บทที่ 14 ปล่อยข่าวลือแพร่สะพัด (รีไรต์)
หลังจากนั้น ลูกท้อก็ถูกส่งไปทั่วประเทศ ชาวเน็ตต่างได้ลิ้มรสผลไม้ขึ้นชื่อของหมู่บ้านสุ่ยวา
ชาวเน็ตที่ได้ลิ้มรสลูกท้อหวานฉ่ำฟรี ๆ ต่างพากันโพสต์รูปภาพลงโซเชียลมีเดียอย่างมีความสุขพร้อมกับคำชมเชยลูกท้อกันยกใหญ่
ไม่นานนัก ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วสารทิศ ยอดขายพุ่งสูง ลูกท้อที่ทั้งหวานฉ่ำ เปลือกบาง เนื้อเยอะ ก็ฝังแน่นอยู่ในใจของผู้คน
เมื่อเห็นชาวเน็ตต่างพากันชื่นชมลูกท้อของเสิ่นชิง หญิงสาวยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ
ดีมาก ทุกอย่างเป็ไปตามแผนที่วางไว้
เสิ่นชิงรู้สึกสงบ แต่ชาวบ้านกลับร้อนใจเล็กน้อย
พวกเขาทำงานหนักมาหลายวัน ใช้เงินไปก็มาก แต่กลับขายลูกท้อไม่ได้แม้แต่ลูกเดียว
อีกหนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงฤดูฝนแล้ว หากลูกท้อดูดซับน้ำฝนเข้าไป รสชาติจะไม่อร่อย แถมเริ่มเน่าเสีย
เมื่อมองไปทีู่เาท้อ ชาวบ้านก็วิตกกังวลจนหน้าซีด
ผู้ใหญ่บ้านทนไม่ไหวแล้ว ขมวดคิ้วถามว่า “ชิงชิง พวกเรากำลังขายขาดทุนแบบนี้ เมื่อไหร่จะเริ่มขายลูกท้อได้เสียที”
เสิ่นชิงทำสีหน้าผ่อนคลาย “ไม่ต้องรีบร้อน ปล่อยให้กระแสดังไปอีกสักพักเถอะค่ะ”
เธอกำลังรอปลาตัวใหญ่ที่ยังไม่ติดเบ็ด
มองเห็นท่าทางมั่นใจของเสิ่นชิง ผู้ใหญ่บ้านทำได้เพียงทำใจดีสู้เสือ ปลอบใจชาวบ้านว่าไม่ต้องกังวล
เวลาพลบค่ำ ในหน้าต่างไลฟ์ของเสิ่นชิงได้รับข้อความหนึ่ง
[สวัสดี ผมเป็พ่อค้ารับซื้อผลไม้จากเมืองไห่ ้ารับซื้อลูกท้อจำนวนมาก รบกวนขอช่องทางการติดต่อ เพื่อพูดคุยความร่วมมือครั้งต่อไปได้ไหมครับ]
เมื่อเห็นข้อความนี้ ดวงตาอันลึกล้ำของเสิ่นชิงก็เผยความดีใจออกมา
มาแล้ว! ปลาตัวใหญ่ติดเบ็ดแล้ว!
ถูกต้องแล้ว เป้าหมายของเธอคือพ่อค้าคนกลาง
มีเพียงพ่อค้าคนกลางรายใหญ่เท่านั้น ถึงจะสามารถซื้อลูกท้อบนูเาเหล่านี้ได้
ด้วยการโปรโมตของเสิ่นชิงและชาวเน็ต ทำให้ลูกท้อเป็ที่รู้จักอย่างกว้างขวาง พ่อค้าคนกลางหลายรายต่างพากันมาที่นี่
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มแก้มแทบปริ ชาวบ้านสุ่ยวาทุกคนต่างก็ยินดีปรีดา แม้แต่เ้าหมาสีเหลืองตัวใหญ่ที่ปากทางหมู่บ้านก็ยังกระดิกหางด้วยความดีใจ
แต่จางเหว่ยก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ พี่เสิ่นชิง ทำไมพวกเราไม่ขายเองล่ะ? ถ้าไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พวกเราก็จะได้กำไรมากกว่าไม่ใช่เหรอ?
เสิ่นชิงเงยหน้ามองเขาแล้วพูดว่า เด็กโง่! การไลฟ์ขายของต้องอาศัยทั้งคนไลฟ์ คนตอบแชต คนส่งของ คนดูแลหลังการขาย แต่ละขั้นตอนต้องใช้คน แถมชาวบ้านก็กำลังจะเริ่มปลูกพืชชนิดอื่นแล้ว ถ้าให้พวกเราจัดการจะทำไหวได้ยังไง?
จากนั้นเธอก็เสริมว่า การขายให้กับพ่อค้าคนกลางจะช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้มาก แถมชื่อเสียงของลูกท้อเยียนจือแห่งหมู่บ้านสุ่ยวาก็เป็ที่เลื่องลือไปไกลแล้ว ราคาที่พ่อค้าคนกลางเสนอมาก็คงไม่ต่ำมากหรอก
จางเหว่ยฟังแล้วก็เข้าใจ ยกนิ้วโป้งให้พี่เสิ่นชิง สุดยอดมาก!
ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน ผู้ใหญ่บ้านก็เดินยิ้มร่าเข้ามา
เสิ่นชิงยิ้มถามผู้ใหญ่บ้าน “เป็ยังไงบ้างคะ?”
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ “ฮ่า ๆ ๆ ราคาที่รับซื้อคือ 10 หยวนต่อจิน! ปีนี้ผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ 4,000 จิน ูเาหนึ่งลูกปลูกต้นท้อได้ 10 ไร่ แคู่เาหนึ่งลูกก็ทำเงินได้ 400,000 หยวนแล้ว! พวกเรามีูเาท้อเป็สิบ ๆ ลูกเชียวนะ!
ตอนแรกเสิ่นชิงคาดการณ์ไว้ว่าจะทำเงินได้ 400,000 หยวน แต่ตอนนี้กลับทำเงินได้มากกว่านั้น ทุกอย่างเพิ่มขึ้นเป็สิบเท่า เกินความคาดหมายของชาวบ้านไปมาก
ตอนนี้ชาวบ้านดีใจจนนอนไม่หลับ พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะหาเงินได้มากขนาดนี้
จางเหว่ยถึงกับอ้าปากค้างเมื่อได้ยิน บ้าไปแล้ว! ได้กำไรเยอะขนาดนี้เลยเหรอ? งั้นเขากลับไปปลูกผักผลไม้ที่บ้านดีกว่า
ไม่ได้ ๆ ที่ขายได้ราคาดีขนาดนี้ก็เพราะพวกเธอ ถ้าไม่มีชิงชิง ลูกท้อของพวกเราก็คงเน่าคาต้นไปแล้ว ผู้ใหญ่บ้านโบกมือปฏิเสธ พลางหยิบซองแดงหนาเตอะสองซองออกมา ยัดใส่มือทั้งสองคน
จางเหว่ยหน้าด้านรับมาแล้วยัดใส่กระเป๋าตัวเองอย่างยิ้มแย้ม ส่วนเสิ่นชิงกลับไม่ยอมรับ ในความคิดเธอ สิ่งนี้เป็เพียงเื่เล็กน้อยเท่านั้น
ผู้ใหญ่บ้านร้อนใจ รีบยัดซองแดงใส่มือเสิ่นชิง “เด็กน้อย รับไปเถอะ นี่เป็น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพวกเราทุกคน”
เสิ่นชิงเข้าใจความยากลำบากของชาวบ้านดี พวกเขาทำงานหนักมาทั้งปี มีแค่่เก็บเกี่ยวเท่านั้นถึงจะมีรายได้
ถ้าปีไหนโชคร้าย เจอสภาพอากาศเลวร้ายก็อาจจะไม่ได้อะไรเลย
แม้ว่าทั้งหมู่บ้านจะขายลูกท้อได้เงินถึง 4 ล้านหยวน แต่พอหารเฉลี่ยให้แต่ละครัวเรือนแล้วก็ตกแค่บ้านละไม่กี่หมื่นหยวน ถือว่าไม่ได้มากมายอะไร
ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไรเสิ่นชิงก็ไม่ยอมรับเงินก้อนนี้
ในที่สุด เมื่อทนการรบเร้าของผู้ใหญ่บ้านไม่ไหว เสิ่นชิงจึงเอ่ยปากว่า ถ้าอย่างนั้น พวกคุณช่วยหาเวลาว่างมาช่วยฉันทำไร่ทำนาก็แล้วกัน ต่อไปนี้ฉันจะทุ่มเทให้กับการเตรียมสอบอย่างเต็มที่แล้ว
ั์ตาของผู้ใหญ่บ้านเป็ประกาย พยักหน้าหนักแน่น ได้!
