เสียงเครื่องวัดชีพจรดัง “ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…” ก่อนจะส่งเสียง“ปี๊บ...........”ยาวๆ ชีพจรได้หยุดลงอย่างกระทันหัน
“เส้นกราฟเรียบแล้ว! หัวใจหยุดเต้น!”
เสียงพยาบาลสาวร้องดังขณะจ้องมอนิเตอร์ ดวงตาเบิกโพลง มือสั่นระริก
แพทย์ฉุกเฉินในชุดกาวน์วิ่งเข้ามาพร้อมเครื่องกระตุ้นหัวใจ
“เตรียมเครื่องช็อค! เร็ว!”
ตึง!
ร่างชายหนุ่มวัยสามสิบกระตุกสุดแรงบนเตียง
แต่กราฟยังนิ่ง
“อีกครั้ง!”
ตึง!
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากกลิ่นไหม้อ่อน ๆ จากิั
แพทย์กัดฟันกรอด มองนาฬิกา
ผ่านมา 1 นาที 50 วินาทีแล้ว
พยาบาลเริ่มสวดมนต์ภาวนาให้เขาฟื้นอยู่ในใจ
“อีกครั้ง!”
ตึง!
“หัวใจยังไม่เต้นค่ะหมอ!”
ความเงียบประหลาดปกคลุมห้องฉุกเฉิน
คล้ายว่าเวลาก็พาลจะหยุดนิ่ง
เวลาผ่านไป 30 นาที แพทย์ได้ตัดสินใจแจ้งข่าวการเสียชีวิตของภาคินให้กับต๋อยเพื่อนรักของเขา
“ผมเสียใจด้วยครับ...คนไข้าเ็สาหัส ทนพิษาแไม่ไหว เสียชีวิตไปแล้วครับ...เราได้พยายามทุกวิถีทางแล้วแต่ไม่สามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้” เสียงหมอแ่เบา น้ำเสียงหนักแน่นแต่เต็มไปด้วยความเศร้า
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ต๋อยเหมือนจะหยุดรับรู้ทุกสิ่งรอบข้างไปชั่วขณะ คำว่า“เสียใจด้วยนะครับ...” ดังก้องซ้ำๆ อยู่ในหัว อย่างไม่อาจยอมรับความจริงได้
ผ่านไปประมาณ 5 นาที กว่าต๋อยจะเริ่มรู้สึกตัว และค่อยๆ ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเขาก้มหน้า ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอหน่วยและเสียงสะอื้นจากก้นบึ้งของหัวใจดังขึ้นเบาๆ
ต๋อยลุกขึ้นช้าๆ เดินโซเซไปหาร่างของเพื่อนที่บุรุษพยาบาลกำลังเข็นออกมาเขาจับมือเพื่อนไว้แน่น พยายามสะกดน้ำตาที่อยากไหลไม่ให้มันรินลงบนมือของเพื่อนรักที่จากไปต๋อยหลับตาลงแน่น ราวกับไม่อยากยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ต๋อยบีบมือเพื่อนแรงขึ้นเรื่อยๆราวกับจะะเิอารมณ์ของตัวเองออกมา
“กูเจ็บ...” เสียงแ่เบาดังขึ้นอย่างอ่อนแรง
ต๋อยยังคงก้มหน้าน้ำตานองหน้าอยู่ “หา?”
“กูบอกว่า กูเจ็บโว้ย! ไอต๋อย....”
