ตรอกตงเจียเป็ตรอกที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองปู้ชวน เป็ตรอกที่มีคนอาศัยอยู่ชุกชุมเป็อันดับสองของเมืองนี้ ผู้คนในตรอกตงเจียมักจะเดินทางไปรับจ้างทำงานตามร้านในตรอกผิงเจียเสียส่วนมาก ต่างจากตรอกซีเจียทางตะวันตกที่มักจะเป็ชาวไร่ชาวนา ไม่ค่อยเข้ามาหางานทำในเมืองกันเท่าใดนัก
ดังนั้นการค้าขายอาหารให้เหล่าชาวบ้านในตรอกตงเจียนี้จึงออกจะคึกคักกว่าตรอกอื่นๆ อยู่สักหน่อย
นอกจากนี้ยังมีร้านขายเมล็ดพันธุ์พืชและวัตถุดิบต่างๆ อีกด้วย เพราะตรอกตงเจียค่อนข้างอยู่ไกลจากป่าส่วนกลาง แม้การไปเก็บเองจะประหยัดเงินได้มากก็จริง แต่กลับเสียเวลาชีวิตและแรงกายพอสมควร ยิ่งเป็ชาวบ้านที่ไม่ได้สันทัดแข็งแรงอย่างชาวไร่ชาวสวนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นพวกเขาจึงตัดปัญหาด้วยการซื้อเอาเสียเลย
“อ้าว อาอิน วันนี้พาน้องออกมาด้วยรึ” เสียงหญิงวัยกลางคนดังทักทายมาจากร้านข้างทาง
เ้าของเสียงยืนอยู่ในร้านที่ตั้งกระสอบรัดปาดถุงไว้เรียงราย นางเป็หญิงร่างสมส่วน คล้องเอี๊ยมกันเปื้อนไว้ด้านหน้า ผนังไม้สูงเท่าเอวทำให้สามารถมองเห็นด้านในได้เกือบทั้งร้าน แต่ละกระสอบแปะไว้ด้วยกระดาษสีแดงเขียนอักษรตามประเภท ได้แก่ แป้งข้าวสาลี แป้งข้าวโพด แป้งถั่วเหลือง แป้งข้าวเหนียว และต่างๆ มากมายที่เกี่ยวกับแป้ง
นางเป็เ้าของร้านขายแป้งนั่นเอง
เรือนของพี่น้องสกุลจ้าวอยู่ปลายตรอกตงเจีย เพื่อนบ้านส่วนใหญ่ไม่ใคร่แยแสพวกนางนัก ออกจะเดียดฉันท์เสียด้วยซ้ำเพราะคำเล่าลือเื่มารดาที่เอาไปนินทากันปากต่อปาก จากหนึ่งกลายเป็สิบ จากเท็จกลายเป็จริง แต่ทางกลางตรอกและต้นตรอกมิได้ร่วมวงสนทนาด้วยนัก คนแถบนี้สนใจแต่เื่การค้าว่าทำอย่างไรจึงจะหาเงินได้มากยิ่งขึ้นเสียมากกว่า
เซียนอินหยุดรถเข็น หันไปเอ่ยทักทาย “อรุณสวัสดิ์เ้าค่ะป้าสวี่ วันนี้ข้าพาน้องๆ มาเดินเล่นด้วยน่ะเ้าค่ะ...เวยเอ๋อร์ เฉิงเอ๋อร์” ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มให้น้องๆ “ทักทายป้าสวี่เร็วเข้า”
“เวยเอ๋อร์คารวะป้าสวี่เ้าค่ะ”
เด็กหญิงทำตามพี่สาวอย่างว่าง่าย ส่วนเฉิงเอ๋อร์กัดปากล่างส่งยิ้มพิมพ์ใจไป คิ้วน้อยยกโค้งสูง ทำเสียสัญชาตญาณความเป็แม่ของป้าสวี่พุ่งพล่าน อยากโผตัวเข้าไปหอมสักฟอดแต่หักห้ามใจเอาไว้ทัน
