เด็กชายในเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ลุกขึ้นจากเตียงนอนทั้งที่ยังมีเหงื่อเต็มใบหน้าเพราะตอนกลางคืนต้องทนกับความเ็ปจากรอยสายฟ้าสีม่วง ใบหน้าขาวซีดยังคงนิ่งเงียบและเ็าเช่นเดิม เด็กน้อยหันหลังกลับไปมองเตียงนอนหลังใหม่ของตัวเอง ผ้าปูและผ้าห่มสีซีดเปียกชุ่มด้วยเหงื่อเช่นเดียวกับเสื้อผ้า เขาเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพยายามนำผ้าปูและผ้าห่มออกมาตากแดดด้วยตัวเองเหมือนที่เคยทำในทุกๆ เช้าหลังตื่นนอน
ใบหน้านั้นยังไร้ความรู้สึกเช่นเดิม ร่างกายยังคงผอมแห้งแม้จะดูมีน้ำมีนวลขึ้นมากแล้วก็ตามเพราะได้กินอาหารครบสามมื้อ เขาดูไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก แม้จะมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้นจากเดิม แต่ใบหน้ายังคงไร้อารมณ์คล้ายเื่เหล่านี้จะมีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน
“ฮึ” ป๋ายฮวาย่นจมูกเล็กน้อยด้วยความหมั่นไส้กับความเ็าของมหาเทพเฮยหลง แม้จะตอนที่เป็เทพผู้ยิ่งใหญ่หรือเป็เพียงเด็กน้อย ความหยิ่งและความเ็าไร้ความรู้สึกก็ยังเหมือนกัน ไม่มีเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
นางตามดูเว่ยเฟยหลงที่ตอนนี้กำลังเปลี่ยนชุดและเกล้าผมด้วยตัวเองอย่างทุลักทุเล แขนเล็กๆ ที่มีเพียงกระดูกทำทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่มีใครช่วยเหลือ และเดินทางออกจากท้ายจวนไปสนามฝึกซึ่งอยู่ห่างกันหลายลี้ด้วยตัวเอง ทำให้บางครั้งมักจะพลาดอาหารเช้าของทหาร
บางวันก็ได้ทานเพียงข้าวเที่ยงเท่านั้น หากวันไหนฝนตกหิมะตกเขาก็ต้องเลือกระหว่างอาหารมื้อค่ำและเสื้อผ้าเปียกฝนไม่สบาย แน่นอนเขาต้องเลือกสละอาหารมื้อค่ำเพื่อเก็บแรงไว้สำหรับวันรุ่งขึ้น หากเขาล้มป่วย เกรงว่าคงจะไม่มีใครทราบและไม่มีใครดูแล เขาจะเอาอาหารที่ใดมาส่งถึงท้องตัวเองเล่า
ทุกวันจึงต้องเดินทางไปสนามฝึกของค่ายทหารเท่านั้น ไม่มีเวลาให้เกียจคร้าน ไม่มีวันให้พักผ่อนเลยแม้แต่วันเดียว
ป๋ายฮวาแอบเดินตามเงาร่างเล็กๆ ของเว่ยเฟยหลงจนกระทั่งมาถึงค่ายฝึกก่อนจะเห็นเด็กน้อยเฟยหลงร่วมวิ่งพร้อมทหารเพราะพลาดอาหารมื้อเช้าอีกวันเนื่องจากมาสายเกินไป ตอนนี้เขาร่วมฝึกเท่าทหารเด็ก และร่วมเรียนกับลูกทหารในค่ายแล้ว
เวลาผ่านไปสองเดือน เพราะคำสั่งของคนในวังทำให้เด็กน้อยหลายคนไม่รู้ว่าเขาคือองค์ชาย คิดเพียงว่าเขาเป็ลูกของคนรับใช้ในจวนอ๋องเท่านั้น และพร้อมใจร่วมกันถอยห่างจากเขาเนื่องจากรอยแผลเป็สายฟ้าสีม่วงบนใบหน้าทำให้เด็กหลายคนหวาดกลัวและคอยรังเกียจเขา
