คล้อยหลังเหตุการณ์ปั่นป่วนในราชสำนักเพียงไม่กี่วัน เทียบเชิญสีทองหรูหราฉบับหนึ่งก็ถูกส่งตรงถึงจวนสกุลซ่งอย่างลับๆ
มันคือเทียบเชิญจาก ‘ฮองเฮาตวนหรู’ ผู้เป็มารดาแห่งแผ่นดิน ทรงเชิญให้เสิ่นว่านอวี๋พาบุตรสาวน้อยเข้าวังหลวงเพื่อร่วมงานเลี้ยงน้ำชาส่วนพระองค์ ณ ตำหนักของพระนาง
เสิ่นว่านอวี๋น้อมรับเทียบเชิญอย่างสองจิตสองใจ ยามค่ำคืนนั้น นางโอบอุ้มเหยาเหยาแนบอก พลางทอดถอนใจครุ่นคิดถึงเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่เื้ัราชโองการอันเปี่ยมไมตรีนี้
'เอ๊ะ? ฮองเฮาทรงเชิญท่านแม่กับข้าเข้าวังเหรอ?' เสียงเจื้อยแจ้วในความคิดของเหยาเหยาดังขึ้นอย่างตื่นเต้นปนระแวดระวัง 'ฮองเฮาตวนหรู... อ๋อ! เสด็จแม่ของรัชทายาทจิ่งเฉิน ทั้งอ่อนโยน เมตตา ทว่าซ่อนคมดาบไว้ใต้รอยยิ้มอย่างชาญฉลาด เป็คนดีโดยแท้'
'แล้วรัชทายาทจิ่งเฉินคนนี้แหละคือ 'พระจันทร์ขาว'[1] ของเื่! พระองค์ทรงเป็เ้าชายที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมที่สุด หากในตอนท้ายตระกูลซ่งของเราเลือกที่จะยืนเคียงข้างรัชทายาท แทนที่จะทำตัวเป็กลาง... พวกเราก็คงไม่ต้องเผชิญจุดจบถูกล้างตระกูลอย่างอนาถ!' เหยาเหยาคิดวิเคราะห์อย่างเคร่งเครียด 'แต่ในนิยาย ท่านพ่อดื้อรั้น ยึดมั่นในอุดมการณ์ขุนนางตงฉินที่ต้องจงรักภักดีต่อฮ่องเต้เพียงผู้เดียว จึงวางตัวเป็กลางไม่เลือกข้าง สุดท้ายเมื่อไร้ร่มเงาผู้ทรงอิทธิพลคอยคุ้มหัว ตระกูลซ่งจึงกลายเป็เป้าหมายแรกที่อ๋องรองเหยียบย่ำทำลายอย่างง่ายดาย'
'คราวนี้แหละคือโอกาสทอง! ฮองเฮาทรงยื่นไมตรีมาให้ก่อน แสดงว่าฝ่ายรัชทายาทเริ่มเห็นคุณค่าในตัวท่านพ่อแล้ว เราต้องค่อยๆ สานสายสัมพันธ์นี้ไว้... แต่ต้องทำอย่างแเีที่สุด อย่าให้อ๋องรองจับพิรุธได้เด็ดขาดว่าตระกูลซ่งเลือกข้างแล้ว'
เสิ่นว่านอวี๋ที่นอนกอดร่างนุ่มนิ่มของบุตรสาวอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ลืมตาขึ้นช้าๆ ทุกถ้อยคำในใจของลูกสาวตัวน้อยหลั่งไหลเข้าสู่โสตประสาทอย่างครบถ้วน ทำให้นางถึงกับสั่นสะท้านในอก
เด็กหญิงตัวน้อยที่ยังไม่หย่านมของนาง กลับมองหมากกระดานการเมืองในราชสำนักได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าขุนนางเฒ่าเจนสนามเสียอีก...
พระจันทร์ขาว... รัชทายาท... และหนทางแห่งหายนะจากการวางตัวเป็กลาง...