“น่ารักกันจริงๆ” หญิงวัยกลางคนเอ่ยตามใจคิด ก่อนจะทักถาม
“เป็อย่างไรบ้าง ผงแป้งหมักที่เอาไปใช้ได้ดีหรือไม่”
“ใช้ได้ดีทีเดียวเ้าค่ะ ข้ากำลังเอาหมั่นโถวไปให้เถ้าแก่ร้านโจ๊กชิมดูพอดี ไว้วันหน้าข้าจะทำมาให้ท่านชิมบ้างนะเ้าคะ”
เนื่องจากวัตถุดิบในการทำแป้งหมักที่ใช้เพื่อให้หมั่นโถวนุ่มฟูนั้นหลายอย่างเป็พืชเศรษฐกิจ หรือก็คือพืชที่ทางการกำหนดให้เป็พืชการค้าไม่อาจปลูกในพื้นที่ป่าส่วนกลางได้ ทำให้นางไม่มีแหล่งให้เก็บมาทำเอง จึงต้องอาศัยซื้อจากร้านแป้งเอาอย่างเสียมิได้ แต่ทว่ายามนี้นางเองก็ยังไม่ได้เบี้ยหวัด เลยลองเทียบเคียงถามป้าสวี่ไปว่าเอาอะไรมาแลกได้บ้างหรือไม่ ป้าสวี่จึงบอกว่าเอาถั่วเหลืองมาให้นางกระสอบหนึ่งก็ได้ แล้วนางจะมอบผงแป้งหมักให้หนึ่งถุงเล็ก
ควรรู้ว่าการหมักนั้นต้องใช้ข้าวสาร ไม่ก็แป้งหมั่นโถวเก่ากับแป้งข้าวโพดในการหมัก และยังต้องเติมเหล้าลงไปอีกด้วย ล้วนแต่มีต้นทุนพอสมควร ดังนั้นถั่วเหลืองหนึ่งกระสอบแลกได้ผงแป้งหมักหนึ่งถุงเล็กก็ไม่นับว่าเกินเลยไป
“อ้อ ที่เ้าบอกว่าจะฝากขายน่ะรึ งั้นพวกเ้ารีบไปเถอะ เดี๋ยวแดดเปรี้ยงเสียก่อน เด็กน้อยจะไม่สบายเอา”
พี่น้องสกุลจ้าวร่ำลาป้าสวี่ ก่อนจะเข็นรถกันต่อไป กระทั่งมาถึงร้านโจ๊กร้านหนึ่งที่ต้นตรอกตงเจีย
ที่ต้นตรอกนี้มีลักษณะเป็ทางสามแยกเชื่อมตรอกผิงเจีย ทางเหนือมุ่งหน้าไปสู่แหล่งโกดังสินค้าที่ตรอกเป่ยเจีย ทางใต้มุ่งสู่แม่น้ำไป่เหอ จุดนี้จะมีท่าเรือสำหรับสินค้าที่้ามุ่งหน้าขนส่งลงใต้ ร้านโจ๊กร้านนี้นับว่าตั้งอยู่ทำเลทองเลยก็ว่าได้
เซียนอินเข็นรถเข็นไปหยุดอยู่ริมรั้วไม้เตี้ยเท่าเอวของร้านโจ๊ก ด้านในร้านมีโต๊ะอยู่สิบโต๊ะ ยามนี้เป็เวลาสายพอสมควรแล้ว แขกจึงไม่แน่นขนัดเท่ายามเช้า
เซียนอินให้น้องน้อยทั้งสองรออยู่หน้าร้านก่อน กำชับว่าห้ามไปไหนเด็ดขาด ค่อยเดินเข้าร้านไป
“อรุณสวัสดิ์เถ้าแก่เ้าค่ะ”
เสียงนุ่มกังวานเอ่ยทักทาย เถ้าแก่หลิวหยุดมือจากการคนหม้อโจ๊กเงยหน้ามองผู้มาเยือน เขาเป็ชายชราอายุราวหกสิบปี ผมบนหัวเริ่มมีสีดอกเลาแซมมาให้เห็น ด้วยอายุที่มากแล้วจึงมีกิริยางกๆ เงิ่นๆ อยู่บ้าง เขามีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย
“มากินโจ๊กรึนางหนู”
เซียนอินส่ายหน้ายิ้ม บรรยากาศปลอดโปร่งเป็ธรรมชาติแผ่ออกมารอบตัว
