ตอนที่ 3
เมื่อได้ยินท่านตาเทพพูดเสร็จ เธอต้องลองถามใหม่อีกครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นมันเป็จริงหรือเปล่า
"อะไรนะคะคุณตาเทพ หนูฟังผิดไปหรือเปล่า จะมอบกำไรมิติให้ มันคืออะไรหรือคะ หนูไม่เข้าใจ" มิติหรือ แล้วมันเป็ยังไงล่ะ ยิ่งคิดก็ยิ่งงงเข้าไปกันใหญ่เลย
"หนูจินเย่ว ฟังไม่ผิดหรอก ตาจะให้กำไลมิติจริงๆ เป็มิติที่เป็ร้านขายของขนาดเล็ก แต่ว่ามีของที่จำเป็ในการดำรงชีวิตอยู่ครบทุกอย่าง สามารถนำออกมาได้ไม่มีจำกัด และมันจะอยู่จนสิ้นอายุ ไขของหนู ถือว่านี่แทนคำขอโทษจากตาแก่คนนี้ก็แล้วกันนะ"
"จริงหรือคะคุณตาเทพ หนูจะไม่ต้องอดตายแล้วใช่ไหมคะ แล้วมิติที่ว่านั่นมันเป็อย่างไรล่ะคะ แล้วหนูจะรู้ได้อย่างไรกันคะ"
เธอก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดี เพราะมันออกจะเหลือเชื่อเกินไป เธอมาจากยุคที่ทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้ แต่นี่มันเหนือธรรมชาติ จนนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่ามันจะมีหน้าตาเป็อย่างไร แต่บอกว่าจะมีของให้เธอก็เลยดีใจเอาไว้ก่อน
"จริงอย่างแน่นอน นี่เป็กำไลมิติ ให้ใส่เอาไว้ตลอด" เขาหยิบเอากำไลมิติออกมา และในนี้มีของที่้าครบอย่างแน่นอน
"มันดูเป็ของมีค่าเกินไป คงไม่ดีหรือเปล่าคะ ถ้าจะให้ใส่กำไลเอาไว้ตลอด คุณตาดูชุดที่หนูใส่สิคะ หนูว่าขอทานน่าจะมีชุดที่ดีกว่าหนูเสียด้วยซ้ำ ถ้ามีของมีค่าขนาดนี้ หนูว่าคงจะไม่มีใครเชื่อว่าเป็ของหนูอย่างแน่นอน ต้องหาว่าเป็ขโมยที่ไปขโมยของคนอื่นอย่างแน่นอนเลยค่ะ"
เธอเห็นชุดที่ตัวเองใส่ผ้าขี้ริ้วที่บ้านของเธอยังจะดูดีกว่านี้อีก ช่างอนาถาเหลือเกิน แล้วจะให้ใส่ของมีค่าหรือ เลิกคิดไปได้เลย
ส่วนเทพดวงชะตาเมื่อเห็นสภาพของเด็กสาวก็เห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง แต่ว่าเขาไม่ได้จะให้คนอื่นเห็นเสียหน่อย คนที่จะเห็นได้มีเพียงเ้าตัวคนเดียวเท่านั้น เขาจึงไม่ได้เป็ห่วงอะไร
"ที่ตาให้สวมกำไลเอาไว้ เพราะว่าคนอื่น จะไม่สามารถเห็นกำไรอันนี้อย่างแน่นอน แม่หนูจินเย่วสบายใจได้"
เมื่อจินเย่ว ได้ยินอย่างนี้ก็เผยรอยยิ้มยินดี ในทันที เพราะเธอไม่อยากให้ใครรู้นั่นเอง
"อย่างนี้ก็ดีเลยค่ะ แล้วหนูจะเอาของออกมาได้อย่างไรกันคะ แล้วมันเก็บของได้แน่หรือคะ"
เธอมองกำไลที่อันเล็กนิดเดียว จะสามารถเก็บอะไรได้กัน ยิ่งคิดก็เกิดความคิดที่ค้านกันอยู่ในตัว
"ลองใส่ดู แล้วลองมองเข้าไปในมิติ แล้วจะเห็นว่าตาพูดเื่จริงอย่างแน่นอน"
เขามองเด็กสาวและเข้าใจดี ว่าคงจะไม่เชื่อต้องให้เห็นกับตาเสียก่อนถึงจะมั่นใจ เพราะยุคที่เ้าตัวจากมานั้นจะเชื่อสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้เท่านั้น สิ่งที่เหนือธรรมชาติอย่างนี้จะถูกปัดตก และกลายเป็เื่งมงายไปในทันที
