บรรพชนสำนักอวี้ฮวาอึ้งอยู่นานมองถ้วยชาในมือด้วยแววตาสั่นไหวเห็นได้ชัดว่าชานี้ไม่ต่างจากยาเซียนเลยแม้แต่น้อยลำพังแค่ข้าวิญญาชั้นยอดย่อมไม่อาจทำชาข้าวได้เช่นนี้แสดงว่าอยู่ที่ใบชา
“ให้เขาแค่ถ้วยเดียวก็พอสิ้นเปลืองของ”ฉินอวี้ซีกล่าวเมื่อเห็นสีหน้าของบรรพชนอวี้ฮวาแสดงออกอยากชัดเจนว่าอยากจะได้เพิ่ม
“ท่านอาจารย์ชาข้าวพวกนี้ข้าทำเมื่อไหร่ก็ได้ไม่เห็นจะต้องขี้เหนียวเลย” หลิงหยวนกล่าว
“เชื่ออาจารย์เถอะแค่ถ้วนเดียวก็พอแล้ว”ฉินอวี้ซียิ้ม
“ใช่แล้วถ้วยเดียวก็พอ ว่าแต่ชานี้เ้าเป็คนทำเองงั้นเหรอ” บรรพชนกล่าว
“ใช่แล้วข้าซื้อเมล็ดชามาปลูกเองและนำใบชากับข้าวิญญามาทดลองทำชาข้าวกับสุราที่หมักจากข้าวิญญาดูถือว่าช่วยประหยัดได้มาก”หลิงหยวนกล่าว
บรรชนอึ้งตะลึงอีกครั้งก่อนจะมองหลิงหยวนด้วยแววตาสงสัยมองภายนอกก็เหมือนอีกฝ่ายไม่มีอะไรพิเศษนอกจากบรรยากาศและหน้าตาที่ดูดีแต่กลับปลูกข้าวิญญาชั้นยอดตอนนี้แม้แต่ต้มชาก็ยังมีสรรพคุณจนแทบจะกลายเป็ชาเซียนแล้วบรรพชนหันไปมองฉินอวี้ซีเพื่อขอคำชี้แนะแต่ฉินอวี้ซีกลับไม่สนใจยังคงเปิดอ่านนิยายรักอยู่เหมือนเดิม
ไม่ใช่ว่าฉินอวี้ซีไม่อยากบอกแต่นางไม่รู้จะบอกยังไงแม้แต่ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าหลิงหยวนคือตัวอะไรกันแน่ถึงได้ทำเื่ต่างๆได้มากมายถึงขนาดนี้ตัวเองไม่มีพลังปราณในร่างแต่กลับแสดงวิถีเต๋าออกมาได้อย่างลึกซึ้ง
“วันนี้มาเยี่ยมกะทันหันไม่ได้พบของฝากอะไรมาคงมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้น” บรรพชนกล่าวก่อนจะนำพู่กันชิ้นหนึ่งออกมา
“โอ้”ฉินอวี้ซีแปลกใจที่อีกฝ่ายนำสมบัติล้ำค่าออกมา นี่คือพู่กันจักรพรรดิหนึ่งในสมบัติล้ำค่าที่อีกฝ่ายได้มาตอนออกไปสำรวจซากโบราณแห่งหนึ่ง
“ข้าแก่แล้วเริ่มเขียนอะไรก็ลำบากข้าเห็นว่าเ้ามีนิสัยอ่อนโยนมีคุณธรรมน่าจะเขียนหนังสือได้งดงามจึงอยากจะส่งต่อพู่กันนี้ให้”บรรพชนมอบพู่กันจักรพรรดิให้กับหลิงหยวนทันที
“นี่ข้าไม่เคยทำอะไรให้ท่านผู้าุโเลยจะรับมาง่ายๆได้อย่างไร” หลิงหยวนกล่าว
“ให้ภาพเขาไปหนึ่งม้วนก็พอเอาภาพที่ข้าให้เ้าวาดภาพนั้น” ฉินอวี้ซีชี้ไปทางภาพที่แขวนอยู่เป็ภาพของเก้าั์ที่คำรามอยู่บนท้องฟ้า
บรรพชนที่เห็นภาพนี้ก็เหมือนกับถูกดึงเข้าไปในมิติภาพวาดและเผชิญหน้ากับเก้าัร่างของบรรพชนสั่นสะท้านด้วยความกลัวแรงกดดันที่เก้าัส่งมาเห็นได้ชัดว่าน่าหวาดกลัวอย่างมากแม้แต่แปลงเทพอย่างตนก็ราวกับเป็มดปลวก
“ท่านผู้าุโ”หลิงหยวนเห็นอีกฝ่ายหน้าซีดก็ใ
