“นายชอบอาจารย์เฟิงไม่ใช่เหรอ มัวรออะไรอยู่ ฉันเปิดโอกาสให้นายแล้วนะ” หวงซือเถาเ้าเล่ห์เพทุบาย อย่าเห็นว่าหมอนี่อ้วนเหมือนหมูแต่ไม่มีสมองเชียว
“ขอบใจ ช่วยฉันได้มากเลยล่ะ” หลินอู๋เฉินยิ้มตอบ ซึ่งนั่นทำให้เ้าอ้วนงงงัน
“นี่อาจารย์พูดไม่ได้ยินหรือไง รีบๆ ออกมาแก้โจทย์ได้แล้ว หรือว่าอยากจะยืนหน้าห้อง?” เฟิงโหรวเหมือนกับเ้าหญิงน้ำแข็ง ทุกคำพูดของเธอมีแต่ความเ็า แถมั์ตาคู่สวยยังทำให้นักเรียนหนาวไปถึงสันหลัง
“กำลังจะลุกไปอยู่นี่ไง แค่นี้เองไม่เห็นต้องรีบร้อน ไปกันเถอะเ้าอ้วน ไปแก้โจทย์เด็กอนุบาลกัน” หลินอู๋เฉินลุกขึ้นยืน ท่าทางหยิ่งผยองไม่เห็นหัวใคร
หวงซือเถากลัวจนใจเต้นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาไม่คิดเลยว่าไอ้คนรวยรุ่นที่สองจะโง่ถึงขนาดพูดว่า'โจทย์ของเด็กอนุบาล' เขาไม่รู้หรือไงว่าเฟิงโหรวเื้ัคือใคร ถ้าหากไม่กลัวก็ต้องเรียกว่าบ้า
เฟิงโหรวโกรธจนมือไม้สั่น
นี่เป็ครั้งแรกที่เคยเห็นนักศึกษาทำตัวไร้ยางอาย
พูดจาปากสุนัขและไม่เคารพอาจารย์ แถมยังดูถูกโจทย์ของเธอ น่าตีให้เข็ด!
“ในเมื่อเธอบอกว่าโจทย์ข้อนี้อนุบาล งั้นอาจารย์จะให้โจทย์นี้กับเธอก็แล้วกัน หวังว่าเธอจะทำได้นะ” เฟิงโหรวแก้ไขโจทย์ ไม่สิลบของเก่าออกแล้วตั้งใหม่เลยต่างหาก
นิ้วมือเรียวสวยของหล่อนตวัดตัวเลขที่ซับซ้อนต่างๆ อย่างรวดเร็ว
ทุกการกระทำของเธอดูงดงามและน่ามองทุกอิริยาบถ
“เดี๋ยวสิ นั่นมันโจทย์ระดับปริญญาโทแล้วนี่นา แบบนี้แย่แน่!” หนึ่งในนักศึกษาที่ลงเรียนใเมื่อเห็นโจทย์ใหม่
“ฮ่าฮ่า ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอไอ้หมอนั่นมันหาเื่เอง สมน้ำหน้าอยากได้หน้าเป็ไงละทีนี้ เจอโจทย์ยากเข้าเลย!” นักศึกษาที่เกลียดลูกหลานคนรวยหัวเราะและสมเพช
“หมอนี่คิดว่าตัวเองเป็คนรวยรุ่นที่สองแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ?” ชายหนุ่มหน้าบานยิ้มเย้ย หวังเป็อย่างยิ่งว่าหลินอู๋เฉินจะอับอาย เป็ที่หัวเราะเยาะของเพื่อนในวิทยาลัย
ใช้เวลาไม่นานเฟิงโหรวก็หยุดมือ หล่อนหันหน้ามามองนักศึกษาที่วางมาด ในขณะที่หน้าอกหน้าใจส่ายไปส่ายมา “เอาล่ะนักศึกษา ไหนลองแก้โจทย์ข้อนี้ดูซิ”
“ของกล้วยๆ” หลินอู๋เฉินยังมีท่าทางหยิ่งผยอง ซึ่งนั่นทำให้เฟิงโหรวยิ่งโกรธ อยากตีเขาให้รู้จักความห่างชั้นสักทีสองที
