“ว่าแต่คุณเกียร์มีธุระต่อที่ไหนเหมือนวันก่อนอีกมั้ยคะ ยายก็ลืมถามเลย”
ยายบุญมีเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าไม่ควรจะมัดมือชกแขกมากไป เพราะจากที่แน่ใจว่าเขาน่าจะติดใจหลานสาว แล้วคงจะมาหาบ่อยๆ เมื่อครั้งก่อนนั้น เอาเข้าจริงๆ ก็คิดผิด เดาผิด นี่เว้นมาตั้งเดือนหนึ่งเต็มๆ ถึงได้เห็นหน้าเขา อดดีใจไม่น้อย ที่เคยออกตัวกับเพื่อนบ้านไปแบบนั้น ไม่งั้นคงได้อายกันทั้งซอยแน่
“ไม่ครับ วันนี้คงเป็บุญที่จะได้ลองชิมแกงของคุณยายครับ”
เมื่อเห็นเ้าของบ้านมีน้ำใจขนาดนี้ บวกกับยังไม่มีที่จะไป หรืออีกนัยก็คือ ไม่อยากไปไหน นอกจากมาคอยนั่งชำเลืองมองไปยังในครัว ดูคนตัวเล็กๆ ทำนั่นนี่อย่างคล่องแคล่ว เลยยอมรับคำชวนแต่โดยดี ยังผลให้คนชวนยิ้มร่าด้วยความชอบใจ จะได้มีเพื่อนร่วมโต๊ะอาหารแทนการกินแค่สองคน
“งั้นคงต้องเรียกว่ากรรมแล้วล่ะค่ะ เพราะวันนี้เป็คิวของยัยมัทเข้าครัว อร่อยไม่อร่อยยังไง ก็ฝืนกินหน่อยนะคะ คนทำงาน ไม่ค่อยมีฝีมือในการทำอาหารนักหรอกค่ะ แต่ยายก็พยายามสอนนะคะ เผื่อถ้าวันข้างหน้าไม่มียายคอยทำอะไรให้จะได้ไม่อดตาย”
“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ มัทท่าทางคล่องงานครัวออกครับ”
“รอดูไปค่ะ จะท่าดีทีเหลวหรือเปล่า ว่าแต่จะกินข้าวด้วยมั้ยคะ ยายจะได้บอกให้ยัยมัทหุงข้าวกล้องไว้ด้วย”
“ขนมจีนพอแล้วครับคุณยาย ผมไม่ค่อยเน้นข้าวเย็นสักเท่าไหร่ คุณแม่หัดให้กินอะไรเบาๆ จนชินแล้วครับ แต่ถ้าเป็มื้อเช้านี่ คุณแม่จะบำรุงบำเรอลูกๆ จนอาหารเต็มโต๊ะเลยครับ”
“เหมือนกันเลยค่ะ ส่วนใหญ่มื้อเย็น ยายก็จะทำแต่อาหารพวกผัก พวกปลา จะต้ม ปิ้ง ย่าง หรือนึ่งแทนทอดค่ะ ขนมจีนก็กินนิดเดียว ที่ซื้อเยอะก็เผื่อไว้ตักบาตร กับแบ่งเพื่อนบ้านค่ะ”
ว่าแล้วยายก็หันหน้าเข้าไปทางประตูบ้าน ซึ่งเป็บานเหล็กดัดกับมุ้งลวดปิดไว้
“มัทเอ๊ย! แกงไตปลาน่ะ ทำหม้อใหญ่เลยนะลูก จะได้ตักไปเผื่อบ้านน้าเป้ย บ้านน้ายอดกับไปวัดด้วย”
“จ้า” แต่หลานสาวกลับเปิดประตูมารับคำ แล้วเดินค้อมกายผ่านผู้ใหญ่ทั้งสองไป
“อ้าว! แล้วนั่นจะไปไหนล่ะ”
“มัทจะออกไปซื้อไก่ย่างให้เ้าลัคหน่อยจ้ะ เมื่อเช้าสัญญามันไว้แต่ลืม ดูท่าทางมันจะรออยู่ ยายกับคุณเกียร์จะเอาอะไรมั้ยคะ”
“ยายไม่ล่ะ คุณเกียร์ล่ะคะ”
“ไม่ครับขอบคุณ ให้มวนไปซื้อก็ได้นะครับมัท”