“ไม่เป็ไรไม่เป็ไร เอาภาพนี้ก็แล้วกันแต่ช่วยม้วนให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ข้าค่อนข้างแรงน้อย”บรรพชนกล่าวและไม่กล้ามองภาพนี้ง่ายๆอีก
“ท่านเซียนตกลงนี่มันอะไรกันเด็กคนนี้คือเซียนงั้นเหรอ” บรรพชนรีบสิ่งกระแสจิตหาฉินอวี้ซีทันที
“ไม่ใช่เป็แค่คนธรรมดาที่มีความเข้าใจในเต๋า” ฉินอวี้ซีกล่าวนางตรวจสอบแล้วหลิงหยวนไม่ใช่เซียนอย่างแน่นอนกายเนื้อของหลิงหยวนเหมือนมนุษย์ทุกประการ
“มนุษย์ที่สามารถบรรลุเต๋าได้โดยไม่บ่มเพาะพลังเื่นี้มัน” บรรพชนอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกหากหลิงหยวนบ่มเพาะได้เหมือนคนทั่วไปด้วยความเข้าใจในเต๋าเหล่านี้เขาจะไม่กลายเป็ตัวตนสูงส่งของเผ่ามนุษย์เลยงั้นเหรอ
“ไม่ต้องถามมากแค่อย่ามารบกวนข้าและเขาก็พออีกอย่างบอกศิษย์ของเ้าด้วยว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับเขาก็เตรียมตัวถูกทำลายสำนักได้เลย”ฉินอวี้ซีกล่าว
“แน่นอนท่านไม่บอกข้าก็จะจัดการให้อยู่แล้วเด็กคนนี้อยู่ในสำนักของข้าก็ถือว่าสำนักข้ามีวาสนา”บรรพชนกล่าวด้วยความเด็ดเดี่ยว
“หลานชายช่วยเดินไปส่งข้าได้หรือไม่” เมื่อหลิงหยวนนำภาพมาให้บรรพชนก็กล่าวขึ้น
“แน่นอนแต่ผู้าุโรอสักครู่” หลิงหยวนวิ่งเข้าไปในครัวก่อนจะนำห่อใบชาและไหสุรามาหนึ่งไห
“นี่คือสิ่งตอบแทนแค่ภาพเดียวของข้าคงไม่มีค่าพอเทียบกับพู่กันชิ้นนี้” หลิงหยวนแม้จะไม่รู้ว่าพู่กันชิ้นนี้ทำอะไรได้แต่แค่ภายนอกก็ดูงดงามและล้ำค่าอย่างมากแล้ว
“ไม่เลยเป็ภาพของเ้าที่ล้ำค่าหากนำไปขายด้านนอกก็คงรวยไปแล้ว”บรรพชนกล่าว
“อะแฮ่ม ภาพพวกนี้ไม่ขาย” ฉินอวี้ซีกล่าว
“ใช่แล้วใช่แล้ว อย่าขายเลยเก็บไว้ดีกว่า” บรรพชนกล่าวก่อนจะค่อยๆเดินลงจากเขาโดยมีหลิงหยวนพยุงเดินลงไป
“หลานชายหลิงได้ยินว่าเ้าพึ่งขึ้นเขามาฝึกตนแล้วครอบครัวของเ้าที่ด้านล่าง” บรรพชนกล่าวหยั่งเชิงเพราะเขาไม่รู้ข้อมูลของหลิงหยวนมากนัก
“ครอบครัวของข้าจากไปหมดแล้วั้แ่เด็กข้าก็อยู่กับท่านปู่ท่านยาแต่อายุขัยของทั้งสองก็หมดลงเมื่อไม่กี่ปีก่อนข้าเลยตามอาจารย์ขึ้นเขามาฝึกตน”หลิงหยวนกล่าว
“งั้นเหรอเช่นนั้นหลังจากนี้จงเรียกข้าว่าปู่สวี่ก็แล้วกันไม่ต้องเรียกผู้าุโแล้วจะเรียกท่านปู่เฉยๆก็ได้วันหน้าหากใครรังแกเ้าก็ใช้สิ่งนี้ติดต่อมาหาข้าวิธีใช้ก็ง่ายมากแค่ทำเหมือนเ้าใช้แผ่นยันต์ที่เ้าวาดขึ้นมาก็พอ” บรรพชนกล่าว
“ท่านปู่สวี่ท่านเป็ผู้ฝึกตนงั้นเหรอ”หลิงหยวนกล่าว
