“ไปหยิบป้ายทองคำพระราชทานมาให้ข้าที”
“คุณหนูคิดจะทำอันใดหรือเ้าคะ” เสี่ยวเป่าเอ่ยถามด้วยความสงสัย เป็ที่รู้กันดีว่าป้ายทองคำพระราชทานนั้นเป็ของดูต่างหน้าของนาย แล้วอยู่ ๆ คุณหนูก็สั่งให้ไปหยิบมันมาจะไม่ให้เสี่ยวเป่าประหลาดใจได้อย่างไร
“พวกเราไม่มีข้าวกินไม่ใช่หรือ เมื่อจวนตระกูลหลี่ไม่คิดเลี้ยงดูข้าก็ต้องหาหนทางเอาเอง” เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้นับว่าเป็การหยามเกียรติอย่างมาก ในเมื่อคนตระกูลหลี่ปาก้อนหินใส่นางก่อนแล้วพวกเขาคิดหรือว่านางจะมอบดอกไม้กลับคืนไปให้
ถ้าร้ายมาก่อนแล้วไม่ร้ายกลับย่อมไม่ใช่กู้ชิงคนนี้แน่นอน
แต่ว่าเสี่ยวเป่าไม่เข้าใจความคิดของเ้านาย หัวคิ้วน้อย ๆ ยังขมวดเข้าหากันมุ่นด้วยความเป็ห่วง “แต่นี่คือของสำคัญของคุณหนูนะเ้าคะ”
“ข้าสั่งให้ทำสิ่งใดก็ทำเถอะ” หากจะมีคนเดือดร้อนก็คงเป็คนเข้ามาที่หาเื่นั่นล่ะ แต่ประโยคนี้นางทำเพียงเอ่ยในใจเท่านั้น
คราวนี้เสี่ยวเป่าไม่กล้าถามอะไรให้มากความอีก เด็กสาวหยิบป้ายทองคำพระราชทานออกมาวางไว้ข้างหน้าผู้เป็นาย ทันทีที่เห็นป้ายทองคำของจริงนางก็อดที่จะมองอย่างตกตะลึงไม่ได้ ในภาพความทรงจำของกู้ชิงคนเดิมนั้นป้ายทองคำนี้มันเลือนรางมากบ่งบอกได้ว่าเ้าของร่างเดิมไม่ค่อยให้ความสนใจสิ่งนี้มากเท่าใดนัก ดังนั้นเมื่อของถูกวางเอาไว้ตรงหน้านางก็อดที่จะยกมือขึ้นมาลูบคลำไม่ได้
งดงามนัก
หลังจากที่ชื่นชมจนพอใจแล้วหญิงสาวก็ตัดสินใจปิดกล่องใส่ป้ายทองคำพระราชทานแสนล้ำค่าใบนั้นลง พร้อมกับดึงปิ่นที่ประดับอยู่บนศีรษะออกมาวางไว้คู่กัน
“ฟังข้าให้ดี” มือบางเลื่อนกล่องไม้ใส่ป้ายทองคำพร้อมกับปิ่นปักผมไปตรงหน้าของเสี่ยวเป่า “เ้าจงนำของทั้งสองสิ่งนี้ไปที่โรงจำนำ”
“โรงจำนำ! นี่มันของสำคัญมากสำหรับท่านมิใช่หรือเ้าคะคุณหนู” เด็กสาวร้องทักท้วงออกมาด้วยความตื่นตระหนก นี่คือแผ่นป้ายทองคำที่อดีตฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้ตระกูลกู้เชียวนะ แล้วจู่ ๆ คุณหนูจะนำมันไปไว้โรงจำนำได้อย่างไร
