“สวีซิ่งจู่ถึงกับไปขอขมาเ้าเด็กนั่นเลยงั้นหรือ?”
เมื่อนางหลี่ว์ได้รับรายงานจากตงฉิง ก็ถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ย “ข้าว่าแล้วเชียวว่าตาแก่นั่นมันพึ่งพาไม่ได้ ถูกตำหนิเข้าหน่อยก็แล่นไปประจบสอพลอจูอวิ่นเถิง รับผลประโยชน์จากเราไปตั้งมากมายยังกล้าทรยศ สมควรตายนัก… ซี๊ด!”
ทว่ายังเอ่ยไม่ทันจบประโยค ด้วยความโมโหจนขยับตัวแรงเกินไป นางหลี่ว์จึงะเืไปถึงแผลที่เพิ่งถูกโบยมาจนต้องสูดปากด้วยความเ็ป
พร้อมกันนั้นในใจก็ก่นด่ากัวฮุ่ยเฟยว่าเป็นังแพศยา
ขันทีข้างกายของกัวฮุ่ยเฟยกล้าลงไม้กับนางจริง ๆ ซ้ำยังตีเสียจนเจ็บเจียนตาย
น่าเจ็บใจนัก!
นางหลี่ว์ไม่กล้าด่าทอออกเสียง ทำได้เพียงสบถด่าทออยู่ภายในใจ
เดิมทีแต้มต่อล้วนตกอยู่ในมือของนางแท้ ๆ ไฉนพอถูกจูอวิ่นเถิงป่วนเข้าหน่อย ข้อได้เปรียบเ่าั้กลับค่อย ๆ มลายหายไปทีละอย่าง
นางหลี่ว์ยังขบคิดหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ออก รู้เพียงว่ายามนี้นางเริ่มอยู่ไม่สุขเสียแล้ว
ภาพลักษณ์ที่อุตส่าห์สร้างไว้ก็พังทลาย ข้อได้เปรียบก็สูญสิ้น
หลังจากนี้จะเกิดอันใดขึ้นอีก นางหลี่ว์ไม่กล้าจินตนาการเลยจริง ๆ
ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ จูอวิ่นเถิงกลายเป็คนเก่งกาจถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อใดกัน?
ไม่แสดงฝีมือก็แล้วไป แต่พอได้แสดงก็ทำเอาผู้คนตื่นตะลึง ซ้ำยังกดหัวพวกนางไว้จนจมมิด
“อวิ่นเหวิน ทำไมเ้าถึงไม่พูดอะไรเลยล่ะ?”
นางหลี่ว์ซึ่งนอนคว่ำอยู่บนตั่งนุ่มปรายตามองจูอวิ่นเหวินที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านตำราด้วยความรู้สึกขัดใจ
จูอวิ่นเหวินเงยหน้าขึ้น ทิ้ง่ไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “จูอวิ่นเถิงเก่งกาจเกินไปแล้ว แม้แต่เื่เรียนก็ยังเก่งกว่าข้า เขาท่องสี่ตำราจนขึ้นใจแล้ว ข้าจะล้าหลังไม่ได้ ข้าเองก็ต้องท่องเช่นกัน”
ว่าแล้วเขาก็ก้มหน้าก้มตาท่องตำราต่อไป
ทว่ายิ่งท่อง ภายในใจก็ยิ่งรุ่มร้อนกระวนกระวาย ไม่อาจสงบจิตสงบใจได้เลย ท่องอย่างไรก็ไม่เข้าหัว
หลังจากโดนจูอวิ่นเถิงเล่นงานอย่างหนัก จูอวิ่นเหวินก็เอาแต่ตั้งคำถามกับชีวิต ไม่มีความมั่นใจในตัวเองอีกต่อไป แต่เขาก็ไม่อยากเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ต่อจูอวิ่นเถิงอยู่ร่ำไป
เขาต้องตอบโต้ ต้องเอาคืนให้ได้!
นางหลี่ว์ขบกรามแน่นพลางกล่าว “มันได้ใจอีกไม่นานหรอก!”
กำยานเ่าั้ นางได้ส่งคนนำไปมอบให้แล้ว
ต่อจากนี้ก็แค่รอให้จูอวิ่นเถิงตายตกไปอย่างเงียบเชียบ ขอเพียงมันตายไป จูอวิ่นเหวินก็ยังคงก้าวขึ้นเป็พระนัดดารัชทายาทได้เช่นเดิม!