สองวันต่อมา เสิ่นชิงยังคงเรียนรู้ในห้องไลฟ์ แต่คลิปวิดีโอและเื่ราวการตอนหมูของเธอผ่านการแชร์ต่อและหมักหมมเป็ระยะเวลาหนึ่ง ในที่สุดก็โด่งดังเป็ไวรัลบนโลกอินเทอร์เน็ต
ชาวเน็ตต่างพากันขนานนามเสิ่นชิงว่า ‘จอมทำลายล้าง’ ‘เทพีเก็บลูกท้อ’ ‘ปรมาจารย์ด้านการทำหมัน’
หลายคนแห่กันมาที่ห้องไลฟ์ของเธอเพราะอยากเห็นโฉมหน้า ปรมาจารย์ด้านการทำหมัน
ชาวเน็ตบางคนที่ได้กินลูกท้อเยียนจือที่เสิ่นชิงแจก ต่างรู้สึกเกรงใจที่ได้รับของฟรี จึงพากันส่งของขวัญในห้องไลฟ์
แต่เสิ่นชิงไม่อยากให้ชาวเน็ตส่งเงินให้บริษัท เธอจึงปิดช่องทางรับของขวัญ
การกระทำเช่นนี้ของเธอทำให้ได้รับความรู้สึกที่ดีจากผู้ชมจำนวนไม่น้อย
ความนิยมในช่องไลฟ์ของเสิ่นชิงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งแซงหน้าเฉียวอวี้เหอ และกลายเป็อันดับหนึ่งในเทรนด์ยอดนิยม
เฉียวอวี้เหอไม่คิดว่าเสิ่นชิงจะสามารถบดบังรัศมีของเธอได้ หล่อนจึงไม่พอใจอย่างมาก
เดิมทีเธอ้าใช้ไลฟ์งานเต้นรำเพื่อเพิ่มชื่อเสียงให้ตัวเอง แต่ตอนนี้ทุกคนกลับให้ความสนใจกับเสิ่นชิง
เฉียวอวี้เหอเงยหน้าขึ้นดื่มไวน์แดงในแก้วจนหมด ดวงตาฉายแววเ็าและโเี้
อีกสองวัน ขั้นตอนการซื้อกิจการบริษัทเจียอี้ก็จะเสร็จสิ้น
ถึงตอนนั้น เสิ่นชิงก็จะเป็แค่ตั๊กแตนตำข้าวในกำมือของเธอ
ตั๊กแตนตำข้าว… ถนัดที่สุดก็คือการคุกเข่า
เฉียวอวี้เหอเลียริมฝีปาก ราวกับว่าสิ่งที่เปื้อนอยู่นั้นไม่ใช่คราบไวน์ แต่เป็เืของเสิ่นชิง
…
บนถนนในชนบท ลู่เย่ขับรถบูกัตติสีฟ้าของเขาฝ่าโคลนไปอย่างยากลำบาก
โครม!
รถแทรกเตอร์คันหนึ่งพ่นควันดำโขมงพุ่งตรงมาจากข้างหลัง ล้อทั้งสี่ยกสูงเคลื่อนที่บนโคลนอย่างง่ายดาย ไร้ซึ่งอุปสรรค
หญิงชราขับรถแทรกเตอร์ มือหนึ่งจับพวงมาลัย อีกมือคีบบุหรี่ดูเท่ไม่น้อย
อันที่จริง ลู่เย่ก็แค่อยากถามทางหญิงชรา ทว่าปรากฏเขากลับตามไม่ทัน
นี่มันไร้สาระสิ้นดี รถสปอร์ตระดับท็อปราคาสี่สิบล้านกว่าของเขา แพ้รถแทรกเตอร์เนี่ยนะ!
หลังวนเวียนอยู่นาน ลู่เย่ก็ขับตามรอยล้อรถแทรกเตอร์จนมาถึงในหมู่บ้าน
จากนั้น เขาก็เห็นร่างที่คุ้นเคยเป็อย่างดีอยู่ในหมู่บ้าน
ตอนนั้นเอง เสิ่นชิงก็บังเอิญหันมาเห็นลู่เย่พอดี
ทั้งสองคนสบตากัน บรรยากาศโดยรอบก็ลุกโชนดั่งไฟทันที
ลู่เย่มองเสิ่นชิงด้วยสายตาสะใจอย่างปิดไม่มิด
คิดไม่ถึงว่าคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฉียวที่เคยเปล่งประกาย กลับต้องมาสวมเสื้อยืดลายดอกไม้ราคาถูกกับรองเท้าผ้าใบสีดำ เหมือนสาวชาวบ้านไม่มีผิดเพี้ยน
เขาสำรวจเสิ่นชิงั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะแสยะยิ้มเยาะเย้ย บ้านนอกคอกนา แถมยังดูราคาถูก
เสิ่นชิงไม่อยากจะเอ่ยตอบโต้ เธอไม่คิดว่าลู่เย่จะมาเยาะเย้ยเธอถึงที่นี่ เธอเลิกคิ้ว มองเขาอย่างไม่แยแส น่าเบื่อ ไร้มารยาท
พูดจบ เธอก็เดินหันหลังให้โดยไม่เหลียวกลับไป บ่งบอกถึงความมั่นใจ
ในอดีตคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลใหญ่ที่เคยรุ่งโรจน์ คงต้องรู้สึกอับอายขายหน้า หากต้องให้คนรู้จักมาเห็นสภาพตกอับเช่นนี้
ทว่าเสิ่นชิงกลับไม่คิดแบบนั้น เธอรู้สึกว่าชีวิตตอนนี้ ดีกว่าตอนอยู่ที่ตระกูลเฉียวมาก
ลู่เย่เห็นเสิ่นชิงเดินจากไป ก็ยักคิ้วอย่างลำพองใจ เขาคิดว่าเพราะเสิ่นชิงโกรธจนทนไม่ไหว เลยเดินหนีไป
ลู่เย่ยกมุมปากขึ้นเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน
แค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้ว? แต่เขาเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น