สิ่งที่น่าเศร้าสลดก็คือ ห้องพระอันวิจิตรตระการตาที่เคยเหลืองอร่ามเรืองรอง บัดนี้กลับถูกเปลวเพลิงเผาผลาญจนวอดวาย หลงเหลือเพียงกรอบประตูสีดำตอตะโกเท่านั้น
ที่แห่งนี้คือสถานที่ที่เสด็จย่าต้องเสด็จมาเยือนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเชียวนะ
และที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น นางกลับไร้ซึ่งกำลังที่จะตอบโต้ ไร้เรี่ยวแรงที่จะปกป้องผู้คนรอบกาย ซ้ำร้ายยังเป็ต้นเหตุให้ผู้คนมากมายต้องได้รับาเ็ และต้องมาหวาดผวาเพราะนางอีก
แม้กระทั่งพี่ชายรูปงามผู้นั้นก็ยังต้องมาได้รับาเ็เพราะช่วยเหลือนางเอาไว้
อวิ๋นตั๋วตั๋ว ซุกตัวพิงอกของอวิ๋นเป่ยเยี่ย พลางสะอื้นไห้แ่เบา
ลำคอของนางเ็ปไปหมด เดิมทีนางไม่ได้อยากร้องไห้เลยแม้แต่น้อย เพียงรู้สึกเศร้าใจเท่านั้น ทว่าหยาดน้ำตากลับไหลรินลงมาอย่างไม่อาจห้ามได้ บางทีนี่คงเป็สัญชาตญาณตามธรรมชาติของทารกกระมัง ซึ่งนางไม่สามารถควบคุมมันได้เลย
แม้ว่าเมื่อครู่นี้จะร้องไห้ในห้องพระจนเหนื่อยหอบแล้ว ทว่ายามนี้ดวงตาของนางยังคงแสบระคายและปวดร้อนไปหมด
ทางด้านอวิ๋นเป่ยเยี่ย เมื่อััได้ถึงความเปียกชื้นบริเวณแผ่นอก เขาก็ใแทบสิ้นสติ รีบก้มลงมองบุตรสาวในอ้อมแขนด้วยความตื่นตระหนก เพราะคิดว่านางอาจได้รับาเ็ตรงที่ใด ก่อนจะรีบอุ้มนางสาวเท้าไปยังตำหนักฝูซวง
"ตั๋วตั๋วไม่ร้องนะลูก เสด็จพ่ออยู่นี่แล้ว ไม่ร้องนะเด็กดี"
"ตั๋วตั๋วคนเก่งของพ่อ อีกเดี๋ยวก็ถึงตำหนักนอนแล้วนะ" อวิ๋นเป่ยเยี่ยขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล ทว่าน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมากลับอ่อนโยนลึกซึ้งแทรกซึมไปถึงกระดูก
[โธ่ ลูกสาวที่น่าสงสารของข้า ต้องมาทนทุกข์ทรมานมากมายถึงเพียงนี้]
เหล่าหมอหลวงและบรรดานางกำนัลขันทีที่วิ่งตามมา เมื่อเห็นท่าทีทะนุถนอมรักใคร่ของอวิ๋นเป่ยเยี่ยเช่นนี้ ต่างก็พากันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงจนไม่กล้าแม้แต่จะปริปากส่งเสียง
นี่จะยังใช่ฝ่าาผู้เป็ดั่งเทพเ้าแห่งา ที่เพียงแค่ได้ยินชื่อก็ทำเอาแคว้นเพื่อนบ้านหวาดผวาจนหัวหดผู้นั้นอยู่อีกหรือ?
ฝีเท้าของอวิ๋นเป่ยเยี่ยยิ่งก้าวก็ยิ่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็การวิ่งเร่งฝีเท้า ลำบากก็แต่เหล่าหมอหลวงเคราขาวที่อายุอานามไม่ใช่น้อยและแข้งขาไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ต้องพากันวิ่งกระหืดกระหอบตามเสด็จไปอย่างทุลักทุเล
เพื่อให้ตามจังหวะฝีเท้าของฮ่องเต้ได้ทัน บรรดาขันทีน้อยจึงต้องงัดสารพัดวิธี ทั้งพยุง ทั้งลาก ทั้งหาม เพื่อประคองเหล่าหมอหลวงาุโให้ไปถึงยังตำหนักฝูซวง
อวิ๋นตั๋วตั๋วที่อยู่ในอ้อมกอดของอวิ๋นเป่ยเยี่ย ถูกแรงสั่นะเืจากการวิ่งกระเด้งกระดอนไปมาจนนางรู้สึกพะอืดพะอมอยากจะอาเจียน
ศีรษะที่เดิมทีก็มึนงงอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งรู้สึกวิงเวียนหน้ามืดตาลายหนักขึ้นไปอีก
เสด็จพ่อ ลูกไม่ได้าเ็เพคะ พระองค์ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้!