นาง้าให้จูอวิ่นเถิงตาย เพื่อที่จะได้ไม่มีผู้ใดมาแย่งชิงตำแหน่งกับจูอวิ่นเหวินอีก
เช้าตรู่วันถัดมา สวีซิ่งจู่ยังคงมาหาเช่นเคย เขาเป็ฝ่ายเข้ามาประจบเอาใจจูอวิ่นเถิง ซ้ำยังนำอาหารเช้าเลิศรสมามากมาย
จูอวิ่นเถิงหยิบซาลาเปาสะอาด ๆ สองสามลูกส่งให้หลิ่วลิ่ว ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังตำหนักเฉียนชิง
หลิ่วลิ่วมองซาลาเปาลูกโตในมือด้วยความซาบซึ้งใจจนหาคำบรรยายไม่ได้ สำหรับคนเช่นเขา การได้รับความเคารพให้เกียรติ ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าของความเป็คนมากขึ้น
“พระนัดดาดีต่อข้าถึงเพียงนี้ แต่ว่าข้า...ข้ากลับยังต้องลอบทำร้ายเขา!” หลิ่วลิ่วรู้สึกราวกับว่าตนเองนั้นเลวยิ่งกว่าเดรัจฉานเสียอีก
เมื่อเห็นสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งของอีกฝ่าย จูอวิ่นเถิงก็ลอบคิดในใจ เ้านี่มันถูกหลอกซื้อใจง่ายเกินไปหรือเปล่าเนี่ย?
แต่ช่างเถอะ ตอนนี้อย่าเพิ่งไปสนใจเลย
จูอวิ่นเถิงก้าวยาว ๆ ออกจากประตูมุ่งหน้าไปยังตำหนักเฉียนชิง ทว่าพอมาถึงประตูใหญ่ของตำหนักบูรพา ก็บังเอิญพบกับจูอวิ่นเหวินที่กำลังเดินมาเช่นกัน
“น้องสาม…”
จูอวิ่นเหวินยังคงต้องรักษาภาพลักษณ์อันดีงาม จึงเตรียมจะเอ่ยทักทาย
ทว่าจูอวิ่นเถิงกลับทำเป็มองไม่เห็น ซ้ำยังก้าวฉับ ๆ จากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
การกระทำเช่นนี้ทำให้จูอวิ่นเหวินรู้สึกอับอายขายหน้ายิ่งนัก แต่ก็แสดงความโกรธออกมาไม่ได้ ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทน ทำเป็หาวหนึ่งที แล้วรีบก้าวเท้าตามไป
ทว่าก้าวไปได้เพียงสองก้าว โลกทั้งใบก็ราวกับหมุนเคว้ง ร่างกายเสียหลักยืนแทบไม่อยู่
เมื่อวานเพื่อจะท่องตำรา เอาชนะจูอวิ่นเถิงให้ได้ เขาจำต้องถ่างตาโต้รุ่งอยู่นานแสนนาน การต้องตื่นแต่เช้าตรู่ไปถวายบังคมเช่นนี้ เขาแทบจะลุกไม่ขึ้นด้วยซ้ำ
กว่าจะฝืนลุกขึ้นมาได้ ยามนี้ก็ปวดหัวตาลายจนยืนโงนเงน ทำเอาบรรดาขันทีที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายใจนแทบสิ้นสติ
เมื่อมาถึงตำหนักเฉียนชิง จูอวิ่นเถิงก็เอ่ยเข้าประเด็นทันที “เสด็จปู่พ่ะย่ะค่ะ เื่ฎีกาของหลานอวี้ฉบับนั้น พระองค์จงใจทิ้งไว้ให้หลานดู และหลานก็ได้เห็นแล้ว พวกเราเลิกเล่นงิ้วกันเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ทำเอาจูหยวนจางถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า “เ้าคิดจะทำเช่นไรล่ะ?”