แต่ใบหน้านั้นก็ยังนิ่งเงียบไร้ความรู้สึกเช่นเดิม เขาเพียงตั้งใจเรียนวรยุทธ์กับอาจารย์เท่านั้น ยังดีที่ในสนามฝึกไม่ใช่ในสำนักศึกษาที่ต้องนั่งเรียน ทำให้แม้เด็กน้อยหลายคนจะรังเกียจและหาทางกลั่นแกล้งเขา แต่ก็ไม่สามารถแบ่งเวลามาสนใจได้เพราะต้องตั้งใจฝึกวรยุทธตามอาจารย์ พอถึงเวลาก็หมดแรงจะมาทำร้ายผู้ใดแล้ว ทำให้เฟยหลงสามารถใช้ชีวิตในสนามฝึกได้อย่างสงบ ไม่สนใจใคร เพียงหวังจะได้ออกกำลังให้ตัวเองรู้สึกเหนื่อยและทำให้ตัวเองนอนหลับตอนกลางคืนสนิทเท่านั้น
แม้ชีวิตเด็กชายในวัย 10 ขวบจะลำบากแต่ก็ดีขึ้นมากกว่าเมื่อสองเดือนก่อนที่นางมาถึงโลกมนุษย์ครั้งแรก ในจวนเหลือเพียงพระชายาและเด็กน้อยฟ่านชีเท่านั้น เมื่อเ้านายไม่สนใจ ข้ารับใช้ก็ไม่มีใครสนใจเด็กน้อยท้ายจวนแล้ว คล้ายตัวตนของเฟยหลงเลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคน นับวันยิ่งลืมเลือนฐานะองค์ชายใหญ่ของเขา
ป๋ายฮวาเมื่อรู้ว่ามหาเทพใช้ชีวิตเป็อย่างไรจึงกลับไปเรือนท้ายจวนทันทีด้วยพลังปีศาจอันน้อยนิดของตนเอง “อึก” หญิงงามทรุดลงก่อนจะกระอักเืออกมาหนึ่งคำ นางรีบใช้ชายเสื้อซับริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองฟ้าด้วยความโกรธ “พลังเซียนเท่านี้ ์ยังคิดเล็กคิดน้อยอีกหรือ” นางต่อว่าด้วยความไม่พอใจ เพราะการใช้วิชาเดินทางจากที่หนึ่งไปที่หนึ่งทำให้์ลงโทษนาง
“ท่านยายเล็ก ข้าหวังพึ่งท่านแล้ว” ป๋ายฮวานำของใช้ส่วนตัวออกมากองไว้บนพื้นก่อนจะเอาไข่มุกออกมา เหลือบมองท้องฟ้าเล็กน้อย เมื่อเห็นว่า์ไม่มีการเคลื่อนไหวใดจึงร่ายเวทย์ใส่ไข่มุกสีม่วงทันที แสงสีม่วงเปล่งประกายก่อนที่ไข่มุกสีม่วงจะค่อยๆ เลือนหายกลายเป็ก้อนไข่มุกสีขาวธรรมดาเท่านั้น
“เท่านี้หรือ” ป๋ายฮวาหันมองรอบตัวเมื่อไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย หญิงงามมองฟ้ามองดินมองเสื้อผ้า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย ป๋ายฮวาทำหน้างงก่อนจะทำมือร่ายเวทย์เพื่อตรวจสอบไข่มุก
พลังที่ยิ่งใหญ่แต่ทำไมไม่มีเหตุการณ์ะเืขวัญเลยเล่า
“เอ๋ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแต่พลังมายาหายไปแล้ว” นางเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะลองเดินไปโรงครัวของจวนอ๋องเพื่อตรวจสอบพลังของไข่มุกมายาท่านยายเล็กดูสักครั้ง
“เฮ้อ พอตัดสินใจเลิกใช้พลังเซียน ทุกอย่างก็ยากขึ้นเสียแล้ว” เมื่อคิดว่าตัวเองกำลังจะใช้ชีวิตในโลกมนุษย์ จึงต้องพยายามใช้พลังของเทพเซียนให้น้อยที่สุดก็รู้สึกกลัวอยู่บ้างเล็กน้อย เพียงแค่เดินออกมาปรากฏตัวให้มนุษย์ธรรมดามองเห็นหลังจากหลบซ่อนมานานก็รู้สึกกังวลทันที