เสิ่นว่านอวี๋สลักลึกทุกคำเตือนไว้ในใจ ตั้งมั่นว่ารุ่งสางจะต้องนำเื่นี้ไปหารือกับสามีและบุตรชายคนโตอย่างเร่งด่วน
——————
วันรุ่งขึ้น ณ ตำหนักจิ่งคุนอันโอ่อ่าของฮองเฮาตวนหรู
ฮองเฮาทรงเป็สตรีวัยกลางคนผู้ทรงสิริโฉมและสง่างามเหนือผู้ใด พระพักตร์เอิบอิ่มเปี่ยมเมตตา ทว่าแววพระเนตรกลับคมปลาบแฝงความเฉลียวฉลาดล้ำลึก พระนางทรงต้อนรับเสิ่นว่านอวี๋อย่างอบอุ่นเป็กันเอง ราวกับสหายสนิทที่ไม่ได้พบกันนานปี
"ซ่งฮูหยิน ข้าได้ยินกิตติศัพท์ความซื่อสัตย์ของใต้เท้าซ่งมานานนัก" ฮองเฮาตรัสพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างแช่มช้า "ขุนนางที่กล้ายืนหยัดเพื่อความถูกต้องท่ามกลางกระแสการเมืองอันเชี่ยวกราก ช่างหาได้ยากยิ่งในยุคสมัยนี้"
เสิ่นว่านอวี๋ยอบกายถวายพระพรอย่างนอบน้อม "พระนางทรงชมเกินไปแล้วเพคะ สามีของหม่อมข้าเพียงปฏิบัติหน้าที่ตามมโนธรรมอันพึงมีเท่านั้น หาได้กล้าคิดเป็อื่นไม่"
ขณะที่สตรีทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น พลันปรากฏร่างของเด็กชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาในตำหนัก เด็กชายผู้นั้นมีชันษาเพียงสิบปีเศษ ทว่ามีวงหน้าหมดจดงดงามดั่งสลักเสลาจากหยกเนื้อดี ดวงตาคู่นั้นอ่อนโยนเป็ประกายเปี่ยมเมตตา ท่วงท่าการเยื้องกรายสุขุมคัมภีร์ภาพเกินวัยยิ่งนัก
"เสด็จแม่" เด็กชายคุกเข่าถวายบังคมฮองเฮาอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันมาประสานมือคำนับเสิ่นว่านอวี๋ตามมารยาทของผู้น้อยอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง
ฮองเฮาทรงแย้มพระสรวลอย่างละมุนละไม "นี่คือจิ่งเฉิน บุตรชายของข้าเอง"
เหยาเหยาซึ่งนั่งตาแป๋วอยู่บนตักของมารดา เงยหน้ามองสบตากับเด็กชายผู้นั้นทันที
'โอ้โฮ! นี่น่ะหรือรัชทายาทจิ่งเฉิน! 'พระจันทร์ขาว' ตัวจริงเสียงจริง!' หัวใจดวงน้อยของเหยาเหยาเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น 'หน้าตาหล่อเหลาและดูใจดีมากจริงๆ ยิ้มของเขาช่างอบอุ่นเหมือนแสงตะวันในฤดูหนาว ต่างจากอ๋องรองลิบลับรายนั้นยิ้มทีไรขนลุกซู่ไปทั้งตัว สมแล้วที่เป็ตัวเอกฝั่งธรรมะ!'
'ในนิยาย รัชทายาทพระองค์นี้แหละที่จะได้ขึ้นครองบัลลังก์ัและปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม ทว่าหนทางก่อนจะถึงจุดนั้นกลับโรยด้วยขวากหนาม ต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งและแผนร้ายสารพัดจากเซียวจิ่งหรง... ข้าต้องจำไว้ให้มั่น คนผู้นี้คือผู้พิทักษ์ที่แท้จริง เป็ม้าศึกตัวเก่งที่ตระกูลซ่งต้องลงเดิมพันให้ได้!'