“ไม่เป็ไรค่ะ ปากซอยแค่นี้ เดี๋ยวมัทนั่งรถเครื่องไปแป๊บเดียวจะสะดวกกว่าค่ะ”
มัทรีตอบด้วยท่าทีนอบน้อม แล้วจูงมอเตอร์ไซคล์ ซึ่งจะได้ใช้งานก็ตอนวันหยุด พอออกไปจนพ้นประตูรั้ว ถึงได้ติดเครื่อง เพื่อไม่ให้รบกวนผู้ใหญ่คุยกัน ในใจนั้นก็ออกจะเกรง ว่าผู้บริหารหนุ่มจะอึดอัด
เพราะถูกยายชวนกินข้าวไปด้วย และกลัวเขาจะรังเกียจบ้านหลังน้อย กับเครื่องใช้ไม้สอยแสนจะธรรมดา ผิดจากคฤหาสน์ของเขา แต่พอกลับเข้ามา ก็เห็นเขาคุยกันถูกคอกับยายดี
เลยรีบเอาไก่ไปให้เ้าลัค ส่วนเ้าหลงกับเ้าลอยนั้น ให้รอกินมื้อเย็น เพราะไม่ได้เจ็บป่วย พอเสร็จแล้วก็รีบเข้าครัวทันที เพราะสี่โมงจะครึ่งแล้ว จะได้ตั้งโต๊ะกินให้จบก่อนหกโมง โรคอ้วนจะได้ไม่ถามหา
หูนั้นก็ยังคงได้ยินยายคุยกับเขา เื่นั้นเื่นี้ไปเรื่อย ชั่วโมงนิดๆ ก็เสร็จแล้ว เลยรีบตั้งโต๊ะ ยายก็ชวนแขกย้ายจากโต๊ะหน้าบ้านเข้าด้านในทันที เพราะยุงตัวั์เริ่มมา
แขกหนุ่มมีน้ำใจ ด้วยการช่วยถือจานขนมที่ว่างเปล่า กับแก้วน้ำมาด้วยอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว ยังผลให้ยายพึงพอใจไม่น้อย จนเผลอคิดไปว่า ถ้าได้มาเป็หลานเขย คงจะนอนตายตาหลับเพราะหมดห่วง
“มัทออกไปเรียกพี่มวนให้มั้ยคะ”
เพราะจัดไว้สี่ที่ เพื่อไม่ให้ถูกตำหนิ แม้จะเดาได้ ว่ายังไงประมวนก็ไม่มาแน่ และจักรภัทรก็ส่ายหน้ายืนยันอีกครั้ง
“ไม่ต้องหรอกครับ มวนไม่มาหรอก เรียกให้ตายยังไงก็ไม่มา”
เขาเองก็ไม่เคยถามว่าทำไม รู้แต่ว่าคนรถคู่ใจ จะไม่มาตีเสมอกับเขาด้วยการร่วมโต๊ะด้วย ถ้าไม่ขู่กันจริงๆ หรือไม่ใช่เวลาเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยกันเท่านั้น กินแล้วมวนก็จะรีบลุกไปทันที
“งั้นมัทตักไปให้ก็แล้วกันนะ”
ยายบุญมีเข้าใจได้เป็อย่างดี เลยไม่เซ้าซี้ถาม ส่วนหลานก็ทำตามทันที แล้วเลยตักแกงใส่ถุงกับขนมจีน ไปให้เพื่อนบ้านฝั่งซ้ายและขวาด้วย ไม่กี่นาทีก็กลับมาร่วมโต๊ะด้วยได้แล้ว
“ฝีมือยัยมัท พอกินได้มั้ยคะคุณเกียร์ ถ้าเผ็ดก็อย่ารักแกงเยอะ ค่ะ อาหารใต้ต้องทำรสจัด ไม่งั้นจะไม่อร่อย กินผักไปด้วยจะได้ช่วยแก้เผ็ดค่ะ” ยายเลื่อนจานผักสดที่เป็เครื่องเคียงไปใกล้ๆ เขา
“ผมว่าฝีมือมัทเปิดร้านได้เลยล่ะครับ อร่อยมาก ผมกินเผ็ดได้อยู่แล้วครับ”
จักรภัทรมองหน้าหญิงสาว ที่เงยมาหาแล้วยิ้มน้อยๆ ให้กับคำชม ซึ่งเขาเห็นว่าน่ารัก น่าเอ็นดูเหลือเกิน สรุปว่าการที่เขาไม่ได้นัดสาวไหนไปเดต แล้วมาบ้านนี้แทนนั้น