“ข้าได้ยินชื่อเสียงมานานว่าโจ๊กที่ผ่านมือท่านล้วนแล้วแต่มีรสเลิศล้ำ หากกล่าวว่าโจ๊กร้านท่านอร่อยที่สุดในเมืองนี้ก็คงไม่เกินเลยไป ข้าน้อยเลื่อมใสท่านยิ่งนัก” นางเดินเข้าไปใกล้ขึ้น สบมองตาไม่บ่ายเบี่ยง
“วันนี้จึงอาจเอื้อมทำน้ำเต้าหู้และหมั่นโถว มาขอเป็ของว่างเล็กๆ หลังทานโจ๊กของร้านท่าน ไม่รู้ว่าท่านสนใจหรือไม่”
เถ้าแก่หลิวชะงักไปครู่หนึ่ง เขาไม่เคยเจอการขอฝากขายของเช่นนี้มาก่อน
เด็กสาวเอ่ยสำทับต่อ “หากท่านเห็นชอบ ข้าจะทำมาให้ท่านทุกเช้า กำไรจากส่วนที่ขายได้ทั้งหมดจะเป็ของท่านห้าส่วน ของข้าห้าส่วน ยามนี้ท่านอาจยังตัดสินใจไม่ได้ มิสู้มาลองชิมสักหน่อยดีหรือไม่”
อย่าเพิ่งขบคิดให้มากความ ชิมก่อนค่อยว่ากัน
ชายชรามองผ่านร่างเด็กสาวไปยังรถเข็นไม้ที่จอดอยู่หน้าร้านของเขา ภาพหนึ่งรถเข็น สองหม้อ และสองเด็กน้อยที่กำลังยิ้มตาหยีมองมาทางเขาปรากฏอยู่ในครรลองสายตา
เถ้าแก่หลิวเป็ชายชราตัวคนเดียวผู้หนึ่ง
เดิมทีเขามีบุตรชายสามคน ทว่าล้วนแล้วแต่สละชีพเพื่อแผ่นดินในสนามรบกันจนหมดสิ้น ภรรยาที่เขาเพิ่งพบรักยามอายุมากทนเสียใจเื่บุตรชายไม่ไหว ไม่นานก็ตรอมใจตาย เหลือเขากับบ้านอันเงียบเหงาไว้เพียงลำพัง ความมีชีวิตชีวาที่ผ่านมาราวกับหมอกควันที่ค่อยๆ จางหายไป...เหลือไว้เพียงความทรงจำ
ร้านโจ๊กร้านนี้เป็เขาและภรรยาที่ร่วมสร้างด้วยกันมา ค่อยๆ เก็บหอมรอมริบ หล่อเลี้ยงบุตรชายั้แ่คลานเตาะแตะจนโตเป็ชายชาตรี พวกเขาทั้งหนุ่มแน่น ร่าเริง และกล้าหาญ เพียงได้ยินราชสำนักประกาศว่าแคว้นซีเซี่ยบุกโจมตี บ้านเมือง้าผู้กล้ามาปกป้อง พวกเขาก็พากันไปสมัครร่วมรบโดยไม่มีความลังเล
...แล้วพวกเขาก็จากไปทั้งเช่นนั้น จากไปด้วยความกล้าหาญ ความรักชาติบ้านเมืองอย่างที่ลูกผู้ชายต้าฉีมีอยู่เต็มอก
ดังนั้นหากถามว่าเขาเสียใจทีหลังที่ปล่อยบุตรชายไปสนามรบหรือไม่
เขาคงยืดอกตอบเสียงดังฟังชัดว่า ‘ไม่’
แต่ที่เขาเสียใจก็คือ าที่คร่าชีวิตบุตรชายของเขาไปยังไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นเสียที
แม้เขาจะแก่ชราเป็ไม้ใกล้ฝั่งแต่ก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง นั่นคือความหวังว่าจะเห็นข่าวชนะศึกา อยู่ดูความสำเร็จ ผลึกผลแห่งความกล้าหาญแทนบุตรชายทั้งสามผู้ลาลับ เขาจะอยู่ดูมันเอง!