“ก็ถือว่าใช่กระมังแต่ตอนนี้ข้าแก่แล้วเลยไม่ได้แข็งแกร่งอะไรแต่หากปกป้องเ้ายังพอทำได้อยู่เอาละมาส่งข้าแค่นี้พอเ้ากลับขึ้นเขาไปฝึกฝนเสียเถอะ”บรรพชนกล่าว
หลิงหยวนพยักหน้าเมื่อเห็นว่ามาถึงตีนเขาแล้วหลิงหยวนจึงกุมมือให้อีกฝ่ายและเดินกลับขึ้นไป
“เป็เด็กดีจริงๆหากเด็กคนนี้ยังอยู่ในสำนักของข้าสำนักจะต้องรุ่งเรืองในอนาคต” บรรพชนกล่าวเสร็จร่างก็หายไปก่อนจะปรากฏที่ตำหนักเ้าสำนัก
“ท่านอาจารย์เป็อย่างไรบ้าง”เ้าสำนักกล่าว
“หลังจากวันนี้ไปใครก็ตามที่ไปหาเื่เด็กคนนั้นที่ฝึกฝนอยู่บนยอดเขาเมฆาเท่ากับหาเื่ข้าแม้แต่เ้าเองก็ตามจงมองเขาเป็หลานชายแท้ๆของข้าก็พอและหากใครทำให้เขาเสียใจหรือาเ็ ข้าจะออกมาฉีกคนผู้นั้นเป็ชิ้นๆ” บรรพชนกล่าวก่อนจะแผ่จิตสังหารออกมาแสดงให้เห็นว่าเขาเอาจริง
เ้าสำนักอ้าปากค้างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ๆท่านอาจารย์ของตนก็ดูจะเข้าข้างเด็กคนนั้นมากถึงขนาดนี้เ้าสำนักไม่เคยพบหน้าหลิงหยวนมาก่อนจึงไม่รู้ถึงความลับบนยอดเขาเมฆาและเขาก็ไม่กล้าขึ้นไปบนยอดเขาแห่งนั้นด้วยเพราะปกติไม่มีบุรุษคนไหนกล้าขึ้นไปมีเพียงเ้ายอดเขากระบี่ที่เป็หญิงถึงจะเข้าไปได้และท่านอาจารย์ของตนตรงหน้าเท่านั้น
“นำภาพนี้ไปเก็บไว้ในคลังสมบัติของสำนักห้ามมอบให้ใครมันคือไพ่ตายที่เอาไว้ใช้ปกป้องสำนักยามคับขัน”บรรพชนโยนม้วนภาพออกไป
“ม้วนภาพทำไปหาซื้อม้วนภาพนี้มาจากไหน....” เ้าสำนักรับม้วนภาพมาและเปิดดูทันที
“เ้าโง่จะเปิดเพื่อ”บรรพชนเห็นใบหน้าของเ้าสำนักซีดขาวร่างสั่นสะท้านก็ตบฝ่ามือออกไปทำให้เ้าสำนักได้สติและเก็บม้วนภาพเอาไว้ทันที
“น่ากลัวเกินไปแล้วนี่มันฝีมือของเซียนท่านใดวาด” เ้าสำนักกล่าว
“นี่คือภาพของหลานชายข้าเพราะงั้นจงอย่าได้ให้ใครแตะต้องเด็ดขาด” บรรพชนกล่าว
“หลานชายหรือว่า” เ้าสำนักเบิกตากว้างทันที
“รู้นะว่าควรทำอย่างไรการที่ข้ายอมเปิดเผยความลับ์นี้ให้เ้ารู้ก็เพราะเ้าคือเ้าสำนักหวังว่าเ้าจะไม่ทำอะไรโง่ๆ”บรรพชนกล่าว
“ศิษย์เข้าใจแล้วนอกจากท่านและข้าจะไม่มีคนอื่นรู้”เ้าสำนักกล่าว
“ไม่ใช่หรอกนอกจากเ้าและข้าแล้วเกรงว่าเ้ายอดเขากระบี่ก็ได้รับภาพพวกนี้ไปแล้ว” บรรพชนกล่าว
“อะไรนะจริงด้วยเมื่อเร็วๆนี้อยู่ๆนางก็บรรลุขอบเขตกะทันหันและวิถีกระบี่ก็แข็งแกร่งขึ้นแถมได้ยินว่าศิษย์คนหนึ่งของนางอยู่ๆก็เปลี่ยนไปเช่นกัน”เ้าสำนักกล่าว
“เพราะงั้นอย่าได้ให้เกิดข้อผิดพลาดหากใครกล้าหาเื่หลานชายคนดีของข้ามันผู้นั้นจะต้อง” บรรพชนทำท่าปาดคอทันที
“ข้าเข้าใจแล้ว”เ้าสำนักกล่าว