โดยไม่ปล่อยให้เธอต้องหงุดหงิดไปมากกว่านี้ หลินอู๋เฉินตัวเอกของงานเริ่มลงมือ เขาไม่กระทั่งคิดเกี่ยวกับโจทย์ ทุกอย่างเด่นชัดอยู่ในสมอง ใช้เวลาไม่ถึง 2 นาทีโจทย์ระดับปริญญาโทก็ถูกแก้จนถูกต้อง
“เห็นไหม บอกแล้วว่าง่ายๆ” หลินอู๋เฉินมีสีหน้าเรียบเฉย ทั้งน้ำเสียงและแววตาที่มองหล่อนบ่งบอกถึงความเป็ปฏิปักษ์
“งั้นก็ดี แต่อาจารย์รู้ว่าเธอยังไม่หมดแค่นี้หรอก เธอต้องแสดงให้อาจารย์เห็น! ในเมื่อเธอทำโจทย์ข้อนี้ได้ก็ต้องทำโจทย์ข้อต่อไปได้” เฟิงโหรวไม่ยอมแพ้ กลับกันยิ่งอยากจะทำลายความมั่นใจของอีกฝ่าย
โจทย์ข้อต่อไปค่อนข้างยาก แม้แต่อาจารย์บางคนยังไม่สามารถตอบได้ นับประสาอะไรกับนักศึกษาปี 1 ระดับปริญญาตรี
ไม่มีทางตอบได้อย่างเด็ดขาด!
เฟิงโหรวมั่นใจเป็อย่างยิ่งว่าเขาจะต้องแพ้ จากนั้นต้องขอโทษเธอที่กล้าพูดว่า'โจทย์เด็กอนุบาล'ให้ชดใช้กับสิ่งที่ทำ
“ง่ายๆ แปบเดียวก็เสร็จแล้ว” หลินอู๋เฉินแค่ทำตามอารมณ์ ซึ่งตอนนี้เขารู้สึกมีความสุขที่เห็นผู้หญิงโกรธ โดยเฉพาะผู้หญิงสวยอย่างเฟิงโหรว
อาจารย์คนสวยเม้มปากแน่น เกลียดนักสายตาหยาบคายแบบนั้น
แต่อย่างใดก็ตามไม่กี่นาทีต่อมาหล่อนต้องเบิกตากว้าง ดูเหมือนโจทย์ของเธอจะถูกเขาแก้เสร็จแล้ว!
“อาจารย์ อยากจะต่ออีกไหมครับ” หลินอู๋เฉินถาม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม
“ต่อสิ หรือว่าเธอเหนื่อยแล้วเหรอ?” เฟิงโหรวหายใจเข้าออกจนหน้าอกสั่นะเืเหมือนแผ่นดินไหว 7 ริกเตอร์
“ไม่เหนื่อย แค่นี้สบายมาก ทั้งวันก็ยังได้” หลินอู๋เฉินหัวเราะมุมปาก และรอให้เธอตั้งโจทย์ใหม่
เฟิงโหรวเ้าหญิงน้ำแข็งโกรธจนตาเขียวปั๊ด
หล่อนไม่พูดให้มากความ รีบตั้งโจทย์ระดับสูงข้อต่อไปทันที
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้เฟิงโหรวตั้งโจทย์ยากๆ ถึง 10 โจทย์ด้วยกัน
แต่อย่างใดก็ตามไม่มีปัญหาใดที่หลินอู๋เฉินแก้ไขไม่ได้
อาศัยทักษะคณิตศาสตร์ระดับสูง สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าสำหรับเขาก็ไม่ต่างจากเด็กอนุบาลกำลังหัดเดิน
“หลินอู๋เฉิน นายจะสุดยอดเกินไปแล้ว!” หวงซือเถาไม่ได้แก้โจทย์เลยสักข้อั้แ่เริ่ม เขาเหมือนเป็ไม้ประดับอยู่ข้างๆ ซึ่งไม่มีอยู่เสียยังดีกว่า
“เรียกฉันว่าลูกพี่!” หลินอู๋เฉินเยาะเย้ย
“เข้าใจแล้ว ั้แ่วันนี้ไปหลินอู๋เฉินคือลูกพี่ของฉัน!” หวงซือเถาไม่ใช่คนกลับกลอก พูดคำไหนก็คำนั้น ผิดกับหน้าตาแสนอุบาทว์คบไม่ได้