ส่วนจินเย่ว ที่ยังไม่เชื่อแต่ก็อยากที่จะลองดูว่า ของแบบนี้มันมีอยู่จริงหรือ เธอต้องขอพิสูจน์เสียก่อน จึงได้ลองสวมกำไล ที่ท่านตาเทพมอบให้ และลองมองเข้าไปในกำไลมิติ เธอไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เธอเห็นอยู่ในตอนนี้จะเป็เื่จริง
"มันคือเื่จริง จริงๆ ด้วย หนูไม่อยากจะเชื่อเลย ของวิเศษอย่างนี้ จะมีอยู่ ถ้าไม่เห็นเอง หนูไม่เชื่อเด็ดขาดเลยค่ะ" เธอเห็นแล้วว่าท่านตาเทพไม่ได้โกหก
"ตา บอกแล้ว ว่าสิ่งที่ตาให้ มันคือสิ่งที่ดี และมอบให้หนูเป็การขอโทษ พอจะยกโทษให้ตาแก่คนนี้ได้หรือเปล่า" เขาต้องขอให้หญิงสาวคนนี้ยกโทษด้วยใจจริง ไม่ใช่การถูกบังคับ เขาถึงจะพ้นผิดได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ เขาคงจะถูกจองจำ ไม่รู้ว่านานแค่ไหนเหมือนกัน แต่เขาก็พร้อมที่ยอมรับ เพราะเขานั้นผิดจริงๆ
ส่วน จินเย่ว ที่มองร้านขายของขนาดใหญ่พอสมควร ไม่ใช่เล็กอย่างที่ท่านตาเทพบอกแม้แต่น้อย มีทุกอย่างที่ใช้ในการดำรงชีวิตครบทุกอย่าง ก็ยิ้มออกมา อย่างน้อยก็มีสิ่งที่ดีกับชีวิตเธอบ้าง
"หนูยกโทษให้ก็ได้ค่ะ เพราะถึงยังไงหนูก็คงจะกลับไปที่หนูจากมาไม่ได้อีกแล้ว อย่างน้อยที่ท่านตาให้ก็จะทำให้หนูสามารถอยู่ในที่ใหม่นี้ ได้อย่างไม่อดตายอย่างแน่นอน"
"ขอบใจแม่หนูมากเลยนะ ที่เห็นใจคนแก่คนนี้ แม้จะไม่อาจทดแทนได้ทั้งหมด แต่ตาก็อยากให้หนูได้สบายขึ้นกว่าร่างเดิม"
"ร่างเดิมก็น่าสงสารจริงๆ นั่นล่ะค่ะ หนูว่าการที่ได้ตายจาก อาจจะเป็สิ่งที่ดีที่สุดแล้วล่ะค่ะ" ขนาดเธอที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ตอนแรกยังอยากที่จะตายๆ ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
"น่าสงสารจริงๆ นั่นล่ะ" เขาก็รู้สึกสงสารเช่นเดียวกัน แต่มันเป็ชะตาของแต่ละคน เขาก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก
"คุณตาค่ะ ถ้าหนูกลับไป หนูขอแอปเปิลกลับไปกินบ้างได้หรือเปล่า หนูว่ามันอร่อยมากเลย ไม่เคยกินอะไรที่อร่อยอย่างนี้มาก่อนเลย"
เมื่อได้ยินเด็กสาวพูดอย่างนั้น คนที่หวงแอปเปิลวิเศษ ถึงกับหน้ามืดครึ้มขึ้นมาในทันที เพราะที่หายไปสองลูกเขาก็ยังทำใจไม่ได้ นี่ยังจะมาขอเพิ่มอีก เขาจะยอมได้อย่างไรกัน
"แม่หนูกินไปสองลูกแล้ว ไม่สามารถกินมากกว่านี้ได้อีก มันจะเป็อันตรายสำหรับมนุษย์ทั่วไป ไม่ใช่ว่าตาจะหวงหรอกนะ" เขารีบพูดออกมาทันที
"ทำไมหรือคะ มันแค่แอปเปิลทั่วไปไม่ใช่หรือคะ และมันมีอยู่เต็มต้นเลย คุณตากินไม่หมดหรอกค่ะ แบ่งให้หนูบ้าง" จินเย่ว ยังไม่ยอมแพ้ เพราะอยากได้ของอร่อยนั่นเองนั่นเอง มีอยู่มากมายยังจะมาหวงอีก รู้อย่างนี้เด็ดเอาไว้มากกว่านี้ก็ดีหรอก