“เถ้าแก่?”
เสียงดรุณีน้อยผู้มาเยือนดึงชายชรากลับออกมาจากห้วงคิด ภาพของเด็กชายน้อยบนรถเข็นกลับมาเด่นชัดในสายตา ที่แท้ยามเห็นเด็กชายตัวน้อยทำให้เขานึกถึงบุตรชายของตนเอง
ชายชรายิ้มน้อยๆ พยักหน้า “เอาสิ ข้าจะลองชิมดู”
พี่น้องสกุลจ้าวเข็นรถเข้ามาหยุดไว้ข้างโต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง เซียนอินเปิดฝาหม้อออก ไอน้ำอุ่นร้อนฟุ้งโชยขึ้นฟ้า เถ้าแก่หลิวเรียกเสี่ยวเอ้อร์ให้ไปดูหม้อโจ๊กแทนเขาก่อน
เดิมทีชายชราไม่เหลือครอบครัวอยู่อีกแล้ว เขาไม่โลภในทรัพย์สมบัติ หวังเพียงเงินทองพอเลี้ยงตัวเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเขาเห็นว่าเป็เด็กน้อยสามคน้าหารายได้ทั้งยังลงมือทำด้วยตนเองเช่นนี้ ชายชราจึงเกิดใจเมตตา คิดในใจแล้วว่าจะตกลงช่วยเหลือ
ทว่าเมื่อได้ลองลิ้มรสเข้าจริงๆ เขาก็ถึงกับทึ่งไปครู่หนึ่ง
นี่เป็หมั่นโถวนึ่งที่มีรสหวานหอมของถั่ว แต่กลิ่นอ่อนบางกำลังดี แป้งนุ่มลิ้นเนื้อละเอียดราวกับจะละลายได้ในปาก ทั้งยังไม่ได้มีสีขาวอย่างร้านทั่วไป แต่เป็สีนวลละมุนตาราวแสงจันทร์
ยิ่งเมื่อดื่มน้ำเต้าหู้หอมมันเจือรสหวานอ่อนๆ ตามไปด้วยแล้ว ความละมุนเข้ากันของรสชาติก็ทำให้เขารู้สึกราวกับล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ
ช่าง...เป็รสชาติที่พิเศษ
ด้วยประสบการณ์การค้าที่มีมาหลายสิบปีของเถ้าแก่หลิว เขากล้าฟันธงเลยว่าต้องขายได้อย่างแน่นอน!
แม้จะคิดเช่นนั้นเขาก็เพียงแต่เอ่ยกับเด็กน้อยทั้งสามด้วยท่าทีอารี “อื้ม ั้แ่พรุ่งนี้ไปเ้าก็ทำมาได้เลย”
แม้จะวาดหวังคำตอบตกลงอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อได้ยินเข้าจริงๆ เซียนอินก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ประสานมือคารวะพลางเอ่ยอย่างดีใจ
“ขอบคุณเถ้าแก่ที่ให้โอกาสเด็กน้อยอย่างข้า ข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านเลย ขอบคุณท่านมากจริงๆ”
เซียนเวยเห็นดังนั้นก็ทำตามไปด้วย เฉิงเอ๋อร์ที่ยังนั่งจุมปุ๊กอยู่บนรถเข็นมองซ้ายมองขวา แล้วจึงจับมือมังคุดของเ้าก้อนส้มบนตักมาประกบกันทำตามอย่างน่าเอ็นดู
เถ้าแก่หลิวรีบห้ามปราม “ไม่ต้องๆ” ชายชราก้มลงไปเล่นกับเด็กชายตัวน้อยพลางเอ่ยถามไปด้วย