หญิงงามผมสีดำอาภรณ์ขาวก้าวไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง ก่อนจะเม้มปากด้วยความกังวลและถอยหลังอีกสองก้าวเพราะไม่รู้ว่าไข่มุกมายาของท่านยายเล็กสามารถสร้างความทรงจำมายาให้มนุษย์ธรรมดาได้หรือไม่
ป๋ายฮวาซึ่งกำลังก้มหน้าไม่รู้ว่าเดินทางมาถึงโรงครัวของจวนอ๋องั้แ่เมื่อไหร่ ท่ามกลางความไม่มั่นใจอยู่นั้น คนในโรงครัวเมื่อเห็นหญิงสาวสวมอาภรณ์ขาวก็ร้องทักด้วยความตื่นเต้นเสียงดัง ทำให้ข้ารับใช้แถวนั้นหันมามองนางเช่นเดียวกัน
“แม่นางป๋าย ท่าน้าสิ่งใดหรือ” แม่ครัวร้องถามทันทีที่นางเดินเข้ามาในเขตของโรงครัว ในความทรงจำของนางจำได้ว่าหญิงสาวที่มักจะสวมอาภรณ์ขาวคนนี้อาศัยอยู่เรือนท้ายจวนของจวนอ๋องนั่นเอง
ป๋ายฮวาเงยหน้าขึ้นด้วยความใ ลอบสังเกตใบหน้าของมนุษย์ทุกคน เมื่อพวกเขาเห็นว่าผู้มาใหม่เป็ใครก็ก้มหน้าทำหน้าที่ของตัวเองต่อโดยไม่รู้สึกผิดสังเกตเลยแม้แต่น้อย ป๋ายฮวากัดริมฝีปากไม่มั่นใจ “ขะข้าจะขอซื้ออาหารไปให้เฟยหลงเล็กน้อยได้หรือไม่เ้าคะ” นางถามเสียงสั่นก่อนจะยื่นก้อนตำลึงให้แม่ครัว
“อืม” แม่ครัวใหญ่ปั้นเคร่งเครียดเล็กน้อยแต่เพราะทนความโลภไม่ไหวจึงรีบยื่นมืออ้วนกุมก้อนตำลึงไว้แน่น จวนอ๋องไม่มีกฎเกณฑ์ใดห้ามแบ่งอาหารให้เรือนท้ายจวนเสียหน่อย นางหายไปไม่นานก่อนจะกลับมาด้วยซาลาเปาสามลูกและน้ำแกงหนึ่งถ้วยยื่นให้ป๋ายฮวา
“ข้ามีเพียงเท่านี้” แม่ครัวใหญ่จางบอก นี่เป็ส่วนแบ่งของบุตรชายนาง ตำลึงในมือสามารถนำไปซื้อของกินที่อร่อยมากกว่านี้หลายเท่า ของเพียงเท่านี้หากสามารถแลกตำลึงได้ก็เพียงพอที่จะทำให้นางและครอบครัวรู้สึกพอใจได้แล้ว
ป๋ายฮวายิ้มรับ “ขอบคุณเ้าค่ะ”
“เ้าเป็เพียงสาวใช้ของคุณชายเฟยหลงเท่านั้นหรือ” แม่ครัวใหญ่จางกระซิบถามเพราะมารยาทของแม่นางป๋ายคนนี้ต่างจากข้ารับใช้คนอื่นเหลือเกิน
ป๋ายฮวายิ้มด้วยความตื่นเต้นแต่พยายามเก็บอาการ “อาจจะเป็เพราะข้าเติบโตมาในเมืองหลวง มารยาทจึงแตกต่างไปบ้างเ้าค่ะ” นางรีบอธิบาย ในใจรู้สึกดีใจจนแทบระงับไว้ไม่อยู่เมื่อรู้ว่าความทรงจำของแม่ครัวใหญ่จางจำได้เพียงว่านางเป็บ่าวรับใช้ของเว่ยเฟยหลงเด็กน้อยที่อยู่ท้ายจวนเท่านั้น
แม่ครัวใหญ่จางขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ นางกล่าวเช่นนี้ใช่ดูถูกกิริยามารยาทของข้ารับใช้ในเมืองชายแดนใช่หรือไม่
“แต่ข้าอยู่ชายแดนมาหกปี ข้ากลับชอบวิถีชีวิตเมืองชายแดนมากกว่านะเ้าคะ ทุกคนมีชีวิตชีวา หน้าตาแจ่มใส มีรอยยิ้ม และยังมีผิวที่สวยงามกว่าคนในวังหลวงเสียอีกด้วย” ป๋ายฮวารีบอธิบายพร้อมทำหน้าเลื่อมใสว่าคนตรงหน้าสวยมากจริงๆ ไม่ลืมเอ่ยชมผิวสีขาวของบ่าวรับใช้คนอื่น