เมื่อมาถึงหน้าประตูตำหนักฝูซวง อวิ๋นเป่ยเยี่ยก็ชะงักฝีเท้าลง
ภายในตำหนักนอน เหล่านางกำนัลและขันทีประจำตำหนักฝูซวงต่างพากันคุกเข่าหมอบกราบอยู่บนพื้น ร่างกายของพวกเขาสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าหัวจะหลุดออกจากบ่าเพราะดูแลองค์หญิงน้อยไม่ดีพอ
[พวกบ่าวชั้นต่ำ! ปล่อยให้ลูกสาวของข้าต้องมารับความตื่นตระหนกถึงเพียงนี้!]
[ต้องลากตัวพวกมันไปรับโทษใช้แรงงานที่สำนักซินเจ่อคู่ให้หมด!]
[แล้วห้องพระเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาได้อย่างไร? เป็เพราะเก่าทรุดโทรมผนวกกับอากาศแห้งแล้งจนเกิดประกายไฟ หรือมีคนจงใจปองร้ายกันแน่! รอให้ข้าลากคอคนวางเพลิงออกมาก่อนเถอะ ข้าจะสั่งลงทัณฑ์ห้าม้าแยกร่างมันเสีย!]
เมื่ออวิ๋นตั๋วตั๋วได้ยินเสียงในใจของเสด็จพ่อว่า จะส่งตัวเหล่านางกำนัลพี่เลี้ยงที่คอยดูแลนางไปใช้แรงงานหนักที่สำนักซินเจ่อคู่ นางก็เริ่มตื่นตระหนกขึ้นมา
พี่เลี้ยงเหล่านี้ล้วนเป็เพียงเด็กสาวอายุสิบกว่าปีเท่านั้น หากต้องไปทำงานหนักทนทุกข์ทรมานที่ซินเจ่อคู่ เกรงว่าคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงสามวันเป็แน่
นางจะปล่อยให้ผู้คนมากมายต้องมารับโทษทัณฑ์เพราะตนเองไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเื่นี้ก็ไม่สมควรไปตำหนิหรือโยนความผิดให้พวกนางั้แ่แรกอยู่แล้ว
อวิ๋นตั๋วตั๋วยื่นมือเล็ก ๆ ไปดึงชายแขนเสื้อของอวิ๋นเป่ยเยี่ย เบิกตากลมโตจ้องมองเขา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
อวิ๋นเป่ยเยี่ยก้มมองบุตรสาวที่เนื้อตัวมอมแมมขี้ริ้วขี้เหร่ในอ้อมแขน จึงเลิกสนใจที่จะลงโทษผู้คนไปชั่วขณะ "มัวแต่นั่งคุกเข่าอยู่ทำไมกัน? รีบไปเตรียมน้ำอุ่นกับผ้าชุบน้ำร้อนมาเช็ดหน้าให้องค์หญิง แล้วเปลี่ยนชุดที่สะอาดเสีย!"
สิ้นเสียงตวาดกร้าวของอวิ๋นเป่ยเยี่ย บรรดาบ่าวรับใช้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นถึงเพิ่งจะได้สติ พวกเขารีบลุกลี้ลุกลนลุกขึ้นไปเตรียมการตามรับสั่งทันที
ไม่ว่าจะคนยกน้ำอุ่น คนหยิบเสื้อผ้าสะอาด คนปูเตียง หรือคนที่วิ่งไปขอโจ๊กกับน้ำแกงอุ่นจากห้องเครื่อง ชั่วขณะนั้น ภายในตำหนักฝูซวงพลันโกลาหลไปทั้งตำหนัก
"หมอหลวงสวี รีบเข้ามาจับชีพจรให้องค์หญิงเร็วเข้า!"