“ทำตามที่ข้าสั่งก็พอ หากผู้ใดถามก็ตอบไปเพียงว่าข้าร่างกายอ่อนแอ อยากจำนำของสิ่งนี้เอาไว้เพื่อซื้ออาหารและยาดี ๆ ไว้บำรุงตนเองเท่านั้น”
“บ่าวทราบแล้วเ้าค่ะ” เสี่ยวเป่ารับคำสั่งนั้นด้วยสีหน้าหม่นหมองจากนั้นก็ค่อย ๆ หันหลังเดินออกจากห้องไป
ในใจของเสี่ยวเป่านั้นทุกระทมนัก คุณหนูไม่น่าหาเื่ดิ้นรนแต่งเข้ามาให้ผู้อื่นรังแกเลย ถึงแม้ตระกูลกู้จะตกต่ำลงทุกวันแต่ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลกู้ก็ไม่เคยปล่อยให้หลานสาวคนเดียวอดอยากเสียจนต้องนำสินเดิมและของดูต่างหน้ามาไว้ที่โรงจำนำเหมือนในตอนนี้
ตลาดในเมืองหลวง
เสี่ยวเป่ายืนอยู่บนถนนท่ามกลางผู้คนที่กำลังเดินขวักไขว่ไปมา เด็กสาวพยายามกวาดตามองรอบ ๆ เพื่อหาโรงรับจำนำตามคำสั่งของนายสาว เมื่อเห็นเป้าหมายชัดเจนสาวใช้ตัวน้อยที่มีใบหน้าปูดบวมไปข้างหนึ่งก็เดินมุ่งหน้าตรงไปยังสถานที่แห่งนั้นทันที
ในที่สุดเสี่ยวเป่าก็มาหยุดยืนอยู่หน้าโรงรับจำนำที่มีชื่อว่า ‘โรงรับจำนำหวางโจ’ หากเทียบกันแล้วนับได้ว่าโรงรับจำนำแห่งนี้เป็โรงรับจำนำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงเลยทีเดียว ดูจากจำนวนผู้คนที่เดินเข้าออกกันอย่างคึกคักก็สามารถยืนยันความจริงข้อนี้ได้เป็อย่างดี
“แม่นาง เ้า้าจำนำอะไรหรือ?” หลงจู้ของโรงรับจำนำเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าแม่นางผู้นี้ยืนมองอยู่นานแล้ว
เสียงของหลงจู้ที่ดังขึ้นเรียกสติของเสี่ยวเป่าให้กลับมาทันที เด็กสาวจึงหยิบกล่องไม้ลวดลายสวยงามแล้วยื่นไปข้างหน้าของหลงจู้ผู้นั้น “ข้าจะจำนำของสิ่งนี้ให้กับฮูหยินของข้าเ้าค่ะ”
หลงจู้รับของสิ่งนั้นมาอย่างไม่คิดอะไรมาก ดูจากสภาพแล้วสาวใช้คนนี้คงนำเครื่องประดับสตรีจำนำเป็แน่ แต่เมื่อเขาเปิดกล่องออกดูก็ต้องใเสียจนทำสิ่งใดไม่ถูก
นี่มันป้ายทองคำพระราชทานของตระกูลกู้มิใช่หรือ?
เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่เล่า
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาแต่เพราะทำงานอยู่ในโรงจำนำมานานหลายปีจึงถูกอบรมเื่ของที่ไม่สามารถรับจำนำได้มาเป็อย่างดี
และป้ายทองคำนี้ก็เป็หนึ่งในนั้น!
