ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 27 เค้าลางอันตราย
กริ๊กๆ
ปุ่มสีดำยุบตัวลงไปตามแรงจากนิ้วมือ
หลังจากนั้นก็เกิดเสียงหึ่งๆ ดังไปทั่วโถงถ้ำแห่งนี้
การกระทำของมาคัสสร้างผลกระทบเป็วงกว้าง ในตอนนี้คำสั่งที่ถูกตั้งเอาไว้บนปลอกคอถูกยกเลิกทั้งหมด
คนงานเหมืองที่ยังรู้สึกตัวต่างก็เอื้อมมือไปที่คอของตนเอง สีหน้าของพวกเขาดูตื่นเต้นใ พากันปลดปลอกคอหนามสีดำออกจากคอของตน
พวกเขาก้มลงมองปลอกคอสีดำในมือ บ้างก็ยิ้มร่า บ้างก็มีหยาดน้ำตา ส่วนบางคนเหวี่ยงปลอกคอลงกับพื้นกระทืบให้มันแหลกลาญด้วยความโมโห แต่ละคนต่างก็มีอารมณ์อันหลากหลายปนเปกันไป
มีหลายคนที่หันหน้ามาทำความเคารพให้กับสมาชิกตระกูลทั้งห้า
สมาชิกตระกูลพีไรซ์มองภาพตรงหน้าด้วยความเข้าใจ คนเหล่านี้คงพบเจอเื่ทรมานกันมาไม่น้อย
แคนซัสเองก็เป็หนึ่งในคนที่ถอดปลอกคอหนามนั่นออกมา เขามองดูมันเป็ครั้งสุดท้าย ใบหน้านิ่งเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยอารมณ์เอ่อล้นอยู่ภายใน
จากบ้านมาไกล ห่างคนที่บ้านมานาน ติดแหง็กหาทางหนีไม่ได้ แรงใจเดียวที่ทำให้ทนมาได้ถึงสองปีก็คือครอบครัวที่รออยู่......และในที่สุด วันนี้ก็มาถึง วันที่จะได้กลับไปที่ตระกูลอีกครั้ง
แคนซัสหลับตาลง คิดทบทวนเื่ราวที่ผ่านมา ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นใหม่อีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้มีแค่ความหวัง แต่มันเต็มไปด้วยความสดใส สดใสอย่างที่มันควรจะเป็มาตลอด
แคนซัสโยนปลอกคอหนามสีดำทิ้งไป ก่อนจะมองไปที่มาคัสและคนอื่นๆ ด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณพวกท่านที่ตามหาข้าจนเจอ และช่วยปลดปล่อยเหล่าคนงานเหมืองเ่าั้”
“พวกเขาทุกคนเขาต่างก็โดนหลอกมาทำงาน ไม่ก็โดนจับตัวมาทำงาน ทุกคนล้วนเป็อเวกระดับต่ำที่เมืองระดับกลางและเมืองระดับใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจ ถึงแม้หายตัวไปก็ไม่มีใครคิดออกตามหา...หรือไม่ก็ไม่มีอำนาจพอจะตามหา”
แคนซัสกล่าวพร้อมยกมือคารวะทุกคนที่อยู่ตรงหน้า แต่ไม่นานก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“แต่ข้าต้องเตือนพวกท่านไว้อย่างหนึ่ง แม้พวกเขาจะน่าสงสาร แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็คนดีและซาบซึ้งในบุญคุณคน การที่ท่านพ่อปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ เช่นนี้ เกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหาได้” ขณะที่ปากพูด แคนซัสก็มองกลุ่มคนงานที่ทยอยหลบหนีกันออกไปเป็บางส่วน
“อุโมงค์แห่งนี้เป็ทางเข้าเหมืองหินพลังงาน แต่มันไม่ใช่แค่นั้น นอกเหนือจากหินพลังงาน ที่นี่มียังศิลาธาตุแทรกตัวอยู่ประปรายด้วย มูลค่าของมันมหาศาลจนแม้แต่ตระกูลในเมืองขนาดใหญ่ยังต้องตาลุกวาว”
“เดิมทีเหมืองแห่งนี้ ตระกูลหวงหลงจากเมืองขนาดใหญ่ C-04 เป็ผู้พบเจอ และมันไว้แต่เพียงผู้เดียวเป็การลับ”
“ข้าอยู่ที่นี่มาก็เกือบสองปี มีแค่ไม่กี่เดือนก่อนเท่านั้นที่มันย้ายข้าไปทำงานรับใช้ผู้าุโในตระกูลของมันขณะเดินทางไปเจรจาการค้า นอกนั้นข้าก็ต้องอยู่ที่นี่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยเห็นว่าจะมีตระกูลหรือองค์กรอื่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหมืองแห่งนี้แม้แต่น้อย”
“การที่ท่านพ่อปล่อยผู้คนที่ล่วงรู้ความลับของเหมืองแห่งนี้ออกไปเป็จำนวนมาก......สถานการณ์หลังจากนี้จะต้องวุ่นวายมากเป็แน่ ตระกูลและองค์กรจากเมืองขนาดใหญ่จะต้องยื่นมือเข้ามามีส่วนร่วม ตระกูลหวงหลงก็คงจะหัวเสียไม่น้อยทีเดียว”
แคนซัสจ้องมองไปที่พ่อของตนอีกครั้ง แววตากลับมาหมองหม่น ส่ายศีรษะไปมา
เมื่อมาคัสได้ฟังดังนั้น เขาก็นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ปรากฏว่าสถานที่แห่งนี้เป็ขุมสมบัติลับที่ตระกูลจากเมืองใหญ่แอบไว้กอบโกยแต่เพียงผู้เดียว!
ซึ่งบัดนี้ ความลับเ่าั้ถูกเปิดเผยด้วยฝีมือของพวกเขาเสียแล้ว
แม้ว่าตระกูลพีไรซ์จะไม่ได้มีส่วนร่วมในการเข้ามาแย่งชิงสมบัติภายในเหมือง แต่ก็เป็ต้นเหตุที่ทำให้เกิดเื่ทั้งหมดนี้
แน่นอนว่าพวกมันไม่สามารถจัดการกับขุมอำนาจในระดับเดียวกันได้ง่ายๆ แต่กับตระกูลพีไรซ์ ตระกูลในเมืองขนาดเล็ก การที่จะส่งกองกำลังมาทำลายทั้งตระกูลจนสิ้นซากมันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เพียงแค่ออกคำสั่งสักหนึ่งประโยค ตระกูลของเขาก็คงไม่เหลือซาก
แต่ก็เท่านั้น นี่เป็สิ่งที่เขาตัดสินใจไปแล้ว คนเหล่านี้ก็เหมือนลูกชายของเขาที่ต้องผ่านเื่ราวเลวร้ายมามาก ถ้าเขาเลือกที่จะไม่ปล่อยไป...มันคงเป็ความรู้สึกแย่ๆ ที่ติดตัวเขาไปตลอด
มาคัสตกอยู่ในภวังค์ไปครู่ใหญ่
แน่นอนว่าเขาเองก็กังวล แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใน่เร็วๆ นี้ ทั้งคัมภีร์วิชาบ่มเพาะอันล้ำค่า สถานการณ์อันตรายของคนในตระกูลที่ได้รับการแก้ไข อุปกรณ์วิเศษที่เขาได้รับมา...ความกังวลนั้นก็เหมือนจะบรรเทาเบาบางลง
ตระกูลของเขานั้นกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น หากมีเวลามากกว่านี้อีกสักนิด ตระกูลของเขาอาจไม่จำเป็ต้องเกรงกลัวขุมอำนาจใหญ่มากขนาดนั้น
แคนซัสที่เห็นคนตรงหน้านิ่งเงียบก็คิดว่ามาคัสคงจะกังวลมากจนพูดไม่ออก จึงเปิดปากพูดต่อไป
“ท่านพ่อ ยินดีกับท่านด้วยที่ในที่สุดก็ก้าวข้ามมาถึงอเวกระดับห้าได้แล้ว”
“แต่ข้าต้องบอกตรงๆ กับท่านว่าต่อให้เป็อเวกระดับห้าก็ไม่อาจทานอำนาจของขุมอำนาจในเมืองขนาดใหญ่ได้ แค่ข้ารับใช้ของพวกมันก็เป็ถึงอเวกระดับสามระดับสี่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงสมาชิกหลักของตระกูล”
“ข้าคิดว่าหลังออกจากที่นี่ พวกเราควรพิจารณาเื่การย้ายถิ่นฐานกันดูสักครั้ง แม้จะต้องสูญเสียหลายๆ สิ่ง แต่ก็ดีกว่ารอให้ตระกูลของเราถูกบดขยี้ทั้งตระกูล”
แคนซัสกล่าวออกด้วยความกังวล แต่ในแววตาลึกๆ เขาก็ยังมีความหวังอยู่
่ที่ผ่านมา เขาผ่านเื่เลวร้ายมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ เขาเชื่อมั่นว่าหากตระกูลยอมโอนอ่อน ยอมถอยหนี มันจะทำให้ผ่านพ้นเื่ราวแย่ๆ เหล่านี้ไปได้
แต่มาคัสกลับส่ายศีรษะให้กับคำพูดของแคนซัส แน่นอนว่าเขาไม่เห็นด้วยกับเื่นี้
“ดูเหมือนว่าความลำบากจะทำให้เ้ากลายเป็คนขี้กลัวไปเสียแล้ว......ข้ายอมรับว่าข้าเองก็กังวล แต่ไม่ได้กังวลจนเกินเหตุ พวกเราอาจจะยังมีวิธีอื่นที่พอจะทำได้อยู่” มาคัสพูดขึ้นมา ในใจก็คิดไปถึงบรรพบุรุษที่ตนเคยพบในความฝัน จู่ๆ ความเชื่อมั่นอันแรงกล้าก็โผล่เข้ามาในจิตใจ
“พวกเราตระกูลพีไรซ์เคยย้ายฐานที่มั่นมาแล้วครั้งหนึ่งในอดีต มันก็คงไม่ใช่เื่แปลกอะไรหากมันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง......แต่นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของตระกูลเราไม่ใช่หรือ?”
“แคนซัส ใน่เวลาที่เ้าไม่อยู่ มีเื่เกิดขึ้นมากมาย ตระกูลของพวกเราในปัจจุบันอาจจะไม่ได้อ่อนแอเหมือนที่เ้าคิดก็เป็ได้” เมื่อมาคัสพูดจบเขาก็เผยรอยยิ้มออกมา นั่นทำให้แคนซัสขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“เ้าไม่ต้องเป็ห่วง ในฐานะที่ข้าเป็หัวหน้าตระกูล เ้ามั่นใจได้เลยว่าข้าจะต้องพาตระกูลฝ่าฟันเื่นี้ไปให้จงได้”
“แผนการของเราในตอนนี้......เราจำเป็ต้องแพร่กระจายข่าวออกไปก่อนผู้อื่น ในเมื่อไม่ช้าก็เร็วข่าวนี้จะต้องรั่วไหลออกไปอยู่ดี เราก็แค่ทำให้มันเกิดขึ้นก่อน ทำให้มันเป็ไปในแนวทางที่เราควบคุมได้”
คำพูดของมาคัสทำให้เคนที่ยืนอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะต้องถามออกมา “ท่านหัวหน้าตระกูล ท่านหมายความเช่นไร?”
คนอื่นๆ ต่างก็หันมามองที่มาคัสเช่นเดียวกัน
“ข้า้าจะแจ้งเื่ที่พบ ให้เ้าเมือง C-48 ทราบ” มาคัสพูดด้วยเสียงเรียบๆ
“ข้าคิดว่าแม้แต่ผู้มีอำนาจในเมืองขนาดกลาง หากฉลาดพอก็คงไม่กล้าเก็บเหมืองแห่งนี้ไว้กินคนเดียว พวกมันจะต้องแจ้งเื่ขึ้นไปให้ผู้มีอำนาจในเมืองขนาดใหญ่ทราบ แล้วค่อยขอส่วนแบ่งสัมปทานสักเล็กน้อยเพราะเหมืองแห่งนี้อยู่ในพื้นที่บริเวณรอบเมือง C-48 ของมัน”
“อีกไม่นาน เมืองขนาดกลางแห่งนี้จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทุกสิ่งจะเจริญขึ้น แม้แต่พวกโจรูเาที่คอยดักปล้นคาราวานพ่อค้าก็ต้องถูกกวาดล้าง”
“และสิ่งนี้จะต้องทำให้ตระกูลหวงหลงอะไรนั่นหัวหมุนจนแทบไม่ได้พัก เพราะคงมีคนพยายามจะเข้ามามีส่วนแบ่งมากมายเสียจนนับด้วยนิ้วมือไม่หมด และมันจะช่วยซื้อเวลาให้กับตระกูลของเราไปได้อีกระยะหนึ่ง”
มาคัสอธิบายจนจบ กวาดตามองทุกคนว่าเข้าใจที่เขาพูดหรือไม่ สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่เคน
“เอ่อ ข้า...ข้าเข้าใจแล้ว แปลว่าเราจะมีเวลาเตรียมการในหลายๆ สิ่งมากขึ้น” เคนลนลานรีบประสานมือแล้วตอบหัวหน้าตระกูลกลับไป ก่อนจะพึมพำบางอย่างที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน “ไม่แน่ว่าตระกูลของพวกเรา......อาจจะผ่านพ้นมันไปก็เป็ได้”
มาคัสไม่ได้ใส่ใจประโยคหลังเท่าไรนัก แต่ก็เหมือนว่าเขาจะคิดไปในทางเดียวกัน หากเป็เมื่อก่อนเขาคงรีบกลับตระกูลเพื่อเตรียมการทุกอย่าง
แต่ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เขากลับมีความเชื่อมั่นที่มากขึ้น ตระกูลพีไรซ์หาได้อ่อนแอเช่นวันวาน หากมีเวลามากพอให้เติบโตล่ะก็ แม้แต่ตระกูลในเมืองขนาดใหญ่ก็ไม่ใช่จะมารังแกกันได้ง่ายๆ
เื่เลวร้ายที่เกิดขึ้น เขาจะต้องไม่รีบร้อนตัดสินใจ ตอนนี้ทำได้เพียงยื้อเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด เขาคิดว่าหากกลับไปที่ตระกูล ก็ควรจะต้องไปปรึกษาบรรพบุรุษอีกครั้งเผื่อว่าจะมีทางออกดีๆ โดยที่ทั้งตระกูลไม่ต้องหลบหนีอพยพไปที่ไหน
การอพยพหลบหนีออกจากถิ่นฐานเดิมควรจะเป็วิธีสุดท้ายที่เขาจะทำ
แคนซัสมองไปที่คนทั้งห้า ทุกคนดูกังวลก็จริง แต่ไม่มีใครสักคนที่มองมันเป็เื่คอขาดบาดตาย นั้นทำให้เขาได้แต่สงสัยอยู่ภายในใจ เหตุเพราะไม่ทราบเหตุผลเบื้องลึกเื้ั
เกิดอะไรขึ้นที่ตระกูล? ตระกูลของเราเปลี่ยนไปแล้วงั้นหรือ?
แคนซัสเข้าใจแผนซื้อเวลา แต่กับเื่อื่น...ยังไม่ค่อยชัดเจนนักว่าพ่อของตนกำลังคิดอะไรอยู่
คงทำได้เพียงเชื่อใจในตัวพ่อ เชื่อใจในตัวหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบันไปก่อน รอให้เขากลับไปที่ตระกูลแล้วค่อยกล่อมทุกคนในตระกูลให้ตื่นตัวกับอันตราย ถึงตอนนั้นก็ยังไม่สายจนเกินไป นั่นคือสิ่งที่แคนซัสคิด