รัชทายาทจิ่งเฉินที่กำลังจะประทับลง ทรงเหลือบพระเนตรมาเห็นเด็กน้อยบนตักของเสิ่นว่านอวี๋ รอยแย้มสรวลอ่อนโยนพลันปรากฏบนพระพักตร์ "คุณหนูน้อยผู้นี้น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก"
พระองค์ทรงย่อพระวรกายลงทักทายเหยาเหยาอย่างไม่ถือพระองค์ พลางเอื้อมพระหัตถ์หยิบขนมโก๋รูปกระต่ายตัวน้อยบนโต๊ะส่งให้ "คุณหนูน้อย เ้าชอบกระต่ายหรือไม่?"
เหยาเหยาผู้มักจะระแวดระวังคนแปลกหน้าเป็ทุนเดิม จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของรัชทายาทหนุ่มน้อยอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อััได้ถึงความจริงใจอันบริสุทธิ์ นางจึงส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มจนตาหยี แล้วยื่นมือน้อยๆ ไปรับขนมกระต่ายมาถือไว้ ท่าทางแสนรักแสนแก่นแก้วนั้นเรียกความเอ็นดูจากรัชทายาทจนทรงพระสรวลออกมา
'อืม สายตาของเขาอ่อนโยนและซื่อตรงจริงๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมซ่อนเร้นเลยสักนิด ช่างแตกต่างจากอ๋องรองราวฟ้ากับเหว' เหยาเหยาคิดในใจพลางแทะขนมกระต่ายอย่างเพลิดเพลิน 'คนเช่นนี้คู่ควรแก่การเป็ฮ่องเต้ แผ่นดินจึงจะร่มเย็นเป็สุข ข้าต้องหาทางช่วยครอบครัวหนุนหลังเขาให้จงได้'
'แต่... เส้นทางของพระองค์ก็คงลำบากไม่น้อย เป็ถึงรัชทายาทแต่กลับถูกอ๋องรองกดขี่ข่มเหงอยู่ตลอด กว่าจะได้ครองบัลลังก์ในนิยายต้องสูญเสียไปตั้งเท่าไหร่ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน...'
'เอาละ เด็กดีต้องรู้จักทักทายผู้มีพระคุณ... เอ๊ย ทักทายรัชทายาทสิ!' เหยาเหยาเรียกรวมสติ ก่อนจะพยายามเค้นเสียงเล็กๆ ออกมาจากลำคอ "ปี้... ดี๊! (พี่ดี)"
รัชทายาทจิ่งเฉินทรงพระสรวลเสียงใส "เด็กคนนี้ช่างตาแหลมคมนักเสด็จแม่ รู้จักแยกแยะว่าใครดีใครร้ายั้แ่ยังเล็กเพียงนี้"
ฮองเฮาทอดพระเนตรภาพความสนิทสนมระหว่างพระโอรสกับเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความพึงพอพระทัยยิ่ง สายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ถักทอขึ้นอย่างเป็ธรรมชาติผ่านเด็กๆ เช่นนี้ ย่อมไม่เป็ที่สะดุดตาหรือดึงดูดความระแวงจากผู้ใดในราชสำนัก
——————
ยามบ่ายคล้อย ระหว่างทางขากลับบนรถม้าที่แล่นไปตามถนนอย่างมั่นคง เสิ่นว่านอวี๋ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างพลางครุ่นคิดถึงเื่ราวในวันนี้
การยื่นไมตรีของฮองเฮาและรัชทายาทนั้นช่างนุ่มนวล แเี ไม่เร่งรัด และไร้ซึ่งการบีบบังคับ เพียงแต่เปิดประตูแห่งมิตรภาพทิ้งไว้ให้เลือกสรร — นี่ถือเป็นิมิตหมายอันดีเยี่ยมสำหรับการเริ่มต้นเป็พันธมิตร
'วันนี้ช่างราบรื่นดีแท้' เหยาเหยาคิดอย่างพึงพอใจพลางเอนกายพิงอกมารดา 'ได้ผูกมิตรกับรัชทายาทไว้แล้ว ต่อไปตระกูลซ่งก็จะมีร่มโพธิ์ร่มไทรคอยคุ้มหัว ไม่ต้องเผชิญหน้าสู้รบตบมือกับอ๋องรองอย่างโดดเดี่ยวเหมือนในนิยายอีก'
'แต่ทุกอย่างต้องค่อยเป็ค่อยไป สายสัมพันธ์เช่นนี้ต้องบ่มเพาะด้วยเวลา หากรีบร้อนผูกมัดจนแ่าเกินไป อ๋องรองอาจไหวตัวทันและหันมาเล่นงานเราหนักขึ้น' เหยาเหยาคิดวิเคราะห์อย่างสุขุมรอบคอบ ก่อนจะแอบถอนหายใจยาวเหยียดในใจ 'เฮ้อ... ชาติก่อนข้าเป็แค่สาวออฟฟิศธรรมดาๆ คนหนึ่งแท้ๆ ทำไมชาตินี้ต้องมานั่งวางแผนการเมืองระดับล้มท่านอ๋องั้แ่ยังพูดไม่ชัดด้วยเนี่ย!'