ไม่เพียงแต่หวงซือเถาเท่านั้นที่ชื่นชมหลินอู๋เฉิน ตอนนี้ภายในห้องเรียน ทุกคนต่างมองเขาเป็สายตาเดียวกัน โดยเฉพาะผู้หญิง แต่สำหรับผู้ชายหลินอู๋เฉินยังขวางหูขวางตาอยู่ดี
“อาจารย์เฟิง นี่ก็เที่ยงแล้วฉันมีธุระที่ต้องไปทำ ขอตัวก่อนนะครับ” หลินอู๋เฉินมองเวลา จากนั้นเดินออกจากห้องโดยไม่รอคำตอบ
หวงซือเถาไม่มีทางเลือกอื่น ต้องรีบวิ่งตามไปเหมือนสุนัขเลียอย่างช่วยไม่ได้
เนิ่นนานเฟิงโหรวถึงได้สติ ั์ตาคู่สวยมองแผ่นหลังของคนที่เดินออกไปด้วยอารมณ์ที่ผสมปนเป
......
“ลูกพี่ เมื่อกี้นี้สุดยอดเลย แต่ว่ามันจะไม่เป็ไรแน่เหรอ ดูเหมือนอาจารย์เฟิงจะโกรธมากเลยนะ” หวงซือเถากล่าว
“โกรธแล้วจะทำไม ยังไงซะเธอก็ทำอะไรฉันไม่ได้อยู่ดี” หลินอู๋เฉินยังเอ้อระเหย เดินไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักเหนื่อย แต่สำหรับหวงซือเถาที่มีน้ำหนักมากกว่าร้อยกิโลกรัม เดินแค่นี้ก็หอบแล้ว
“ลูกพี่ นี่มันตึกคณะดนตรีนี่นา ลูกพี่ไม่ไปกินข้าวเหรอตอนนี้เที่ยงแล้วนะ ฉันหิวข้าวแล้ว” หวงซือเถาเอามือลูบท้อง สีหน้าบ่งบอกว่าถึงเวลาแล้วที่กระเพาะจะถูกเติมเต็ม
หลินอู๋เฉินหยุดเท้า ก่อนจะหันมองเ้าอ้วน “ถ้านายหิวก็ไปกินก่อนได้เลย อ้ออย่าลืมซื้อมาฝากฉันด้วย”
“แล้วลูกพี่ไม่ไปกินด้วยกันเหรอ?”
“ฉันมีธุระต้องทำ”
“เข้าใจแล้ว ถ้างั้นฉันกินอิ่มจะรีบกลับมาทันที”
หลินอู๋เฉินไม่ให้ความสนใจสุนัขตัวนี้มากนัก ก็แค่เ้าอ้วนลูกหลานคนรวย ประโยชน์ของมันคงมีแค่นี้
..........
หลินอู๋เฉินเมื่อมาถึงตึกดนตรีก็เดินขึ้นไปที่ชั้นสอง
เขาพอรู้เกี่ยวกับนักเล่นเปียโนตระกูลดังมาบ้าง ฟังว่าหล่อนชอบอยู่ที่ห้องดนตรีคนเดียวตอนเที่ยงวัน
สำหรับหลินอู๋เฉินเมื่อก่อนเป็คนติดเกม แต่ใช่ว่าจะสันโดษอย่างเย่หานที่ไม่รู้เื่ราวในรั้ววิทยาลัย ดังนั้นหลังจากโชว์ความสามารถให้เฟิงโหรวเห็น เป้าหมายต่อไปก็คือเจียงหยุนเออร์
ประตูห้องไม่ได้ล็อก หลินอู๋เฉินผลักเข้าไปก็ได้ยินเสียงเปียโนกำลังดัง
เป็เสียงที่ไพเราะฟังแล้วให้ความรู้สึกโล่งสบาย โดยมีนักศึกษาร่างกายอวบอิ่มกำลังนั่งบรรเลงอยู่ตรงกลาง
ชายหนุ่มยืนฟังอยู่ตรงนั้นกระทั่งจบเพลง เขาไม่ได้ปรบมือชื่นชมแต่เลือกที่จะกล่าวเหยียดหยัน “ฝีมือของเธอมีแค่นี้เหรอ น่าตลกจังนะ”
เจียงหยุนเออร์ที่กำลังอยู่ในอารมณ์ของดนตรีพลันยืนขึ้น หันหน้ามองคนที่เข้ามาโดยไม่บอกกล่าว “นายเป็ใคร แล้วที่พูดเมื่อครู่หมายความว่ายังไง!”