จูอวิ่นเถิงตอบอย่างฉะฉาน “ขอเสด็จปู่โปรดให้หลานยืมหน่วยองครักษ์เสื้อแพรสักหน่อย รับรองว่าผลลัพธ์จะต้องเป็ที่พอพระทัยอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
“ได้สิ!” จูหยวนจางราวกับคาดเดาเจตนาของหลานชายได้
เขาหยิบป้ายอาญาสิทธิ์ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา แล้วกล่าวว่า “ไม่ว่าเ้าจะเล่นแร่แปรธาตุอย่างไรล้วนไม่มีปัญหา แต่ข้าจะไม่ออกราชโองการให้ เ้าต้องใช้ความสามารถของตนเองลงมือจัดการ!”
การที่จูอวิ่นเถิงสามารถคิดอ่านได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ทำให้ตาเฒ่าจูพอใจยิ่งนัก
“เช่นนั้นหลานทูลลาพ่ะย่ะค่ะ!” จูอวิ่นเถิงรับป้ายอาญาสิทธิ์มาถือไว้ แล้วสาวเท้าออกจากตำหนักเฉียนชิง พลางเอ่ยทิ้งท้ายว่า “ง่วงจะตายอยู่แล้ว ขอตัวกลับไปงีบเอาแรงก่อน เดี๋ยวค่อยลงมือก็แล้วกันนะพ่ะย่ะค่ะ!”
จูหยวนจาง “…”
เ้าหลานทรพีตัวแสบ ช่างผิดแผกไปจากคนทั่วไปจริง ๆ มักจะทำเื่เหนือความคาดหมายอยู่เสมอ
“ถ่ายทอดราชโองการ วันนี้งดการประชุมเช้า”
จูหยวนจาง้าดึงให้หลานอวี้รั้งอยู่แต่ในจวน เพื่อรอชมการแสดงของจูอวิ่นเถิงเช่นกัน
หลังล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยงวัน จูอวิ่นเถิงถึงได้ก้าวออกจากพระราชวัง เมื่อในมือถือป้ายอาญาสิทธิ์ องครักษ์ที่คุ้มกันประตูวังก็ย่อมไม่กล้าขัดขวาง
พอออกมาด้านนอก เขาก็สอบถามที่ตั้งของกองบัญชาการองครักษ์เสื้อแพรจนแน่ชัด แล้วมุ่งหน้าตรงไปที่นั่นทันที
เมื่อชูป้ายอาญาสิทธิ์เบิกทาง ก็สามารถผ่านเข้าไปด้านในได้อย่างราบรื่น
ยามนี้ผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรคือเจี่ยงหวน เมื่อได้ยินว่าจูอวิ่นเถิงมาเยือน เขาก็รีบออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง
“เหตุใดพระนัดดาสามจึงเสด็จมาที่นี่หรือพ่ะย่ะค่ะ?” เจี่ยงหวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
อันที่จริงจูหยวนจางยังไม่ได้แจ้งเจี่ยงหวนล่วงหน้า เพียงแต่มอบป้ายอาญาสิทธิ์ให้จูอวิ่นเถิง แล้วปล่อยให้หลานชายแสดงฝีมืออย่างเต็มที่
เื่ราวทั้งหมดนี้ยังคงอยู่ในขอบเขตการควบคุมของจูหยวนจาง เขาจึงไม่กลัวว่าจะเกิดความผิดพลาดใด ๆ
“เ้าจำสิ่งนี้ได้หรือไม่?” จูอวิ่นเถิงชูป้ายอาญาสิทธิ์ให้เจี่ยงหวนดูชัด ๆ
“ขอพระนัดดาสามทรงบัญชามาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ!” ท่าทีของเจี่ยงหวนเปลี่ยนเป็นอบน้อมขึ้นมาในทันที
เขาย่อมต้องจดจำป้ายอาญาสิทธิ์นี้ได้ ผู้ที่ถือครองป้ายนี้เปรียบดั่งฮ่องเต้เสด็จมาด้วยพระองค์เอง สามารถสั่งการให้องครักษ์เสื้อแพรกระทำการใด ๆ ก็ได้ทั้งสิ้น
เอ่ยจบ เจี่ยงหวนก็ลอบตั้งข้อสงสัย ฝ่าาทรงมีรับสั่งให้พระนัดดากระทำการสิ่งใดกันแน่?
ช่างยากที่จะคาดเดาเสียจริง
“รวบรวมองครักษ์เสื้อแพรทั้งหมดมา!” จูอวิ่นเถิงประกาศกร้าวเสียงดังฟังชัด “ตามข้าไปจับคน!”