เสิ่นว่านอวี๋ที่ได้ยินเสียงบ่นอุบอิบในใจของบุตรสาว อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มด้วยความเอ็นดูระคนปวดใจลึกๆ บุตรสาวตัวน้อยของนางต้องแบกรับภาระทางความคิดอันหนักอึ้ง ทั้งที่ควรจะได้ใช้ชีวิตวัยเยาว์อย่างรื่นรมย์และไร้เดียงสาที่สุด นางจึงปฏิญาณกับตนเองว่าจะต้องปกป้องดวงใจดวงนี้ให้ดีที่สุด ให้เหยาเหยาได้เติบโตอย่างมีความสุข ส่วนเื่คาวเืและการห้ำหั่นทางการเมือง ปล่อยให้เป็หน้าที่ของผู้ใหญ่อย่างพวกนางเอง
——————
ทว่าในเวลาเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของเมืองหลวง ภายใต้เงามืดอันสลัวราง แผนการร้ายของเซียวจิ่งหรงก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ
ภายในตำหนักอ๋องรองอันเงียบสงัด เซียวจิ่งหรงทอดสายตามองข้ารับใช้คนสนิทที่กำลังคุกเข่ารายงานด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
"ทูลท่านอ๋อง กระหม่อมสืบมาแล้วพ่ะย่ะค่ะว่า ตระกูลซ่งหวงแหนบุตรสาวคนเล็กผู้นั้นราวกับไข่ในหิน แทบไม่ยอมให้คนนอกเข้าใกล้ การจะส่งคนของเราลอบเข้าไปในจวนจึงยากเย็นแสนเข็ญ" คนสนิทรายงานเสียงเบา "ทว่ากระหม่อมพบช่องโหว่ประการหนึ่ง ขณะนี้คุณหนูน้อยตระกูลซ่งใกล้ถึงวัยหย่านม ทางจวนสกุลซ่งจึงกำลังประกาศรับสมัครแม่นมและหมอประจำตัวเพิ่มพ่ะย่ะค่ะ..."
เซียวจิ่งหรงยกมุมปากขึ้นเป็รอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ดีมาก... จงจัดการส่งคนของเราแทรกซึมเข้าไปให้ได้ โดยผ่านสายสัมพันธ์ที่ดูน่าเชื่อถือและไร้พิรุธที่สุด"
"ข้าไม่อยากรู้ว่าตระกูลซ่งซ่อนความลับอันใดไว้" น้ำเสียงต่ำพร่าแฝงจิตสังหารเอ่ยขึ้น ดวงตาคมปลาบฉายแววอำมหิต "ข้าเพียง้าให้พวกมันรู้ซึ้งว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีจุดอ่อน... และจุดอ่อนอันเปราะบางที่สุดของตระกูลซ่ง ก็คือเด็กคนนั้น!"