แดนเหนือมีหิมะตกตลอดทั้งปี อากาศหนาวเย็นจนทุกคนมักจะสวมเสื้อผ้าหนาหลายชั้น ดังนั้นไม่แปลกที่ผิวของทุกคนจะขาวมากกว่าแดนใต้ที่มักจะอากาศร้อนและต้องตากแดดตลอดทั้งวัน
“ปากเ้านี่นะ พูดเพราะจริงเชียว ไปๆ ข้าจะทำงานต่อ” แม่ครัวใหญ่จางเมื่อถูกชมก็ยิ้มแก้มแตกก่อนจะเขินจนต้องรีบกลับเข้าไปทำงาน
ป๋ายฮวายิ้มรับถืออาหารเดินกลับเรือนท้ายจวนอ๋องอารมณ์ดี “ฮ่าๆๆๆๆ สมกับเป็ท่านยายเล็ก อาคมมายา หงส์น้อยอายุเพียงหกพันปีเช่นข้า ไม่สามารถเทียบเคียงได้จริงๆ” นางบอกด้วยความดีใจ แอบมองท้องฟ้าเล็กน้อย เมื่อไม่มีเมฆดำหรือสายฟ้าก็ยิ่งอยากหัวเราะสะท้านฟ้า แม้แต่์ยังเอาผิดนางไม่ได้
เพราะอาคมที่นางใช้ เป็เพียงอาคมดัดแปลงความทรงจำของทุกคนเกี่ยวกับตัวตนของนางเท่านั้น เพียงแค่นี้ก็เล่นเอาไข่มุกม่วงกลายเป็สีขาวบริสุทธิ์แล้ว การใช้พลังเซียนในโลกมนุษย์ ค่าตอบแทนสูงเสียจริง
นางเพียงสร้างฐานะของนางลงในความคิดของมนุษย์ ทุกคนจะรู้ว่านางชื่อป๋ายเหนียงเป็ข้ารับใช้ที่เดินทางมาพร้อมแม่นมและองค์ชายใหญ่ เมื่อแม่นมเสีย เรือนหลังนี้จึงเหลือเพียงแค่นางและเฟยหลงสองคนเท่านั้น และนางก็เป็ข้ารับใช้ที่ดูแลเว่ยเฟยหลงจนอายุ 10 ปี
“ไม่รู้ว่าเมื่อมหาเทพเจอข้าจะรู้สึกถึงความผิดปกติหรือไม่” ป๋ายฮวาบ่นพลางชะเง้อคอมองเฟยหลงว่านี่ก็เริ่มมืดแล้วเมื่อไหร่เด็กน้อยจะกลับจวนสักที
หญิงสาวยกมือก่อนจะเริ่มหักนิ้วว่ามีเื่ไหนที่ต้องระวังตัวบ้าง รวมถึงต่อไปนางต้องเรียกมหาเทพเฮยหลงว่าคุณชาย ความฉลาดของมหาเทพนางไม่กล้าประมาท ต้องเรียกให้ชินเพื่อจะได้ไม่พลาดต่อหน้าท่านผู้เฒ่า
“เมื่อไหร่คุณชายจะกลับจวน”
นางพยายามเลื่อนโต๊ะไม้เก่าๆ และเก้าอี้มาไว้กลางห้องโถงเพื่อให้คุณชายได้ทานมื้อดึกสะดวกยิ่งขึ้น เพราะเมื่อก่อนไม่มีอาหารระหว่างที่เฟยหลงอาศัยอยู่เรือน ทำให้โต๊ะเก้าอี้เป็ของไม่จำเป็ ตะวันโผล่ก็เดินเท้าไปสนามฝึก ตะวันลับก็เข้านอนทันที
ตอนนี้มีนางอยู่แล้ว นางต้องหาทางซื้อเครื่องเรือนเข้ามาและสร้างกำแพงใหม่ ป๋ายฮวามองเรือนโทรมๆ หลังนี้ด้วยความไม่พอใจ เรือนมีขนาดไม่ใหญ่ มีเพียงสองห้องนอนหนึ่งห้องโถงเท่านั้น ลานกว้างซึ่งปกคลุมไปด้วยหญ้าแห้งและหิมะทับถมมากมาย กำแพงดินเหนียวเตี้ยๆ ลำบากเสียจนนางรู้สึกปวดใจ
นี่เทียบไม่ได้แม้แต่เรือนที่นางซื้อไว้เลยแม้แต่น้อย
บางทีนางก็กลัวใจตัวเองเหลือเกิน ว่าอาจจะทนไม่ไหวลักพาตัวคุณชายไปใช้ชีวิตในเรือน กลายเป็เศรษฐีในแคว้นเว่ย แต่นางรู้ว่าแค่เพิ่มฐานะข้ารับใช้ก็ถือว่า์หลับตาข้างลืมตาข้างมอบโอกาสให้นางแล้ว หากนางทำให้ชีวิตในโลกมนุษย์ของมหาเทพเปลี่ยนแปลงจากเดิมกลัวว่า์คงยากจะให้อภัย จึงทำได้เพียงช่วยเหลือเล็กน้อยและให้ชะตาชีวิตเป็ไปตามที่คุณชายจะตัดสินใจ