[โธ่ ลูกสาวของข้า]
อวิ๋นเป่ยเยี่ยวางอวิ๋นตั๋วตั๋วลงบนแท่นบรรทมอย่างแ่เบา สายตาทอดมองบุตรสาวด้วยความรักและเวทนาสุดหัวใจ แก้มยุ้ย ๆ สีชมพูระเรื่อของอวิ๋นตั๋วตั๋วในยามปกติ บัดนี้กลับคล้ำหมองและซีดเหลือง ดวงตากลมโตที่เคยส่องประกายสุกใสก็ฉายชัดถึงความเหนื่อยล้า ไร้ซึ่งความสดใสและสูญเสียความมีชีวิตชีวาที่เคยมีไปจนหมดสิ้น
"พ่ะย่ะค่ะ! พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมอยู่นี่แล้ว!"
"เร็วเข้า! เอากล่องยามา!" สวีเจิ้ง หมอหลวงาุโผมสีดอกเลาผู้เป็ถึงหัวหน้าสำนักหมอหลวง รีบก้าวเดินไปที่ข้างเตียงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวางปลายนิ้วลงบนข้อมือเล็ก ๆ ของอวิ๋นตั๋วตั๋ว
เขาจับชีพจรวินิจฉัยอาการให้องค์หญิงน้อยไป พลางมองใบหน้าเล็ก ๆ ที่ซูบเซียวซีดเหลืองของอวิ๋นตั๋วตั๋วไป พลันบังเกิดความรู้สึกเวทนาและปวดร้าวอยู่ในใจ
[ช่างน่าสงสารทารกตัวน้อย ๆ คนนี้นัก เพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่ถึงเดือนแท้ ๆ กลับต้องมาเผชิญกับเคราะห์กรรมแสนสาหัสถึงเพียงนี้]
[หากไม่ถูกจับโยนลงบ่อน้ำ ก็ถูกลอบวางเพลิงเผา]
[ไม่รู้เลยว่าเด็กคนนี้จะมีชีวิตรอดไปได้ถึงกี่ขวบปี องค์ชายหลายพระองค์ก่อนหน้านี้ล้วนมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงเดือนก็มีอันต้องจากไปเสียแล้ว]
[ในวังหลวงแห่งนี้เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่แสนอันตราย ภายภาคหน้าการลอบสังหารเช่นนี้ คงมีมาอีกไม่ขาดสายเป็แน่]
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองดูแววตาที่เต็มไปด้วยความจนใจและความเวทนาสงสารของหมอหลวง เมื่อได้ยินเสียงในใจของเขา หัวใจของนางก็พลันเย็นวาบไปครึ่งซีก
การเกิดเป็องค์หญิงนี่มันช่างน่าอึดอัดใจเสียจริง! ทำไมถึงได้มีชะตากรรมที่น่าอนาถขนาดนี้?
จู่ ๆ นางก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ทว่าเมื่อครู่นี้เพิ่งจะร้องไห้แผดเสียงมาอย่างยาวนาน ยามนี้จึงร้องไม่ออกอีกแล้ว ได้แต่คร่ำครวญอยู่ในใจ ความขมขื่นอัดแน่นอยู่ในอก
ช่างทรมานเหลือเกิน นางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวเหยียดมองขึ้นไปบนเพดาน วันเวลาหลังจากนี้ นางจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรดีเนี่ย?
องค์ชายหลายพระองค์ก่อนหน้านี้ ซึ่งก็คือบรรดาพระเชษฐาของนางที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ล้วนมีชีวิตอยู่ได้แค่ไม่ถึงเดือน เช่นนั้นชีวิตน้อย ๆ ของนางไม่ใช่ว่ากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายหรอกหรือ?
หมอหลวงมองดูอวิ๋นตั๋วตั๋วด้วยความเวทนา ท่าทางของเด็กคนนี้ ช่างดูราวกับว่าสามารถรับรู้และเข้าใจเื่ราวรอบตัวได้ทั้งหมดอย่างนั้นแหละ
[เด็กน้อยเอ๋ย ครานี้ชายชราผู้นี้สามารถช่วยชีวิตเ้าเอาไว้ได้ แต่ภายภาคหน้านั้น คงทำได้เพียงสวดภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองเ้าเติบโตขึ้นมาอย่างปลอดภัยเท่านั้น]
ฮือ ท่านลุงหมอคนนี้ช่างแสนดีเหลือเกิน!