เป็อะไรที่คุ้มค่าคุ้มราคามาก ในเมื่อหัวใจมักจะเรียกร้องอยากเห็นใบหน้าสวยๆ อยู่ไม่วาย เขาก็ต้องตามใจด้วยการมาดูให้เห็นซะเลย ด้วยถือคติที่ว่า
‘หนามยอก ต้องเอาหนามบ่ง’
คือ คิดถึงมากๆ อยากเห็นหน้า อยากอยู่ใกล้มากๆ ก็มาซะ จะได้จบเื่ ไม่ต้องไปนั่งทนทุกข์ทรมานตัวเองให้เสียสุขภาพจิต ก็ในเมื่อตอนนี้มีสิทธิ์เต็มที่ จะไปมาหาสู่สาวไหนก็ได้ ต้องใช้สิทธิ์นี้ให้คุ้มค่า ในวันข้างหน้า หากไม่มีโอกาสจะได้มานั่งเสียดายภายหลัง
“คงไม่เปิดหรอกค่ะ เพราะเราขายจนเบื่อแล้ว”
ยายบุญมีเปรยออกมา เพราะคิดว่าจะต้องเปิดเผยเื่ราวของตัวเองให้เขาได้รู้บ้าง แม้จะยังเดาไม่ออกอย่างแน่ชัด ว่าที่เขาวนเวียนมาหาบ่อยๆ นี้ มีต้นเหตุมาจากอะไรหรือใครกันแน่ ระหว่างตัวเองหรือหลานสาวแสนสวย
“แปลว่าคุณยายเคยมีร้านเหรอครับ”
จักรภัทรเองก็อยากรู้เื่ราวของครอบครัวนี้ไม่น้อย เมื่อสบช่องก็เลยให้ความสนใจมากเป็พิเศษ
“ไม่ใช่ร้านหรอกค่ะ แค่ตั้งโต๊ะขายหน้าบ้านนี่ล่ะ ลูกค้าก็คนในซอยนี้แล้ว ก็ใกล้เคียงเท่านั้น จริงๆ แม่ของยายก็เริ่มขายมาก่อน ยายถูกแม่ใช้ให้ช่วยั้แ่เล็กๆ พอยายโตหน่อย ก็ขายเต็มตัวไม่ได้เรียนหนังสือ ทำมาเรื่อยๆ จนมีลูกสาว แล้วก็มีหลานอย่างยัยมัทนี่ล่ะค่ะ”
“เหรอครับ แล้วคุณยายหยุดขายั้แ่เมื่อไหร่ครับ”
“เพิ่งจะเมื่อสองปีค่ะ ยัยมัทจบโทแล้ว เลยให้หยุดขาย จะได้พักผ่อนอยู่กับบ้านเฉยๆ เพราะอายุเยอะแล้ว แถมด้วยโรคประจำตัวอีก”
“เหรอครับ แล้วคุณยายเป็อะไรครับ ท่าทางแข็งแรงออก”
“ก็โรคคนแก่ล่ะค่ะ ความดัน เบาหวาน”
จักรภัทรอยากแย้งว่าคุณยายผอมออก และไม่ได้กินของหวานหรือน้ำหวานสักเท่าไร ไม่น่าจะเป็เบาหวาน แต่ก็คิดขึ้นได้ว่ามันมีหลายปัจจัยมากมาย สำหรับคนป่วยเป็โรคนี้ เลยเปลี่ยนความคิด
“แต่คุณยายดูแลสุขภาพดีนะครับ”
“แก่แล้วค่ะ เราใช้ร่างกายหักโหมมาตลอด ถึงคราวต้องถนอมเขาแล้ว กินอะไรก็ต้องคอยระวัง ได้ยัยมัทคอยเตือน คอยหาสมุนไพรนั่นนี่มาให้กินอยู่เรื่อย อาการก็ไม่กำเริบอะไรหรอกค่ะ แต่ถ้ายายเผลอทำงานหนักพักผ่อนน้อยเมื่อไหร่ บางทีก็ต้องหามส่งโรงพยายาลแทบไม่ทันเหมือนกันนะคะ”
เพราะเคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว ยายบุญมีคิดถึงก็ขนลุกเกรียว ถ้าเพื่อนบ้านไม่มาเห็น และช่วยนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที ป่านนี้อาจจะไม่ได้มานั่งพูดจ้ออยู่แบบนี้แล้วก็ได้