เสียงเท้าเหยียบย่ำลงกองหิมะซึ่งทับถมกันเป็ชั้นท่ามกลางความมืดทำให้ป๋ายฮวาซึ่งกำลังสำรวจเรือนท้ายจวนหันหน้าไปมองต้นเสียง “คุณชาย” หญิงงามร้องด้วยความใเมื่อมองเห็นเฟยหลงกำลังลุยพื้นหิมะเดินกลับเรือนท่ามกลางความมืด นางรีบปลดตะเกียงและเดินไปรับเขาทันที
“....เ้า.....” เฟยหลงหยุดฝีเท้าและเพ่งมองหญิงสาวในชุดขาวที่กำลังวิ่งเข้ามาหาตนด้วยความเร็วจนน่าใ คิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันจนมองเห็นชัดเจน ใบหน้าแข็งค้าง ดวงตาจ้องเขม็งคล้ายกำลังคิดหนัก
ป๋ายฮวายืนหอบหายใจเพราะเป็ครั้งแรกในโลกมนุษย์ที่ต้องวิ่งไกลเพียงนี้ นางดูถูกสายตาของเทพเซียนเกินไปแล้ว นึกว่าไม่ไกล เมื่อวิ่งมาจริงๆ จึงรู้ว่าเรือนนี้กว้างเพียงไร กว่าจะวิ่งมาถึงประตูเข้าเรือนก็เกือบร้อยก้าว
“คุณชายรีบเข้าเรือนก่อนเถิดเ้าค่ะ บ่าวเตรียมอาหารไว้ให้ท่านแล้ว” นางอธิบายด้วยความประหม่าเพราะตอนนี้เฟยหลงเอาแต่มองหน้านางคล้ายกำลังใช้ความคิด
เขามองทั้งที่คิ้วยังไม่คลาย ดวงตาัดำมืดล้ำลึกดั่งทะเลไร้คลื่นไร้ความรู้สึก แต่ก็ยอมเดินกลับเรือนแต่โดยดี ระหว่างเดินยังหันมาเงยหน้ามองนางอยู่หลายครั้งคล้ายกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
“คุณชายรีบเดินเถิดเ้าค่ะ” ป๋ายฮวาเสริมเพื่อรบกวนความคิดของเฟยหลง เนื่องจากกลัวเขาจะคิดอะไรออกเสียก่อน หวังว่าพลังมายาของท่านยายเล็กจะสามารถหลอกมหาเทพในร่างมนุษย์ได้นะ
“อืม..” เฟยหลงรับคำนิ่งๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องโถง เขาหยุดนิ่งเล็กน้อยพร้อมขมวดคิ้วอีกครั้ง ดวงตาัจ้องมองอาหารมื้อดึกซึ่งมีซาลาเปาสามลูกและน้ำแกงที่เย็นแล้ววางไว้บนโต๊ะเก่าๆ
ป๋ายฮวาเม้มปากยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นเต้น มือเล็กพันกันไปมาเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้เฟยหลงกำลังคิดสิ่งใด “คุณชายรีบทานเถิดเ้าค่ะ บ่าวจะไปเตรียมน้ำร้อนมาให้คุณชาย” นางพูดทำลายความเงียบและรีบก้าวเท้าหนีอย่างรวดเร็ว
ฮือ มหาเทพในร่างเด็กก็น่ากลัวไม่แพ้กันเลย
“เดี๋ยว” เสียงเย็นร้องเรียกบอกป๋ายฮวาหยุดก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความไม่คุ้นเคย
“ป๋ายเหนียง” เขาเรียกชื่อนางอีกครั้งพลางขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เขารู้สึกไม่คุ้นชินกับข้ารับใช้สาวผู้นี้เลย มองดูด้วยสายตาตอนนี้นางคงอายุสิบสี่สิบห้าปีเท่านั้น เขาไม่แปลกใจกับการมีตัวตนของนาง แต่เขากำลังสับสนคล้ายว่าการกินอาหารมื้อดึก ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เหมือนทุกวันเขาต้องอดข้าวหลังจากกลับมาจากสนามฝึก แต่ตอนนี้กลับมีอาหารมาวางเตรียมไว้ตรงหน้าเขา