“แม่นาง เ้าหยิบกล่องมาผิดแล้วกระมัง” หลงจู้ผลักกล่องคืนกลับไปอย่างไม่ไยดี
ของพระราชทานที่มีตราราชสำนักประทับไว้เป็ของไม่สามารถรับจำนำได้ เขาไม่อยากตกงานเพราะพลาดท่าด้วยเื่นี้หรอกนะ
เมื่อเห็นดังนั้นสีหน้าของเสี่ยวเป่าก็ยิ่งหม่นลงไปอีก “ฮูหยินน้อยของข้าคิดเอาไว้แล้วเ้าค่ะว่าท่านต้องกล่าวเช่นนี้ นางจึงเตรียมของสิ่งนี้เอาไว้ด้วย” กล่าวจบก็หยิบปิ่นปักผมออกมา “เช่นนั้นปิ่นนี้จะจำนำได้หรือไม่เ้าคะ”
“ปิ่นนี้สามารถจำนำได้” หลงจู้รับปิ่นอันนั้นมาแล้วตีราคาในทันที “ถึงมันจะเป็ของล้ำค่าแต่ก็ผ่านการใช้งานมาไม่น้อย ปิ่นนี้ข้าสามารถให้ราคาได้ที่ 2 ตำลึงทอง”
“2 ตำลึงทองเองหรือเ้าคะ อย่างไรนี่ก็เป็สินเดิมของฮูหยินน้อย สตรีตัวเล็ก ๆ ที่หลงผิดแต่งเข้าตระกูลหลี่ ในตอนนี้เ้านายของข้ามีร่างกายอ่อนแอ้าเพียงอาหารและยาดี ๆ มาบำรุงร่างกายเท่านั้น ไม่รู้ว่าท่านหลงจู้พอจะเห็นใจเพิ่มราคาให้กับข้าได้หรือไม่”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะหน้าตาที่ปูดบวมหรือน้ำเสียงน่าเวทนา หลงจู้หนุ่มจึงตัดใจเพิ่มราคาให้กับนางด้วยความสงสาร “เห็นแก่ความภักดีของเ้า ข้าจะเพิ่มเงินให้เป็ 4 ตำลึงทอง”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
เสี่ยวเป่ากล่าวขอบคุณพร้อมกับรีบพิมพ์ลายนิ้วมืออย่างรวดเร็ว หลังจากที่ได้รับเงินแล้วเด็กสาวก็หอบกล่องไม้แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังร้านขายยาตามคำสั่งก่อนหน้านี้ของคุณหนูในทันที
หลังจากที่เสี่ยวเป่าเดินลับหายไปจากสายตาเสียงคนสนทนาก็ดังขึ้นทันที ต้องรู้ด้วยว่าโรงรับจำนำแห่งนี้เป็โรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ที่นี่ต้องมีอยู่เป็จำนวนไม่น้อย จู่ ๆ ก็มีสาวใช้ใบหน้าปูดบวมหอบของพระราชทานและสินเดิมของเ้านายมายังโรงจำนำโดยให้เหตุผลว่า
‘นายหญิงมีร่างกายอ่อนแอ ้าอาหารและยาที่ดี’
เื่นี้จะมีความหมายอื่นได้อย่างไรนอกจากมีความหมายว่าตระกูลหลี่รังแกคน หลี่เส้าซือที่แสนดีละเลยภรรยาที่ฐานะเป็ถึงบุตรสาวของอดีตแม่ทัพ จนทำให้นางต้องนำของพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้มาไว้ยังโรงจำนำ
เพราะเมื่อสามเดือนก่อนเกิดเื่วุ่นวายในตระกูลหลี่ จู่ ๆ หลี่เส้าซือที่น่าเกรงขามก็พลาดท่ากอดสตรีนางหนึ่งแล้วตกลงไปในน้ำ เพราะ้ารักษาชื่อเสียงเขาจึงยินยอมแต่งงานกับสตรีนางนั้น ในตอนนั้นพวกเขายังพากันสงสารและเห็นใจหลี่เส้าซือที่ต้องแต่งกับสตรีร้ายกาจอยู่เลย
แต่พอเห็นสภาพสาวใช้ของสตรีผู้นั้นในวันนี้พวกเขาก็รู้ทันทีว่า ฮูหยินน้อยผู้โด่งดังคนนั้นคงมีวันคืนในตระกูลหลี่ไม่ดีอย่างแน่นอน ดูจากร่างกายที่ผอมบางและใบหน้าที่ปูดบวมระคนหม่นหมองของสาวใช้ก็สามารถคาดเดาเื่ราวต่าง ๆ ได้ทันที แค่สาวใช้ยังถูกกระทำเสียจนมีสภาพเป็เช่นนี้ แล้วเ้านายของพวกนางเล่า
ตระกูลหลี่ทำเกินไปแล้วจริง ๆ
ด้วยเหตุนี้ในเวลาไม่นานหลังจากนั้นในเมืองหลวงก็มีข่าวใหญ่ปรากฏขึ้น หลี่เส้าซือที่มีฐานะเป็ถึงอาจารย์สอนหนังสือในสำนักศึกษาและขุนนางคนโปรดของฮ่องเต้ ละเลยภรรยาจนนางต้องให้บ่าวนำป้ายพระราชทานของอดีตฮ่องเต้มายังโรงจำนำเพื่อหาเงินรักษาตัว