ต๋อยคิดว่าตัวเองหูฝาด แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับพบว่าภาคินกำลังทำหน้าเหยเกด้วยความเ็ป
“ไอ้คิน! ไอ้คิน! มึงยังไม่ตาย!! หมอๆ เพื่อนผมยังไม่ตาย หมอ ช่วยเพื่อนผมด้วย!!!”ต๋อยที่ต้องเปลี่ยนอารมณ์อย่างกะทันหัน ตระโกนหาหมอเสียงดังลั่น
และวินาทีถัดมา ทั้งแผนกฉุกเฉินก็ได้เกิดความโกลาหลขึ้น
คืนนั้นเอง หลังจากพยาบาลเช็คสัญญาณชีพและให้ยาเสร็จภาคินก็นอนเหม่อมองเพดานแสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงจับเงาเป็รูปร่างประหลาดในมุมห้องเงาสะท้อนของเครื่องช่วยหายใจเหมือนมือข้างหนึ่งยื่นมาจากอีกฝั่งของโลก
และทันใดนั้นเอง…
“ระบบได้ถูกเปิดใช้งานแล้ว …” จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของคน ไม่ใช่เสียงจากภายในห้องแต่มัน…อยู่ในหัวของเขาเอง
“ใคร…?” เขาเผลอถามออกไปในความเงียบแต่ไม่มีคำตอบ
เขาต่อสู้กับความอ่อนล้าไม่ไหวจึงได้หลับไปทั้งๆ ที่ยังคงสงสัยอยู่ เมื่อเข้าสู่ห้วงนิทราลึกภาคินก็ได้ฝันไปว่า เขาได้อยู่ท่ามกลางดวงิญญาต่างๆ มากมาย ทั้งที่มีรูปลักษณ์งดงามหรือสยดสยองไม่สมประกอบ แต่แปลกตรงที่ไม่มีดวงิญญาใดคิดที่จะทำร้ายเขา
สองสัปดาห์ต่อมา ภาคินอาการก็ดีขึ้นและกลับมาบ้านพักในชุมชนเล็ก ๆย่านพระรามสอง เขาอาศัยอยู่กับเพื่อนรักชื่อ “ต๋อย” เพื่อนวัยเด็กที่โตมาด้วยกันอยู่กินด้วยกันเหมือนคู่แท้ (แต่ไม่ใช่แบบนั้น) บ้านหลังนี้ค่อนข้างโทรมแต่เปี่ยมด้วยเสียงหัวเราะและโอเลี้ยงเย็นๆ จากร้านเจ๊แมวหน้าปากซอย
เช้าวันหนึ่ง —
เสียงเครื่องซักผ้าหมุนติ้ว ๆ ดังคล้ายจะหลุดออกมาปะทะฝาบ้านเรียกให้ภาคินต้องเดินกึ่งวิ่งจากห้องนอนมาดูด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“โอ๊ย ซักผ้าห่มไม่แบ่งรอบอีกแล้วไอ้คิน! ผ้ามากขนาดนี้เอ็งจะให้เครื่องมันะเิหรือไงวะ!”
เสียงเพื่อนรักอย่าง “ต๋อย” ดังลั่นจากครัวพร้อมชะโงกหัวออกมาทางบานประตูที่ไม่มีประตู
“เฮ้ย…ไม่หนักขนาดนั้นมั้ง” ภาคินหัวเราะแห้ง ๆก่อนจะเอื้อมไปกดหยุดเครื่องซักผ้า ที่ตอนนี้โยกเยกเหมือนกำลังเต้นบัลเลต์
มันไม่หยุด
“อ้าวเฮ้ย เครื่องเป็ไรเนี่ย!?”
ทั้งสองสบตากัน แล้วต๋อยก็ได้ทำสิ่งที่ผู้ชายวัยสามสิบชอบซ่อมของที่พังเขาทำกัน— ตบเครื่องแรง ๆ สองที
ตุบ! ตุบ!
“…”
เสียงเงียบ
“ได้ผลว่ะไอ้คิน” ต๋อยยิ้มร่า “เครื่องนี่มันก็เหมือนเด็กนะ ต้องใช้ความรักและฝ่ามือในการสื่อสาร”
“กูว่าไม่ใช่แล้วมึง คราวนี้เครื่องได้เสียของจริงแน่ ”
ต๋อยหัวเราะร่วน ก่อนเดินกลับเข้าไปในครัวกลิ่นไข่เจียวไหม้ลอยออกมาอย่างไม่เกรงใจชะตากรรมของเตาแก๊ส
ภาคินถอนหายใจ กำลังจะเปิดฝาเครื่องเพื่อหยิบผ้าออก แต่แล้ว…
กึก…
เสียงล็อกอัตโนมัติเหมือนเครื่องยังไม่ยอมให้เขาเปิด
“อ้าว…เอาอีกแล้วไอ้เครื่องบ้านี่”
เขาก้มมองช่องใส — แล้วก็ผงะ
ผ้าผืนหนึ่งเคลื่อนไหวเองในน้ำซัก…เหมือนมีคนกำลังว่ายอยู่ในนั้น
“…ไอ้ต๋อย! มึงมาเร็ว!”