[วังหลังแห่งนี้มีการแก่งแย่งชิงดีกันไม่หยุดหย่อน หอกดาบเปิดเผยหรือลูกธนูลอบกัดล้วนมีอยู่รอบทิศ เ้าเองก็ต้องระมัดระวังตัวให้ดี]
อวิ๋นตั๋วตั๋วจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของท่านลุงหมอหลวง มองดูความนัยที่ซ่อนลึกจนสุดหยั่งในแววตาของเขา นางรู้สึกได้เลยว่า การที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงแห่งนี้มาเนิ่นนานหลายปี ย่อมต้องล่วงรู้ความลับอะไรมามากมายก่ายกองเป็แน่
หัวหน้าสำนักหมอหลวง สวีเจิ้ง ใต้เท้าสวี อวิ๋นตั๋วตั๋วแอบจดจำชื่อของบุคคลผู้นี้เอาไว้ในใจเงียบ ๆ รอให้นางเติบโตขึ้นเมื่อใด นางจะต้องหาโอกาสไปพูดคุยกับหัวหน้าสำนักหมอหลวงสวีผู้นี้ให้จงได้!
"เป็อย่างไรบ้าง?" อวิ๋นเป่ยเยี่ยประสานสองมือเข้าหากันแน่น จ้องมองหมอหลวงสวีด้วยความตึงเครียด
หมอหลวงสวีค่อย ๆ เปิดเปลือกตาและตรวจดูในช่องปากของอวิ๋นตั๋วตั๋ว ก่อนจะใช้มือคลำตรวจบริเวณหัวใจดวงน้อย ๆ ของนางอย่างละเอียดรอบคอบ
จากนั้น หมอหลวงสวีก็ค่อย ๆ เปิดผ้าห่มนวมที่ห่อหุ้มตัวอวิ๋นตั๋วตั๋วออกอย่างเบามือ แล้วแหวะเสื้อผ้าของนางออก เพื่อตรวจสอบว่ามีร่องรอยถูกไฟลวกตามร่างกายหรือไม่
เมื่ออวิ๋นตั๋วตั๋วรู้สึกตัวว่าเสื้อผ้าของตนกำลังถูกจับแยกออก นางก็พลันรู้สึกเขินอายขึ้นมาทันที แม้ว่าท่านลุงผู้นี้จะเป็ถึงหมอหลวง แต่นางก็ยังรู้สึกขัดเขินทำตัวไม่ถูกอยู่ดี
"ทูลฝ่าา องค์หญิงไม่ได้เป็อะไรมากพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ทรงกันแสงยาวนานเกินไป พระศอจึงระคายเคืองเล็กน้อย กระหม่อมจะจัดเทียบยาให้องค์หญิง เสวยยาเพียงไม่กี่วันก็ทรงหายเป็ปกติแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"เร็วเข้า! รีบไปเตรียมพู่กัน หมึก และกระดาษมาให้หมอหลวงสวี! พวกเ้าไม่กี่คน อีกประเดี๋ยวรีบไปจัดยาที่สำนักหมอหลวงโดยเร็ว!" อวิ๋นเป่ยเยี่ยรีบร้อนออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว ภายในใจร้อนรุ่มดั่งไฟสุม หวังเพียงให้ลูกสาวสุดที่รักของเขาได้ดื่มยาโดยเร็วที่สุด
ทันทีที่อวิ๋นตั๋วตั๋วได้ยินว่าต้องดื่มยา คิ้วเล็ก ๆ ของนางก็ขมวดเข้าหากันแน่นในทันที
ดื่มยามันขมจะตายไป!
แต่ถึงกระนั้น นางก็ต้องรีบหายป่วยให้เร็วที่สุด ยามนี้นางยังไม่รู้เลยว่าท่านป้าอาเซียงจะเป็ตายร้ายดีอย่างไรบ้าง
อวิ๋นเป่ยเยี่ยทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทลงแล้ว
"จ้าวกงกงไปตามคนยกตั่งนอนนุ่ม ๆ มาไว้ที่นี่สักตัว คืนนี้ข้าจะค้างแรมที่ตำหนักฝูซวง"
"ฝ่าาเช่นนี้จะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ?" จ้าวจงเฉวียนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ั้แ่โบราณกาลมา ยังไม่เคยมีธรรมเนียมที่ฮ่องเต้จะเสด็จมาค้างแรมในตำหนักนอนของพระราชธิดามาก่อนเลย!