เจี่ยงหวนครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยถาม “องค์ชาย จะให้ไปจับกุมผู้ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เหลียงกั๋วกง... หลานอวี้!”
สิ้นคำกล่าวนั้น เจี่ยงหวนถึงกับยืนตะลึงงันไปในทันที
เื่การสืบสวนหลานอวี้ เจี่ยงหวนย่อมทราบดีอยู่เต็มอก ฎีกาฉบับนั้นก็เป็เขาเองที่เป็ผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย ทว่าเหตุใดจึงกลายเป็จูอวิ่นเถิงที่นำกำลังองครักษ์เสื้อแพรไปจับกุมเล่า?
นั่นไม่ใช่พระญาติของพระนัดดาหรอกหรือ?
หลานชายจะไปจับกุมท่านตา ช่างเป็การกระทำที่ขัดต่อฟ้าดินยิ่งนัก!
เจี่ยงหวนเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งและไม่กล้าซักไซ้ให้มากความ
องครักษ์เสื้อแพรที่ไม่ได้ติดภารกิจใด ๆ ถูกเรียกมารวมพลจนเสร็จสิ้น จากนั้นก็เคลื่อนขบวนตามหลังจูอวิ่นเถิง มุ่งหน้าบุกทะลวงไปยังจวนเหลียงกั๋วกงทันที
การเคลื่อนกำลังพลของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรจำนวนมหาศาล สร้างความตื่นตระหนกใไปทั่วทั้งเมืองจินหลิงในชั่วพริบตา และดึงดูดความสนใจของผู้คนนับไม่ถ้วน ต่างพากันคาดเดาไปต่าง ๆ นานาว่า การที่พระนัดดาสามนำกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรจำนวนมากเดินขบวนอย่างเอิกเกริกเช่นนี้ ้าจะทำสิ่งใดกันแน่?
หรือว่า... ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสีอีกครั้งแล้ว?
วันนี้จูอวิ่นเหวินรู้สึกทรมานอย่างแสนสาหัส ด้วยความที่ฝืนถ่างตาโต้รุ่งท่องตำราจนหน้ามืดเป็ลม จึงไม่อาจไปถวายบังคมตาเฒ่าจูได้
หลังจากกลับไปพักผ่อนอยู่ครู่ใหญ่ ครั้นถึงเวลาเรียน เขาจึงค่อยเดินไปยังหอตำราหลวง ทว่าสุดท้ายกลับพบว่า จูอวิ่นเถิงไม่โผล่หัวมาเลยตลอดทั้ง่เช้า?
ในตอนแรก จูอวิ่นเหวินรู้สึกลิงโลดใจ คิดว่าจูอวิ่นเถิงแอบหนีเรียนเป็แน่ แต่ไม่นานนักเขาก็ตระหนักได้ว่าไม่ใช่การหนีเรียน หรือว่าเสด็จปู่จะรั้งตัวจูอวิ่นเถิงไว้ให้อยู่ข้างกาย?
หากเป็เช่นนั้นจริง จูอวิ่นเหวินคงต้องใจสลายอีกรอบเป็แน่
ดังนั้นเขาจึงได้แต่นั่งอมทุกข์หดหู่ไปตลอดทั้ง่เช้า
กอปรกับที่เมื่อคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ความง่วงงุนจึงถาโถมเข้าใส่ หลายต่อหลายครั้งที่เขาเกือบจะผล็อยหลับไป
แต่ภาพลักษณ์ที่สั่งสมมาคอยเตือนสติว่า ห้ามหลับเด็ดขาด หากสัปหงกหลับไป ก็จะสิ้นสภาพการเป็ศิษย์ที่ดีทันที
“พระนัดดาพ่ะย่ะค่ะ!”
ในตอนนั้นเอง ฉีไท่ก็รีบก้าวเข้ามาพลางกล่าว “มีข่าวใหม่เข้ามาพ่ะย่ะค่ะ อาจจะเป็ประโยชน์ต่อพวกเรา โอกาสของพวกเรา... อาจจะมาถึงแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จูอวิ่นเหวินก็ตาสว่างหายง่วงเป็ปลิดทิ้ง เขารีบรุดไปยังห้องโถงด้านหลังของหอตำราหลวงทันที