บรรพชนพยักหน้าถือไหสุราและห่อชาจากไปอย่างอารมณ์ดีเ้าสำนักถึงกับหลั่งเหงื่อรู้สึกว่านับวันยอดเขาเมฆายิ่งกลายเป็สถานที่รวมตัวพวกประหลาดมากขึ้นทุกวันแต่หากเ้าสำนักรู้ว่านอกจากฉินอวี้ซีและหลิงหยวนแล้วยังมีบรรพบุรุษของเผ่าอสูรทั้งสามตนอาศัยอยู่ด้วยละก็เขาจะต้องใตายแน่
“เมี๊ยว”ในลานบ้านหลิงหยวนพักผ่อนหลังจากทำงานหนักทั้งวันโดยนอนพิงต้นไม้อาบแดดเวลาผ่านไปแค่ 1ปีต้นอู่ถงที่หลิงหยวนนำมาปลูกกลับเติบโตจนใหญ่เท่ากับขนาดเดิมของมันแล้วตอนแรกหลิงหยวนก็แปลกใจแต่คิดว่าเพราะที่นี่คือสำนักของผู้ฝึกตนเลยทำให้ต้นไม้เติบโตเร็วผิดปกติ
เสี่ยวไป๋นอนหนุนตักหลิงหยวนหลับอย่างสบายใจการได้อยู่ใกล้ๆตัวของหลิงหยวนก็เหมือนได้ฟังการบรรยายเต๋าของมหาเทพผู้สูงส่งทุกวันทำให้พวกมันไม่ต้องทำอะไรก็แข็งแกร่งขึ้นทีละนิดและฟื้นฟูอาการาเ็ได้
“บัดซบเอ้ยข้าไม่น่าเลือกเป็ปลาเลยหากข้าเป็งูก็น่าจะพันอยู่ที่แขนของนายท่านได้แล้ว”เสี่ยวหลงที่ว่ายอยู่ในบ่อน้ำรู้สึกอิจฉาเสี่ยวไป๋และเสี่ยวหลงที่ได้ใกล้ชิดกับนายท่านขนาดนี้
หลิงหยวนนอนหลับสนิทขณะเดียวกันในห้วงฝันของหลิงหยวนหลิงหยวนกำลังเดินอยู่ในทะเลหมอกที่ไม่มีสิ่งใดเลย ไม่มีพื้นดิน ไม่มีตะวันจันทราไม่มีสายน้ำและูเามีเพียงหมอกและความมืดมิดมันทำให้หลิงหยวนรู้สึกเหงาอย่างมาก
“ที่นี่มันที่ไหนทำไมถึงไม่มีอะไรเลย ที่นี่มีใครอยู่หรือไม่” หลิงหยวนคำรามแต่ก็ไม่พบสิ่งใดแต่ทันใดนั้นเองเสียงถอนหายใจก็ดังขึ้นก่อนหลิงหยวนจะตื่น
“ตื่นแล้วงั้นเหรอ”เสียงของฉินอวี้ซีดังขึ้น
“ท่านอาจารย์”หลิงหยวนหอบหายใจพร้อมกับเหงื่อปรากฏเต็มหน้าผาก
“ดูเหมือนเ้าจะฝันร้ายสินะบอกอาจารย์มาสิว่าฝันถึงอะไร” ฉินอวี้ซีกล่าว
“ข้าฝันว่าตัวข้าได้เดินอยู่บนทะเลหมอกที่มืดมิด.....”หลิงหยวนเล่าทุกอย่างให้นางฟัง พวกเสี่ยวไป๋ที่ได้ยินก็สั่นสะท้านต่างจากฉินอวี้ซีที่ไม่เข้าใจความฝันนี้แต่ตัวตนที่ถือกำเนิดมาเป็กลุ่มแรกหลังจากโลกถือกำเนิดกลับคาดเดาได้
“นี่มันหรือว่าจะหมายถึงที่นั่น”
“ไม่ผิดแน่ข้าเคยออกไปจากแดนเทพอยู่หลายครั้งพยายามตามหาท่านมหาเทพแต่ไม่เคยตามหาพบและบังเอิญไปเห็นว่าในจักรวาลมีทะเลหมอกอยู่ที่นั่นอันตรายอย่างมากทันทีที่เข้าไปพลังบ่มเพาะทั้งหมดจะถูกปิดกั้นเต๋าอันยิ่งใหญ่ไม่อาจใช้ได้ข้าเลยรีบหนีกลับออกมา”เสี่ยวหลงกล่าว
“ข้าก็เคยได้ยินอยู่บ้างหรือว่านายท่านมาจากที่นั่น มหาเทพทั้งหมดอยู่ในทะเลหมอกพวกนั้นงั้นเหรอ” เสี่ยวหวงกล่าว
“ไม่รู้แต่ที่แน่ๆฝันนี้น่าจะเป็เบาะแสงหนึ่งเกี่ยวกับตัวตนของนายท่าน”เสี่ยวไป๋กล่าว