"ที่ให้ไม่ได้แล้วนั้นต้องมีเหตุผล แม่หนูไม่รู้สึกหรือว่าหลังจากกินแล้ว ทำให้มีกำลังมากกว่าก่อนกิน"
"รู้สึกสิคะ แต่หนูคิดว่าร่างนี้น่าจะไม่ได้กินอาหาร เมื่อได้กินเข้าไปแล้ว ก็จะมีแรงขึ้นยังไงคะ หรือว่าหนูเข้าใจไม่ถูกต้อง" ทั้งที่รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง แต่ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาหักล้าง จึงคิดตามความน่าจะเป็ไปได้มากกว่า
"ไม่ใช้หรอก แอปเปิลต้นนั้นมีความพิเศษไม่เหมือนแอปเปิลทั่วไป แต่มันสามารถรักษาอาการเจ็บป่วย และทำให้มีความแข็งแรงและมีกำลังมากขึ้น ทำให้หนูจินเย่ว ไม่รู้สึกถึงอาการเจ็บป่วยอีก และส่วนใหญ่จะกินแค่ผลเดียว แต่แม่หนูกินไปถึงสองผลแล้ว ไม่สามารถกินได้อีกแล้ว"
"อย่างนั้นหรือคะ หนูก็ว่าอยู่ ทำไมหนูถึงเหมือนแข็งแรงขึ้น และรู้สึกปกติมากเลย แต่ก็น่าเสียดายความอร่อยนะคะ กินแล้วก็อยากที่จะกินอีก"
เธอรู้สึกเสียดายเป็อย่างมาก แต่ก็เชื่อว่าท่านตาคงจะพูดความจริง เพราะเธอนั้นรู้สึกดีขึ้นจริงๆ นั่นละ
"ถ้าเข้าใจแล้ว ก็ขอให้หนูจินเย่ว ใช้ชีวิตในร่างใหม่นี้ อย่างมีความสุข และตาเชื่อว่าหนูจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคที่จะมีเข้ามาในชีวิต อย่างคนที่มีสติ และค่อยๆ แก้ไข ขอให้หนูโชคดี"
เมื่อสิ้นเสียงคำอวยพรของท่านตาเทพ จินเย่วก็ลืมตาขึ้นมา และก็เห็นห้องเก็บฟืนเก่าๆ เหมือนเดิม สงสัยเธอคงจะฝันไป แต่เมื่อมองไปที่ข้อมือ กลับเห็นกำไรมิติอยู่ที่ข้อมือ แสดงว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอไปเจอและได้รับมามันคือเื่จริงอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้อย่างนั้นเธอจึงได้ยิ้มออกมา
"ขอบคุณนะคะท่านตา ที่เมตตาหนู หนูจะใช้ชีวิตที่นี่ให้ได้ค่ะ"
จินเย่ว ที่ลุกขึ้นนั่งก็ไม่มีอาการเจ็บป่วยเหมือนก่อนที่เธอจะนอนหลับแล้ว ไม่รู้สึกถึงอาการเจ็บป่วยเลยแม้แต่น้อย เธอจึงได้ลุกขึ้นสำรวจในห้องเก็บฟืนนี้อีกครั้ง แต่ก็ไม่เห็นอะไรมากกว่าที่เห็นในครั้งแรกมากนัก นอกจากเสื้อเก่าๆ อีกสองชุด นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีก เมื่อไม่มีอะไรทำ จึงได้นำซาลาเปาในมิติออกมากินอย่างเอร็ดอร่อย เพราะไม่ได้กินอาหารมาหลายมื้อแล้ว แม้ตอนนี้จะแข็งแรง แต่ท้องก็ยังคงหิวอยู่นี่นา แต่เมื่อกำลังกินเกือบหมดแล้ว มีเสียงเรียกจากหน้าห้องดังขัดจังหวะการกินเข้ามา
"นังจินเย่ว ตายไปหรือยัง ทำไมถึงยังไม่ลุกมาหุงหาอาหารเสียที เลี้ยงเสียข้าวสุกเสียจริง เร็วเข้า อย่าให้โมโหนะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้กินข้าว"
( ฝากติดตามด้วยนะคะ )