"หากเด็กนั่นเป็อะไรไป ตระกูลซ่งจะต้องระส่ำระสายเจียนคลั่ง ถึงตอนนั้น ต่อให้พวกมันจะหยั่งรู้ฟ้าดินหรือคาดการณ์ล่วงหน้าได้ดีเพียงใด ก็คงไม่มีสมาธิและเรี่ยวแรงมาขัดขวางแผนการของข้าอีกต่อไป!"
คนสนิทน้อมรับบัญชาด้วยความยำเกรง ก่อนจะล่าถอยออกไปจัดการตามแผนการทมิฬทันที
เซียวจิ่งหรงหมุนตัวกลับไปทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง รอยยิ้มเย็นยะเยียบประดับบนใบหน้าดั่งมัจจุราชที่กำลังรอขย้ำเหยื่อ
——————
ค่ำคืนนั้น เหยาเหยานอนหลับใหลอยู่ในห้วงนิทราอันแสนหวาน โดยหารู้ไม่ว่าเงื้อมมือมารอันดำมืดกำลังเอื้อมเข้ามาหมายจะปลิดชีวิตนาง
ทว่าท่ามกลางความฝันอันพร่าเลือน เด็กน้อยพลันสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก หัวใจดวงน้อยเต้นระทึกรัวเร็วอย่างไม่มีสาเหตุ ความหนาวเหน็บแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง
'ทำไมถึงรู้สึกกระวนกระวายใจขนาดนี้นะ...' เหยาเหยาคิดด้วยความหวาดหวั่น มือป้อมๆ โอบกอดตุ๊กตาผ้าคู่ใจไว้แน่น 'เหมือนมีลางร้ายบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น... อ๊ะ! ข้าใกล้จะอายุครบสามขวบแล้วนี่นา! ต้องระวังตัวให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะคนแปลกหน้าทุกคนที่ก้าวเข้ามาในจวนใน่นี้...'
เสิ่นว่านอวี๋ที่นอนอยู่เตียงข้างๆ ลืมตาขึ้นในความมืดทันทีที่ได้ยินลางสังหรณ์อันน่าสะพรึงกลัวของบุตรสาว นางรีบลุกขึ้นเดินตรงไปยังเปลเด็ก ลูบศีรษะและแผ่นหลังลูกน้อยเบาๆ ปลอบประโลมจนกระทั่งเหยาเหยาค่อยๆ สงบลงและเข้าสู่นิทราอีกครั้ง
ทว่าตัวนางเองกลับไม่อาจข่มตาหลับได้อีกเลยตลอดทั้งคืน... คำว่า ‘วัยสามขวบ’ และ ‘คนแปลกหน้าที่จะเข้ามาในจวน’ ดังก้องอยู่ในหัว... ประจวบเหมาะกับที่ทางจวนกำลังจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาพอดิบพอดี ทุกอย่างมันช่างสอดคล้องร้อยเรียงกันจนน่าขนลุก!
นางลุกขึ้นจุดตะเกียงน้ำมัน เขียนสารลับส่งถึงสามีและบุตรชายคนโตที่ยังคงทำงานอยู่ในห้องหนังสือ เพื่อนัดประชุมด่วนที่สุดในเช้าวันรุ่งขึ้น
ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนในตระกูลซ่งจะต้องร่วมมือกันเพื่อก้าวข้าม ‘ด่านมรณะวัยสามขวบ’ นี้ไปให้ได้!
แม้เสิ่นว่านอวี๋จะยังไม่รู้ว่าลางสังหรณ์ของบุตรสาวกำลังจะกลายเป็ความจริงในอีกไม่ช้า ทว่าบัดนี้... ทั้งตระกูลซ่งพร้อมแล้วที่จะจับมือกันฉีกกระชากบทต้นฉบับหน้านั้นทิ้งไปเสีย และลิขิตชะตาชีวิตของพวกตนขึ้นมาใหม่ด้วยตนเอง!
—----------------------------------
[1] ในบริบทนี้ น่าจะหมายถึงตัวแปรหรือผู้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง