เล่มที่1 บทที่6 ลงโทษ
แววตาของจั่วเฉินฉายประกายเย็นเยียบ หันกลับมามองหน้าผู้มาใหม่ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“เร็วขนาดนี้เชียว เจียงเฉินไห่ พี่ชายเ้าเพิ่งจะถูกข้าซัดจนหมอบไปแต่เ้ายังกล้ามาถ่ายทอดคำสั่งและพูดจาเช่นนี้กับข้าอีกหรือ อย่าถือว่าเป็ศิษย์จากสกุลใหญ่แล้วจะมาอวดดีต่อหน้าข้าระวังจะถูกข้ากระทืบตาย พี่ชายของเ้ายังไม่รอด แล้วเ้าจะนับเป็ตัวอะไร”
พูดจบ จั่วเฉินก็สะบัดมือออกไปทันใดนั้น ซีกหน้าอีกด้านของเจียงเฉินไห่พลันบวมปูดขึ้นมาเป็รอยฝ่ามือให้เห็น ตอนนี้ใบหน้าทั้งสองซีกของเขาจึงบวมเสมอกันพอดี
“ฝ่ามือนี้ถือว่าสั่งสอนเ้าคนที่ไม่ควรมีเื่ด้วยก็อย่าไปยุ่ง ไม่อย่างนั้นก็จะมีจุดจบเช่นพี่ชายเ้า”จั่วเฉินเก็บมือกลับก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อ
“น่าตายนัก! เ้าก่อเื่ใหญ่เช่นนี้ผู้าุโหลี่ไม่ปล่อยเ้าไว้แน่ สกุลเจียงของข้าก็ด้วย!”
เจียงเฉินไห่ประกาศกร้าวไล่หลัง ทว่าเมื่อคิดถึงเื่เมื่อครู่แล้วเขาก็ใจสั่นรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมา ดีที่เขาไม่ได้พูดจาลามปามออกไป ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าคิดถึงผลที่ตามมาแน่
เ้าสำนักถึงกับ้าลงโทษด้วยตนเองแล้วทำไมเ้าจั่วเฉินถึงยังทำตัวโอหังได้อีก
...
ณ ตำหนักใหญ่ของสำนักสลายดารา
เ้าสำนักนั่งขัดสมาธิอยู่ที่กลางตำหนักกำลังรับฟังผู้าุโหลี่คร่ำครวญเื่ที่จั่วเฉินทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักและลอบทำร้ายเจียงเฉินเทียนจนาเ็โดยมีเจียงเฉินเทียนนอนหมดสภาพอยู่บนพื้นข้างๆ
ตามที่ผู้าุโหลี่กับเจียงเฉินเทียนเล่าโทษของจั่วเฉินนั้นถือว่าหนักมาก ถูกขับออกจากสำนักยังน้อยไป หากไม่ลงโทษก็ยากจะเรียกได้ว่ามีความยุติธรรม
“ผู้าุโหลี่ ที่เ้าพูดเป็เื่จริงหรือ”เ้าสำนักเอ่ยถามเสียงต่ำ ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยรังสีน่าเกรงขาม กลิ่นอายของพลังในตัวก็แรงกล้าจนน่าตกตะลึง
“ทุกคนล้วนเป็พยานได้จั่วเฉินเป็แค่คนไร้ค่าที่ปลุกพลังไม่ได้มีหรือจะทำร้ายเจียงเฉินเทียนที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นสามจนสาหัสได้ น่าขันยิ่งนัก!” ผู้าุโหลี่กล่าวอย่างเกรี้ยวกราด คล้ายกับใกล้จะะเิอารมณ์ออกมาทุกทีหากเ้าสำนักไม่ได้นั่งอยู่ตรงหน้า คงจะเปิดปากด่าไปนานแล้ว
เจียงเฉินเทียนเป็ศิษย์คนสำคัญของเขาเพื่อช่วยให้เจียงเฉินเทียนได้สิทธิไปตำหนักนภาปราณยุทธแล้ว เขาเองก็ลงแรงไปไม่รู้ตั้งเท่าไรทว่าในเวลาสำคัญเช่นนี้ เจียงเฉินเทียนกลับถูกจั่วเฉินทำร้ายจนเสียขาไปข้างหนึ่งการทำเช่นนี้ไม่เพียงกระทบต่อโอกาสในการ่ชิงสิทธิไปตำหนักนภาปราณยุทธ แต่อาจะเืถึงรากฐานการฝึกฝนอีกด้วย
ระดับหลอมรวมนั้นเรียกได้ว่าเป็่สำคัญในการสร้างรากฐานพลังซึ่งรากฐานนี้จะเป็ตัวชี้วัดความสามารถในอนาคต ทว่าเจียงเฉินเทียนเกือบจะถูกจั่วเฉินทำลายรากฐานไปเสียแล้ว
ขณะที่ผู้าุโกำลังจะเอ่ยปากอีกครั้งจั่วเฉินก็เดินเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย ทั้งตัวเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม
“ศิษย์จั่วเฉินขอเข้าพบท่านเ้าสำนัก”จั่วเฉินหยุดอยู่ที่นอกตำหนัก เอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“เข้ามา” เ้าสำนักเอ่ยเสียงราบเรียบ ไม่มีความยินดียินร้ายใดๆ
“ศิษย์ปวดใจยิ่งนักขอท่านเ้าสำนักโปรดไต่สวนด้วย ผู้าุโหลี่นำยาลูกกลอนเืัส่วนของศิษย์ไปให้เจียงเฉินเทียนโดยพลการบัดนี้ยังมาพูดจาใส่ความศิษย์อีก ขอท่านเ้าสำนักโปรดให้ความเป็ธรรมด้วย”
หลังจากเข้ามาในตำหนัก จั่วเฉินไม่แม้แต่จะมองผู้าุโหลี่หรือเจียงเฉินเทียนสักนิดเขายกมือคารวะและกล่าวกับเ้าสำนักที่นั่งอยู่เบื้องหน้า
เ้าสำนักมีสถานะสูงส่ง จะมีเวลามาสนใจเื่ของเหล่าศิษย์ได้อย่างไรศิษย์ที่ไม่มีความสามารถและพร์อย่างเขาจึงไม่ได้มีความสำคัญมีเพียงศิษย์ที่มีพร์โดดเด่นเท่านั้นจึงจะอยู่ในสายตาของเหล่าผู้าุโ และยังมีโอกาสได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างลับๆอีกด้วย
การที่ผู้าุโหลี่กับเจียงเฉินเทียนมาปรากฏตัวพร้อมกันที่นี่ได้ทำให้รู้ชัดอย่างหนึ่งว่า ผู้าุโหลี่คงจะรับเจียงเฉินเทียนเป็ศิษย์ของตนเองไปแล้วแน่
ทว่าเช่นนี้ก็ดี วันนี้เขาจะได้จัดการทั้งคู่ไปพร้อมกันเลยเป็ผู้าุโแล้วอย่างไร วันนี้ไม่ว่าใครจะมาก็เปล่าประโยชน์ในเมื่อกินของผู้อื่นไปก็จำต้องสำรอกออกมา
เมื่อได้ยินคำพูดของจั่วเฉินแล้ว ผู้าุโหลี่กับเจียงเฉินเทียนก็โกรธจนแทบคลั่ง
ทำไมวันนี้จั่วเฉินจึงปากเก่งเช่นนี้ ต่อให้อยู่ต่อหน้าเ้าสำนักก็ยังไม่หวาดกลัวหรือ!
หลังจากวาดมือห้ามผู้าุโหลี่ที่กำลังโกรธกริ้วแล้วเ้าสำนักก็หันมามองจั่วเฉินครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปถามผู้าุโหลี่อีกครั้ง
“นี่คือจั่วเฉินอย่างนั้นหรือ ศิษย์ที่เ้าบอกว่าปลุกพลังไม่ได้ทระนงตน ไม่ฟังคำสั่งสอน และ้าให้ข้าลงโทษก่อนจะขับออกจากสำนัก”
“ใช่แล้ว เ้านี่คือจั่วเฉินอายุตั้งสิบหกแล้วแต่ยังเป็คนไร้ค่าก่อนหน้านี้มีเื่กระทบกระทั่งกับเจียงเฉินเทียนเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้จะลงมือลอบทำร้ายเขาจนาเ็สาหัส”ผู้าุโหลี่พยักหน้า พลางจ้องไปทางจั่วเฉินด้วยสายตามุ่งร้าย วันนี้เขาไม่เพียง้าขับเ้านี่ออกจากสำนักแต่้าให้อีกฝ่ายชดใช้ด้วย
ครืน!
คลื่นพลังอันน่าตกตะลึงสาดกระจายไปทั่วก่อนจะะเิออก
จั่วเฉินก้าวท้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าวพลางชกสองหมัดออกไปพร้อมกันทันใดนั้น ลำแสงสีเงินห้าสายก็ะเิออกมา ดูคล้ายกับแสงแห่ง์อันเจิดจรัส
“หากข้าไร้ค่า เช่นนั้นเจียงเฉินเทียนจะนับเป็อะไรที่ลานประลองพลังปราณ เดิมทีก็เป็สถานที่ไว้ท้าดวล ใครจะไปคิดว่าเจียงเฉินเทียนจะไม่ได้เื่ขนาดนี้ข้ายังไม่ทันลงมือเขาก็มีสภาพเช่นนี้แล้ว อีกอย่าง ทางสำนักมีกฎว่าหากไม่ใช่เ้าตัวผู้อื่นก็ไม่สามารถเบิกรับยาลูกกลอนไปได้ ผู้าุโหลี่ ท่านเป็ถึงผู้เฝ้าหอเก็บรักษายาลูกกลอนทำไมจึงเอาส่วนของข้าไปให้เขา ใครกันแน่ที่ละเมิดกฎสำนัก”
จู่ๆ จั่วเฉินก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงพลัง ขณะที่ผู้าุโหลี่หน้าซีดจั่วเฉินยกยิ้มมุมปากก่อนจะว่าต่อ
“ทำลายขาไปข้างหนึ่งถือว่าเมตตาแล้วหากเป็ผู้อื่นคงจะจัดการจนไม่เหลือชิ้นดีแล้วกระมัง”
“ห้าตราไร้เทียมทาน แข็งแกร่งดุจพยัคฆ์งั้นหรือ!?” เ้าสำนักเบิกตาโตต่อให้หลายปีมานี้จะพบเจอเื่ราวมากมาย ทว่าเมื่อเห็นสิ่งนี้ก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้
หลายปีมานี้ สำนักสลายดารามีศิษย์เพิ่มขึ้นไม่น้อยทว่ากลับไม่มีศิษย์ที่มีพร์เช่นจั่วเฉินปรากฎมาก่อน
การมีห้าตราปราณโบราณเช่นนี้ แม้จะปลุกพลังตื่นช้าไปบ้าง ทว่าด้วยพร์ จะต้อง่ชิงสิทธิการไปตำหนักนภาปราณยุทธได้แน่หากวันหน้าสามารถเข้าร่วมเป็ศิษย์ตำหนักนภาปราณยุทธได้ ก็จะถือเป็บุคคลที่ได้รับการยอมรับถึงตอนนั้น สำนักสลายดาราก็คงจะได้ประโยชน์อีกมาก บางทีอาจจะกลายเป็คนสำคัญในสายตาของคนใหญ่คนโตจากตำหนักนภาปราณยุทธเลยก็ได้และคงจะได้รับทรัพยากรล้ำค่ามากมายกลับมาด้วย
ที่น่าแค้นก็คือ ศิษย์อัจฉริยะที่จะสามารถนำพาให้สำนักสลายดารารุ่งเรือง กลับถูกข่มเหงรังแกเช่นนี้ ไหนจะทระนงตน โอหัง ไม่เห็นผู้อื่นอยู่ไหนสายตาอย่างที่ผู้าุโหลี่กล่าวอ้างคนที่มีห้าตราและพร์ล้ำเลิศเช่นนี้ ไม่ควรทระนงตน ไม่ควรโอหังไม่ควรไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาหรอกหรือ?
เจียงเฉินเทียนเป็หนึ่งในศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักแต่เขาก็มีแค่สี่ตราเท่านั้น เทียบกับจั่วเฉินแล้วถือว่าอยู่กันคนละระดับ แค่เพียงตราเดียวก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวยากจะทัดเทียมได้แล้ว
“ตาบอด ตาบอดแล้วพวกเ้าถูกมูลสุนัขบังตาหรือไร หรือคิดว่าเ้าสำนักอย่างข้าเป็คนตาบอด ผู้ที่มีห้าตราปราณโบราณนี่หรือเป็คนไร้ค่าสายตาของผู้าุโอย่างเ้าช่างสูงแท้” ในขณะที่กำลังตะลึงแกมดีใจ เ้าสำนักพลันรู้สึกโกรธจนหลุดขำออกมา
“ผู้าุโหลี่ ข้าคิดว่าท่านเป็คนยุติธรรมมาตลอดจึงได้มอบหมายให้ดูแลหอเก็บรักษายาลูกกลอนที่เป็สถานที่สำคัญ ทว่าดูจากตอนนี้แล้วคงเป็ข้าเองที่ตอนนั้นสายตามีปัญหา”
ผู้าุโหลี่กับเจียงเฉินเทียนมองหน้ากันต่างก็ตื่นตระหนก ไม่คาดคิดว่าคนไร้ค่าในหลายปีที่ผ่านมา จู่ๆ จะผงาดขึ้นมาได้ แถมยังมีตราปราณโบราณถึงห้าตรายิ่งไปกว่านั้น ใครจะคาดคิดว่าด้วยสถานะของผู้าุโหลี่ บวกกับเจียงเฉินเทียนที่เป็ถึงศิษย์จากสกุลเจียงแห่งเมืองหลงหลินแล้วเ้าสำนักกลับไม่ให้ความสนใจ และเลือกที่จะไปเข้าข้างเ้าจั่วเฉินนั่นแทน
ด้วยพร์เช่นนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาดจั่วเฉินคงจะได้โอกาสไปตำหนักนภาปราณยุทธแน่ แม้ครั้งนี้จะไปในสถานะผู้ติดตามของหลงซินเย่ทว่าก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสกลายเป็ศิษย์ของตำหนักนภาปราณยุทธ บางทีอาจได้เป็ถึงศิษย์สายตรงที่มีสถานะสูงส่งเสียด้วยซ้ำ
หากวันนั้นมาถึง อย่าว่าแต่ตัวเขาที่เป็เพียงผู้าุโตำแหน่งเล็กๆเลย กระทั่งสำนักสลายดาราหรือสกุลเจียงของเจียงเฉินเทียน เมื่ออยู่ต่อหน้าจั่วเฉินแล้วจะนับเป็อะไรได้หากวันนี้ไม่สังหารจั่วเฉินให้ตาย เกรงว่าวันหน้าก็ไม่มีโอกาสแล้ว
เมื่อเห็นสีหน้าของคนทั้งคู่ จั่วเฉินก็ยกยิ้มเ็า
ไม่ได้เื่แค่ห้าตราก็กลัวขนาดนี้แล้ว หากข้าเผยทั้งสิบตราออกมา จะไม่หวาดกลัวจนตายเลยหรอกหรือ
“จั่วเฉิน เ้าไม่ต้องเป็ห่วงเื่นี้ข้าจะจัดการให้เอง ส่วนเื่ยาลูกกลอนเืั เม็ดเดียวคงไม่พอ ข้าให้เ้าสิบเม็ดเป็รางวัลก็แล้วกัน”เ้าสำนักหันมาเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“ศิษย์ขอขอบคุณท่านเ้าสำนัก!”จั่วเฉินคลี่ยิ้มบางๆ
เนื่องจากปลุกพลังสำเร็จแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของเืลมยาลูกกลอนเืัจึงไม่ได้มีประโยชน์สักเท่าไร ทว่าอย่างน้อยก็สามารถเอาไปให้เสี่ยวเตาใช้ฝึกฝนได้
จั่วเฉินรู้ดีว่าการที่เขาได้รับการดูแลเช่นนี้ก็เพราะพร์ที่มีหากเป็เมื่อก่อน มีหรือที่เ้าสำนักจะยอมมีเื่กับผู้าุโเพื่อศิษย์ธรรมดาผู้หนึ่งอันที่จริง ไม่ว่าจะเป็สำนักสลายดาราหรือสำนักไหนก็ตาม หากอยากให้ผู้อื่นเห็นความสำคัญก็มีแต่ต้องพิสูจน์ความสามารถของตัวเองเท่านั้น
โดยเฉพาะตอนที่หลงซินเย่ใกล้จะมาเช่นนี้พร์และปราณทั้งห้าตราของเขาจะต้องเป็จุดสนใจ และได้รับโอกาสให้ไปที่ตำหนักนภาปราณยุทธแน่ หากวันหน้าได้เป็ศิษย์ของตำหนักนภาปราณยุทธแล้วเขาก็จะมีสถานะที่ไม่มีใครเทียบได้อีก ถึงตอนนั้น แม้จะเป็เ้าสำนักสลายดาราก็ยังต้องยำเกรงจึงไม่แปลกที่วันนี้เ้าสำนักจะทำดีด้วย
หากคิดไม่ผิดนอกจากของรางวัลจากเ้าสำนักแล้ว ผู้าุโหลี่นั่นยังไม่เพียงจะถูกถอดจากตำแหน่งแต่คงต้องมาขอขมาเขาต่อหน้าเ้าสำนักด้วย แถมยังต้องชดเชยยาลูกกลอนที่หลายปีนี้บิดพลิ้วไปจากเขาอีก ส่วนเจียงเฉินเทียน ่สองเดือนนี้ก็แทบจะเรียกได้ว่ากึ่งพิการคงหมดโอกาส่ชิงสิทธิในการไปตำหนักนภาปราณยุทธแล้ว
ทำชั่วกรรมย่อมตามสนอง สำหรับคนเช่นนี้จั่วเฉินไม่รู้สึกสงสารเลยแม้แต่น้อย
หลังจากออกจากตำหนักใหญ่ บรรดาศิษย์ที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกต่างก็ก้มหน้าลงสายตาเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใส มีเจตนาประจบประแจง ไม่หลงเหลือความหยิ่งยโสในวันวานอีก
“เป็อย่างที่คิดไว้ ความสามารถนั้นสำคัญที่สุดหากเป็เมื่อก่อน มีหรือที่คนเหล่านี้จะมีท่าทีเช่นนี้ได้ นี่คงจะเป็สันดานของมนุษย์กระมัง”
...
ค่ำคืนผ่านไป ย่ำรุ่งที่ไอมงคลกำลังจะเกิดขึ้นในทิศบูรพาศิษย์บางส่วนยังคงคุดคู้อยู่บนที่นอน ทว่าจั่วเฉินกลับมาถึงที่ยอดเขาด้านหลังสำนักแล้ว
เขาจำได้ว่าเมื่อยังเด็ก บิดาเคยบอกไว้ว่าตอนที่กำลังจะเริ่มวันใหม่ยามที่ไอมงคลโผล่พ้นจากทิศบูรพานั้น เป็่ที่พลังห้วงมิติเข้มข้นที่สุด จึงเป็เวลาที่เหมาะแก่การฝึกฝนจั่วเฉินจึงมักจะมาฝึกฝนร่างกายที่นี่ใน่เวลาแบบนี้
ทว่าวันนี้ไม่เหมือนวันก่อน เขาสามารถฝึกฝนได้แล้ว