“หมายความว่ายังไง ก็หมายความว่าฝีมือของเธอมันห่วย ฉันไม่น่าเดินผ่านมาเลย หูจะเสียหรือเปล่าเนี่ย” ระหว่างกล่าวคำดูถูก หลินอู๋เฉินก็แคะขี้หู ท่าทางอันธพาลและสกปรก
เจียงหยุนเออร์กัดฟัน ทีแรกหล่อนคิดว่าหมอนี่เข้ามาจีบ แต่ดูเหมือนจะหาเื่มากกว่า
“นายรู้ไหมว่าฉันเป็ใคร ฉันเป็ลูกสาวตระกูลเจียง หอการค้าเจียงเหอ หนึ่งในบริษัทใหญ่เมืองชุนเหลียน!” เจียงหยุนเออร์เปิดเผยฐานะของตัวเอง โดยหวังให้ชายหนุ่มกลับคำพูดแล้วขอโทษเธอซะ ไม่งั้นชีวิตของเขาในมหาลัยคงยากลำบาก
“โห...พูดแค่นี้ข่มขู่ด้วย?” หลินอู๋เฉินแสร้งใ
“หึหึ ตอนนี้นายก็รู้ว่าฉันคือเจียงหยุนเออร์ แล้วจะขอโทษฉันได้หรือยัง รีบๆ คลานเข้ามาหา จากนั้นเลียเท้าฉันซะ!”
“รสนิยมของเธอมันแย่ แต่น่าเสียดายที่เธอต่างหากที่ต้องเลียเท้าฉัน!”
“นี่นาย...!” เจียงหยุนเออร์กัดฟัน เกิดมาหล่อนก็เพิ่งจะเคยเจอคนที่กล้าต่อปากต่อคำนอกจากพี่ชายนั่นแหละ
“หยุดโวยวายได้แล้ว ถอยออกมาซะ ฉันจะแสดงให้ดูเองว่าการเล่นเปียโนระดับพระเ้ามันเป็ยังไง!” หลินอู๋เฉินเดินเข้ามาอย่างวางท่า
เจียงหยุนเออร์เค่นเสียงหัวเราะ “เหอะๆ นายเนี้ยนะจะเล่นเปียโน รู้หรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา แต่ช่างเถอะจะให้ลองก็แล้วกัน แต่ถ้าหากแย่นายต้องเลียเท้าฉัน!”
“เธอต่างหากที่ต้องเลียเท้าฉัน!” หลินอู๋เฉินหัวเราะมุมปาก และนั่นทำให้เจียงหยุนเออร์กระทืบเท้าด้วยความโกรธ แต่กระนั้นหล่อนก็ขยับออกไปให้เขาได้แสดงฝีมือ
หลินอู๋เฉินนั่งลงบนเบาะ เขารับรู้ได้ถึงความอบอุ่นจากก้นอวบอึ๋มที่เพิ่งฝากไว้ มันให้ััที่ดีจนเขาอดจินตนาการไม่ได้ว่ารูปร่างภายใต้เสื้อผ้ารัดๆ นั่นจะมีลักษณะอย่างไร
“เอาล่ะ นี่คือความต่างระหว่างเทพและมนุษย์!” หลินอู๋เฉินขยับมือ