“ต้องระวังให้มากๆ ครับ ถ้ามีอะไรคุณยายโทรหาผมได้ตลอดนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ผมเมมเบอร์ไว้ในเครื่องให้แล้วนะครับ”
จักรภัทรหมายความอย่างที่พูดไว้จริงๆ ทำเอาสองยายหลานปลื้มในความมีน้ำใจไม่น้อย โดยเฉพาะคนเป็หลานนั้น ถึงกับหัวใจพองโตคับอก
แม้จะรู้ดีว่าตัวเองคงไม่ใช่คนที่จะได้เคียงข้างเขาตลอดไป แต่แค่มีเขาเข้ามาเยี่ยมบ้านบ้าง ก็สร้างความสุขใจให้มากโขแล้ว
“ขอบคุณมากนะครับคุณยาย ให้กินแล้วยังห่อกลับบ้านอีก ผมอายยังไงไม่รู้ครับ”
จากนั้นก็ใจหาย ในยามที่จะต้องกลับบ้านไป แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อมีเจอก็ต้องมีจาก มีพบก็ต้องมีพราก เป็ธรรมดาของมนุษย์โลก ก็ได้แต่เฝ้าหวังว่า เมื่อไหร่เขาจะแวะเวียนมาหาอีกเท่านั้น
เื่ที่จะให้พาตัวเดินเฉียดเขา ตอนอยู่ตึกเดียวกัน เป็อะไรที่ไม่เคยคิดอยู่แล้ว ในเมื่อบอกตัวเองเสมอมาว่า
‘เขาอยู่สูงเทียมฟ้า ส่วนตัวเองไม่ต่างจากหญ้าเทียมดิน’
+++++
E-Book พร้อมโหลดแล้วค่ะ
****** ขออนุญาตแจ้งอีกทีนะคะ ว่านิยายทุกเื่จะลงให้อ่านได้ราว 70% เท่านั้นค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะถ้าทำให้ค้างคา แต่กันเกราเชื่อว่านักอ่านที่น่ารักทุกท่านจะเป็กำลังใจต่อให้ด้วยการตามหาหนังสือมาไว้ในอยู่แล้วค่ะ ******
ยิ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
และหนึ่งคอมเม้นต์ของท่าน คือหนึ่งแรกผลักดันและกำลังใจของคนเขียนนะคะ แต่ก็ยินดีต้อนรับและขอบคุณนักอ่านเงาทุกท่านด้วยค่ะ
รู้งี้แล้วอย่าลืมเม้นท์ให้เค๊าหลังอ่านด้วยนะตะเอง
เข้าไปทักทาย พูดคุย หรือติชมผลงานได้
ตามเพจด้านล่างนี้เลยนะคะ
ยินดีต้อนรับทุกๆ ท่านค่ะ และยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ

สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
ห้ามหยิบยก คัดลอก หรือดัดแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งถ่ายทอด ถ่ายเอกสาร สแกน ในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น เว้นเสียแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ประพันธ์เป็ลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์อันเป็ประโยชน์แก่หนังสือเล่มนี้เท่านั้น







