“แล้วเ้าจะขายชิ้นละเท่าไรรึ”
เซียนอินขบคิดเื่นี้มาเรียบร้อยแล้ว จึงยิ้มเอ่ย “หมั่นโถวนึ่งชิ้นละสิบอีแปะ น้ำเต้าหู้ถ้วยละห้าอีแปะเ้าค่ะ”
ค่าเงินของสมัยนี้คือ
หนึ่งพันอีแปะ เท่ากับ หนึ่งตำลึงเงิน
หนึ่งร้อยตำลึงเงิน เท่ากับ หนึ่งตำลึงทอง
อาหารหนึ่งมื้ออย่างโจ๊กของเถ้าแก่หลิวมีราคา ห้าสิบอีแปะ ขนมเซาปิ่งที่ตรอกผิงเจียมีราคาสิบห้าอีแปะ ข้าวสารหนึ่งกระสอบเล็กราคาห้าร้อยอีแปะ เนื้อหมูหนึ่งชั่งราคาห้าร้อยอีแปะ
ค่าแรงของชั้นแรงงานทั่วไปอยู่ที่เดือนละสามถึงห้าตำลึงเงิน ทว่าหากเป็ร้านแถบตรอกผิงเจียซึ่งเป็เขตเศรษฐกิจใหญ่จะเพิ่มเป็เจ็ดถึงสิบตำลึงเงิน เ้าหน้าที่ทางการสิบห้าถึงสามสิบตำลึงเงิน เ้าเมืองห้าสิบตำลึงเงิน
นับว่าในหมู่ชั้นแรงงานกรรมาชีพทั่วไปหลายบ้านที่มีสามีหาเงินเพียงผู้เดียว กับภรรยาและลูกน้อยเป็ขโยง ไม่มีทางมีเงินมากพอซื้อเนื้อสัตว์กินกันทั้งครอบครัวทุกวันแน่นอน คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีหัวทางการค้า จึงมักจะไปทำงานในตรอกผิงเจียกันมากกว่า ไม่ก็หาทางสมัครเป็คนของทางการ
ดังนั้นแล้ว การค้าขายแถบนี้จึงเป็ไปได้ดีมาก เพราะชาวบ้านส่วนมากทำงานในตรอกผิงเจียจึงมีกำลังซื้อพอในระดับหนึ่ง ยกเว้นแถบตรอกซีเจียที่เน้นรับจ้างในพื้นที่เกษตรของเ้าที่ดินใหญ่เป็หลัก รายรับต่อเดือนของพวกเขาได้เพียงสามถึงห้าตำลึงเงินเท่านั้น แต่ข้อดีคือพวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่าย ไม่ต้องเข้ามาวุ่นวายอยู่ในเมืองเช่นคนตรอกอื่นๆ
เถ้าแก่หลิวพยักหน้า นับว่าเป็ราคาที่กำลังพอเหมาะ
หลังจากนั้นเด็กทั้งสามก็ขอตัวลากลับ ปล่อยให้เถ้าแก่หลิวจัดการงานในร้านของตนเองต่อไป
ระหว่างเดินทางกลับ เฉิงเอ๋อร์ยังคงนั่งมองซ้ายมองขวาสังเกตสิ่งของและผู้คนอยู่ในรถเข็นอย่างตื่นเต้น แมวส้มน้อยคลอเคลียบิดตัวอยู่บนตัก เซียนเวยเดินไปจับเฉิงเอ๋อร์ที่เอนตัวออกนอกรถมากเกินไปให้กลับเข้าที่ ส่วนเซียนอินก็เข็นรถไปพลาง หันมองพวกเขาไปพลาง ส่ายหน้าอมยิ้ม
ท่ามกลางผู้คนที่เดินไปมา ชายหน้าบากในท่วงทีงัวเงียอ้าปากอยู่ในท่าหาวค้าง แขนที่ยกขึ้นบิดหยุดชะงักในท่าเดิม เขาเบิกตาโตมองแมวส้มบนรถเข็นไม้นั้นด้วยอารมณ์ใ เสียงทุ้มพร่าดังอยู่ไม่ไกลจากสามพี่น้องว่า…
“อามาว!”