สิ่งนี้คืออะไรกันแน่
นอกจากนี้คล้ายว่านี่เป็ครั้งแรกที่มีคนมารอเขากลับมา เป็ความรู้สึกแปลกใหม่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม่นมของเขานอกจากจะไม่ก้าวออกจากห้องนอน ยังปล่อยให้เขาที่ตอนเป็เด็กอดข้าวอยู่หลายวัน นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกถึงการได้รับการดูแล…
เขารู้สึกว่าเื่เหล่านี้คือความรู้สึกแปลกใหม่ แต่ความทรงจำบอกเขาว่านางอยู่เคียงข้างเขาั้แ่เดินทางมาถึงชายแดนเหนือ เฟยหลงขมวดคิ้วมุ่นมองป๋ายฮวาด้วยความไม่เข้าใจ
หญิงสาวใช้มือหยิกชายเสื้อตัวเองคล้ายประหม่าเป็อย่างมาก มีความผิดปกติถึงเพียงนี้แต่เขากลับแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือเื่จริงสิ่งใดคือเื่ลวง เหมือนทุกอย่างแปลกใหม่ไปหมดแต่เขากลับไม่สามารถหาคำพูดใดมาอธิบายได้
“เ้า...... ไปเถิด” อาจจะเพราะอายุยังน้อยหรือเพราะยังมึนงง เขาจึงคลายคิ้วซึ่งขมวดออกก่อนจะก้มหน้ากินซาลาเปาเงียบๆ
ช่างเถิด ขอเพียงนางไม่ล้ำเส้นเขา เขาก็คร้านจะสนใจ
ป๋ายฮวาเงยหน้ามองดวงตาสีดำทั้งสองข้าง ก่อนที่ใบหน้าเล็กๆ จะละสายตาและก้มกินซาลาเปาเงียบๆ คล้ายปล่อยวางไม่ใส่ใจแล้ว นางกำหมัดแน่นมองเด็กน้อยวัย 10 ขวบด้วยความโมโห ข้าควรรู้นิสัยของเทพผู้ยิ่งใหญ่ได้ดี เ็ายิ่งกว่าผู้ใด ไร้ความรู้สึกคล้ายไม่มีหัวใจ เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่านางจะเป็อย่างไร เมื่อคิดตกแล้วก็วางความคิดทั้งหมดและกลับไปเป็คนเ็าไร้ความรู้สึกไร้ความสนใจต่อสิ่งรอบข้างเช่นเดิม
นางประหม่าตื่นเต้นเสียเปล่าจริงๆ ต่อให้วันนี้นางโผล่หน้ามาโดยไม่มีพลังมายาเขาก็คงคร้านที่จะสนใจ เด็กอายุ 10 ขวบเพียงเท่านี้ เมื่อเขาเติบใหญ่จะเ็าเพียงใด ป๋ายฮวาคิดก่อนจะส่ายหน้าเมื่อนึกถึงคำพูดอาจารย์ที่มหาเทพสามารถใช้พลังโยนหญิงงามลงหน้าผาโดยไม่คิดตริตรองแม้แต่น้อย
ท่องไว้ป๋ายฮวา รับผิดชอบ รับผิดชอบ ใจเย็น เ้าต้องรับผิดชอบความผิดที่ก่อให้เรียบร้อยเสียก่อน อย่าโมโหเด็ดขาด
เมื่อใจเย็นลงแล้วจึงเลิกสนใจเด็กน้อยตรงหน้าจัดการเตรียมน้ำล้างตัวให้เขาก่อนนอนอย่างรวดเร็ว แม้การพบหน้ากันครั้งแรกจะทำให้ป๋ายฮวารู้สึกประหม่า แต่พอรับรู้ถึงความเ็าของมหาเทพในร่างเด็กน้อยวัย 10 ขวบทำให้นางก็ไม่อยากจะสนใจเขาเช่นกัน
ดังนั้นสถานการณ์การพบหน้ากันครั้งแรกของคนทั้งสองจึงไม่ได้เกิดเหตุการณ์น่าสงสัยอะไรอีก การดำเนินชีวิตจึงเป็ไปอย่างเรียบง่ายอย่างที่เคยเป็มา