระทั้งพลังของพวกเขาจะลดลงหนึ่งขั้นย่อยเป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือน
เพราะฉะนั้นแล้วค่ายกลสังหารนี้ถ้าหากไม่จำเป็นจริงๆพวกเขาก็ไม่อยากที่จะใช้งานค่ายกลสังหารนี้
ส่วนที่ว่าทำไมจู่ๆพวกเขาถึงเปิดใช้งานค่ายกลสังหารนี้เพราะคนของนิกายเซียนพฤกษารู้ดีว่าฮั่วเหนียงแข็งแกร่งขนาดไหน เพราะฉะนั้นต่อให้ใช้บรรพชนสามหรือสี่คนก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะนางได้ เพราะฉะนั้นแล้วทางที่ดีที่สุดก็คือรีบสังหารนางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ฮั่วเหนียงมองดูค่ายกลสังหารบนท้องฟ้าด้วยแววตาจริงจังขึ้นมาทันที เพราะนางสัมผัสได้ว่ารากไม้สีดำนั้นทำให้นางรู้สึกถึงอันตรายได้
แน่นอนว่าแค่รู้สึกถึงอันตรายเท่านั้นแต่ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวหรือสิ้นหวังแม้แต่น้อย
“ น่าสนใจดีนิ นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเจ้าจะใช้ค่ายกลที่ทรงพลังขนาดนี้ได้ แถมยังใช้งานตั้งแต่เริ่มแบบนี้คงอยากสังหารข้ามากเลยสินะ ” ฮั่วเหนียงยิ้มก่อนที่กลิ่นอายของนางจะระเบิดออกมา
พริบตาเดียวบรรยากาศรอบๆก็ถูกความร้อนของฮั่วเหนียงหลอมละลายจนเกิดไอความร้อนขึ้นมา
เวลานี้เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายของนิกายเซียนพฤกษาถึงได้รู้ว่าฮั่วเหนียงแข็งแกร่งขนาดไหน เพียงแค่ความร้อนที่นางปลดปล่อยมาก็ทำให้พวกเขารับมือได้ยากแล้ว เพราะพวกเขาจะต้องใช้พลังส่วนหนึ่งในการป้องกันไม่ให้ร่างกายของพวกเขาถูกความร้อนนี้เผาไหม้ได้
ฮั่วเหนียงทำสัญลักษณ์มือเบาๆก่อนที่จะถ่องคาถาบางอย่าง
“ ข้าแด่เทพอีกาสามขาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ข้าในฐานะลูกหลานแห่งเทพอีกาสามข้า ข้าจักขอยืมพลังของท่านในการต่อสู้ ได้โปรดประทานพรให้แก่ข้าด้วย ” ฮั่วเหนียงกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
ทันใดนั้นปีกสีทองก็งอกขึ้นมาจากด้านหลังของนางพร้อมกับภาพนิมิตของเทพอีกาสามขาก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
เพียงแค่เสียงคำรามของมันก็ทำให้สิ่งมีชีวิตในพื้นที่รอบๆตกใจและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพวกสัตว์อสูร พวกมันมองดูภาพนิมิตของเทพอีกาสามขาราวกับว่าพวกมันกำลังมองพระเจ้าอยู่
ส่วนทางด้านของเซียนทั้งหลาย พวกเขาถูกเสียงร้องของเทพอีกาสามขาทำให้พลังวิญญาณในร่างกายถึงกับปั่นป่วน ถ้าหากอ่อนแอหน่อยก็ถูกพลังตีกลับอย่างรุนแรงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
ทางฝั่งของยอดฝีมือของนิกายเซียนพฤกษา ใบหน้าของพวกเขาซีดขาวราวกับกระดาษ แถมกลิ่นอายของพวกเขาก็ลดลงอย่างมาก
“ บ้าเอ้ย เจ้าปีศาจนี้เป็นลูกหลานของสัตว์เทพ! ”
“ ไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมเจ้าปีศาจนี้ถึงได้แข็งแกร่งและทรงพลังขนาดนี้ ที่แท้นางก็เป็นทายาทของเทพอีกาสามขา หนึ่งในสามเทพแห่งธาตุไฟที่ทรงพลังที่สุด! ”
“ ถ้าหากข้ารู้ว่านางเป็นทายาทของเทพอีกาสามขา ข้าคงขอโทษนางไปนานแล้ว! ”
เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายพากันกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว
พวกเขาย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของสัตว์เทพมาก่อน ในบรรดาสัตว์เทพธาตุไฟมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสามสายพันธ์ด้วยกัน ได้แก่ เทพอีกาสามขา เทพหงสา และเทพวิหคเพลิง
ในบรรดาสามเทพธาตุไฟนี้ เทพวิหคเพลิงนับว่าแข็งแกร่งที่สุด รองลงมาก็คือเทพอีกาสามขา และสุดท้ายก็คือเทพหงสา
จากนั้นทุกๆคนก็เห็นว่าค่ายกลสังหารพฤกษาทมิฬพลันเกิดเปลวเพลิงสีทองรุกไหม้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่ไม่นานค่ายกลสังหารก็แตกกระจายและถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์
ในช่วงเวลาที่ค่ายกลสังหารถูกทำลาย เหล่าผู้อาวุโสและบรรพชนทั้งหลายก็ถูกพลังของค่ายกลสังหารย้อนกลับมาจนทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสไปตามๆกัน
เพียงพริบตาเดียวเซียนทองคำนับสิบคนก็ลงไปนอนกองกับพื้นพร้อมกับร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
ฮั่วเหนียงกวาดสายตาก่อนที่นางจะกล่าวว่า “ พวกเจ้าจงรับโทษทัณฑ์แห่งเทพอีกาสามขา! ”
ยังไม่ทันที่ฮั่วเหนียงจะลงมือ จู่ๆผู้นำนิกายก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับบรรพชนสูงสุด เหวินคัง
“ ช้าก่อนแม่นางน้อย พวกเรานิกายเซียนพฤกษาต้องขออภัยสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ทราบว่าแม่นางน้อยช่วยหยุดมือได้หรือไม่? ” บรรพชนสูงสุดเหวินคังกล่าวด้วยท่าทีรีบร้อน
ฮั่วเหนียงหยุดมือก่อนที่จะมองไปยังบรรพชนสูงสุดและกล่าวขึ้นว่า “ ตาแก่เจ้าคงเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในนิกายนี้สินะ ”
เนื่องจากฮั่วเหนียงสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของบรรพชนสูงสุดนั้นแข็งแกร่งกว่าทุกๆคน เพราะฉะนั้นนางจึงคิดว่าบรรพชนสูงสุดคือคนที่แข็งแกร่งที่สุด
“ ใช่แล้วข้าคือบรรพชนสูงสูดของนิกายนี้ ” บรรพชนสูงสุดเหวินคังกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
ฮั่วเหนียงพยักหน้ารับเบาๆก่อนที่นางจะกล่าวว่า “ ในเมื่อเจ้าเป็นบรรพชนสูงสุดเช่นนั้นก็คุยกันง่ายหน่อย ”
หลังจากนั้นฮั่วเหนียงก็โบกมือเบาๆและลากบรรพชนสูงสุดไปทันที ท่ามกลางสายตาตกใจของทุกๆคน พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าฮั่วเหนียงจะลากตัวบรรพชนสูงสุดของพวกเขาไปแบบนี้