ห้านาทีต่อมา
“ไอ้คิน! นี่มันอะไรวะเนี่ย มึงซักศพไว้ในนี้เหรอ?”
“ไม่ใช่เว้ย! กูเห็นมันว่ายเองเลยนะ!”
ต๋อยยกขวดน้ำมนต์ (ที่ไม่รู้ไปเอามาจากไหน) ราดลงบนเครื่องซักผ้า
“หยุดเลยนะไอ้เครื่อง! อย่าให้กูต้องเรียกหลวงพ่อจรูญมาไล่ผีเครื่องซักผ้า!”
เครื่องยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีเสียงใด ๆ
ต๋อยก้มลงแล้วพึมพำ “…อาจจะเป็ิญญาที่ติดอยู่ในน้ำซักก็ได้นะมันเลยขอซักผ้าก่อนจะไปเกิด”
“เออ…ถ้ากูตาย กูก็อยากตายสะอาด ๆ ว่ะ”
“งั้นเปิดมันเลย!”
ภาคินค่อย ๆ แงะเปิดฝา แล้ว…
ไม่มีอะไรเลย
หลังเหตุการณ์ประหลาดผ่านไปไม่ถึงสองชั่วโมงภาคินกับต๋อยก็นั่งจิบโอเลี้ยงที่ร้านกาแฟเจ๊แมว — ร้านเก่าโทรมตรงหน้าปากซอยที่มีดีแค่กาแฟเข้มจนลืมตาไม่ขึ้นกับเ้าของร้านปากจัดอันดับหนึ่งของหมู่บ้าน
เจ๊แมว วัยเกษียณแต่ยังแรงดีไม่มีตกเดินมาพร้อมผ้าเช็ดโต๊ะในมือ แล้วเอ่ยเสียงดังราวกับจะให้คนทั้งตลาดรู้
“เมื่อคืนมีคนถูกรถชนตายตรงหน้าปากซอยนะ!”
ภาคินหันขวับ “จริงเหรอเจ๊?”
เจ๊แมวยักคิ้ว “เออสิเห็นว่าตายแล้วแต่ิญญาไม่ยอมออกจากร่าง!”
ต๋อยเบิกตากว้าง “โอ้โห... แล้วไงต่อ?”
เจ๊แมววางผ้าเช็ดโต๊ะลงแล้วกระซิบเสียงดังยิ่งกว่าเดิม“กู้ภัยเขาเอาศพไปถึงโรงพยาบาลแล้วอยู่ดีๆ ศพก็นั่งลุกขึ้นมาเอง!”
“เฮ้ยยย!” ต๋อยแทบทำโอเลี้ยงพุ่ง “ลุกขึ้นเลยเหรอ!?”
“เออ!” เจ๊แมวพยักหน้ารัว “แล้วะโว่า‘ใครเอาหมากูไปวะ!’”
ทั้งร้านเงียบกริบ…ก่อนจะฮากันทั้งร้าน
ภาคินกลั้นขำแทบตาย “เดี๋ยว ๆหมาเหรอเจ๊ ?”
เจ๊แมวเบ้ปาก“เมื่อเช้ากูฟังเวอร์ชั่นหมา ส่วนบ่ายนี้มีคนเล่าว่าเป็รองเท้า เดี๋ยวเย็นๆคงเป็เมียแล้วล่ะ!”
คืนนั้น
ภาคินกลับมาบ้าน นอนกลิ้งไปมา รู้สึกแปลก ๆ เหมือนบางอย่างเปลี่ยนไป
เขาหลับตาลง แล้วก็…ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง...แต่มองเห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียง
“…อ้าว?”
เขาลอยอยู่กลางอากาศ
“เอ๊าาาาาาาาาาาาา!!”
เสียงกรีดร้องดังในหัวของเขาเองภาคินตะเกียกตะกายลอยไปลอยมาเหมือนลูกโป่งหลุดมือ
“นี่กูตายเหรอวะ!?”
แต่ก่อนจะได้สำรวจโลกิญญาใหม่ให้เต็มตาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากร่างของเขา…ร่างที่นอนอยู่เมื่อครู่
“เฮ้ยยย! ของฟรีนี่หว่า!”
“…ใครวะ?”
ร่างของภาคินลืมตาขึ้น…แล้วหาว
“ฮ่า…ได้นอนสบาย ๆ แบบนี้สักที โอ้โห เตียงนิ่มกว่าโลงเยอะเลยวุ้ย”
“…เดี๋ยวนะ”
ภาคินมองลงไปยังร่างตัวเอง ที่ตอนนี้ลุกเดิน สะบัดแขนขาแล้วบิดี้เีแบบอารมณ์ดี
“มึงเป็ใครวะ!!?”
“กูก็คือผีไงพี่! ขอโทษนะ ขอใช้ร่างแป๊บ!”
ร่างของภาคินตอนนี้เดินฮัมเพลง กินขนม กดมือถือ แล้วหัวเราะกับคลิปแมว
ภาคินในสภาพิญญาได้แต่ร้อง
“มึงคืนร่างกูมาเดี๋ยวนี้!!”
เช้าตรู่ วันถัดมา
ต๋อยเดินมาหาภาคินที่ห้อง เคาะประตูแล้วเปิดเข้าไป
ก็เจอภาคิน…นั่งพับเพียบ กำลังเปิดยูทูบสอนสวดมนต์แบบสำเนียงใต้
“มึงเป็ไรวะคิน?”
“กูจะเป็พระ”
“ห๊ะ!?”
“โลกนี้มันลวงตา…ิญญาต้องบรรลุธรรม…น้องแมวข้างบ้านคือยมทูตในร่างแมวกูเข้าใจแล้ว…”
“ไอ้เชี่ยคิน มึงเสพอะไรเข้าไปวะเนี่ย!?”
หลังจากพาไปหาหมอ พาไปวัด และโดนหลวงพ่อบอกว่า “ดวงิญญาไม่เสถียร”
ภาคินกลับเข้าร่างได้โดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“เมื่อคืนกูฝันว่ากูเป็ลูกโป่งวะ”
ต๋อยมองเขาแล้วส่ายหัว “เออ กูว่ามึงไม่ใช่ลูกโป่งละมึงน่ะ…เป็ร่างให้ผีเช่าอยู่ต่างหาก!”
“หา?”
ต๋อยยกกระจกให้ดู…บนลำคอของภาคิน มีรอยสักปริศนาจาง ๆ โผล่ออกมา
ภาคินขมวดคิ้ว มองรอยสักปริศนาใต้ลำคอในกระจก
“มึงไปเอาปากกามาขีดเล่นตอนกูหลับรึเปล่าวะ?”
“ไม่มีเวลามาเล่นอะไรแบบนั้นโว้ย! แล้วมึงเคยเห็นกูวาดอะไรเท่ๆ ได้มั้ย?”
รอยนั้นเป็สัญลักษณ์วงกลมซ้อนกัน บางเส้นคล้ายอักษรที่ไม่เคยเห็นในภาษาไหนบนโลก
“กูว่ากูซวยละมึง” ภาคินพึมพำ“หรือว่าตอนหัวใจหยุดเต้น กูไปหลงเซ็นสัญญาอะไรกับผีไว้โดยไม่รู้ตัว…”
“เฮ้ย อย่าพูดเล่น กูเคยดูในอินเตอร์เน็ตมันมีจริงนะพวก ‘สัญญาิญญาแลกร่าง’ อะไรพวกนี้อะ!” ต๋อยเริ่มหน้าซีด“ไม่แน่นะเว้ย…มึงอาจจะเป็เหมือนในหนัง ที่ผีสิงร่างทีละวันจนเ้าของร่างหายไปเลย!”
ภาคินหน้าถอดสีทันที
“มึง…ช่วยเฝ้ากูคืนนี้นะ ถ้ากูลุกขึ้นมาพูดภาษาแปลกๆ หรือหมุนคอได้รอบ มึงโทรเรียกหลวงพ่อคงเลย!”
“เออ! แต่ถ้าหลวงพ่อไม่รับสาย กูจะเอาน้ำมันมะกอกกับไม้แขวนเสื้อมาทำพิธีเองละกัน!”