พิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค1 ดินแดนแห่งท้องฟ้า

    ตอนที่ 13 นี่คือวิธีที่ข้าจะใช้

    ตอนนี้ทุกสายตาของคนทั่วทั้งลานพิธี จับจ้องไปที่ร่างของนักรบฝึกหัดคนนั้น เขาเป็นเด็กชายร่างอ้วนขนาดพอๆกับอู๋ต้า แต่ผิวคล้ำกว่า และเตี้ยกว่า ชื่อของเขาคือ จูโย่วจูโย่วเดินออกมาพร้อมถือดาบที่หน้าลานพิธี จากนั้นก็ชักดาบใหญ่ออกมาและพยายามหันใบดาบให้สะท้อนภาพของพระจันทร์ที่กำลังเต็มดวง“จูโย่ว คนนี้คิดเหมือนข้า และวิธีที่เขาใช้ก็คือวิธีที่ข้าคิด ความลับของปริศนานี้อาจเกี่ยวข้องกับพระจันทร์ เพราะท่านเทพเป็นคนเลือกเปิดถ้ำในวันนี้  ข้าควรรีบออกไปตัดหน้าก่อนที่เขาจะทำสำเร็จ”เจิ้นเทียนคิดในใจ ทำท่าเหมือนจะลูกขึ้นแต่แล้วก็กลับไปนั่งเช่นเดิม“ไม่สิ ไม่ถูกต้อง แม้ว่านี่คือวิธีที่ข้าจะใช้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะแก้ปริศนาได้ไหม และท่านเทพก็บอกแล้วว่า มรดกวรยุทธ์ชุดนี้ไม่จำกัดจำนวนผู้ได้รับ หากเขาทำสำเร็จจริง ข้าก็ยังสามารถพายเรือตามน้ำใช้วิธีเดียวกันได้ ”  เจิ้นเทียนคำนวณในใจอีกรอบแล้ว กลับไปนั่งที่เดิมแล้วจับจ้องวิธีที่จูโย่วกำลังจะใช้ไม่เพียงแต่เจิ้นเทียน มู่ปิงและหวังอู่ก็คิดแบบเดียวกัน ว่าปริศนานี้น่าจะเกี่ยวกับพระจันทร์เพราะวันนี้เป็นคืนวันเพ็ญ ส่วนวิธีไขปริศนานั้นทุกคนยังคิดต่างกันไปคนละแบบจูโย่วใช้เวลาพอสมควรในการพยายามหันใบดาบให้สะท้อนภาพของพระจันทร์ เมื่อสะท้อนภาพของพระจันทร์ได้ เข้าก็พยายามสะท้อนแสงจันทร์เข้าไปที่รูปควันที่อยู่บนหินสีดำ“เป็นวิธีเดียวกับที่ข้าคิดจริงๆด้วย” เจิ้นเทียนรำพันกับตัวเองเมื่อแสงจันทร์สะท้อนที่รูปควันแล้ว ทุกคนก็รอดูการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น…. “ข้าจูโย่วนั่งสังเกตทุกวิธีที่คนอื่นทำมาหมดแล้ว คนที่นี่ลืมความลับไปอย่างหนึ่งนั่นคือพระจันทร์เต็มดวง และข้าก็รอให้ถึงยามจื่อ เพื่อให้พระจันทร์ดวงใหญ่ที่สุด นี่น่าจะสมบูรณ์แบบในการใช้วิธีนี้แก้ปริศนา” จูโย่วคิดในใจด้วยสายตาที่มุ่งมั่น เมื่อเวลาหนึ่งเค่อผ่านไป........สองเค่อ  สามเค่อ ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งผ่านไปครึ่งก้านธูป ใบหน้าของจูโย่วเริ่มมีเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดออกมาหลายเม็ด“ไม่..วิธีนี้ต้องถูกต้องสิ  หรือว่าแสงที่สะท้อนอาจจะไกลเกินไป ข้าต้องเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความเข้มของแสง”เมื่อเห็นว่าวิธีที่ใช้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จูโย่วจึงค่อยๆขับตัวไปข้างหน้าพร้อมสะท้อนแสงจันทร์ไปที่รูปควัน ตอนนี้ทุกคนจับจ้องสายตาไปที่เขา พร้อมหยุดการกระทำทุกอย่างขณะที่ค่อยๆก้าวเข้าไป จูโย่วระวังให้แสงสะท้อนไม่ขาดตอนและเมื่อเขาไปอยู่ตรงหน้าแท่นบูชา หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้น เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดออกมาอีครั้งจากหน้าผาก“ไม่!!!...ทำไมมันไม่เกิดอะไรเลย หรือข้าต้องเสี่ยงดวงกับขั้นตอนสุดท้าย”ขณะที่กำลังตัดสินใจอยู่นั้น พลันจูโย่วก็ขยับ ตัวแล้วค่อยๆยื่นดาบที่สะท้อนเงาพระจันทร์ไปแตะที่รูปควันปริศนา“นี่มันสุดยอดมาก เขาคิดได้อย่างไร”“มันต้องเป็นวิธีที่ถูกต้องแน่ๆ เพราะเกี่ยวกับพระจันทร์”“กฎห้ามสัมผัส หากใช้ดาบไปแตะรูปควันแทนก็น่าจะไม่ผิดกฎ”“หากจูโย่วทำสำเร็จ  ข้าจะใช้วิธีนี้บ้าง”เสียงความคิดของทุกคนต่างหลากหลายความคิดและวินาทีที่ปลายดาบของจูโย่วสัมผัสกับรูปควันนั้น  ตัวของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นชั่วอึดใจ“สำเร็จแล้วแน่ๆ!! ร่างกายข้ารู้สึกเหมือนจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ข้าจูโย่วทำได้แล้ว.....” ทุกสายตาที่มองมาที่จูโย่ว ก็ลุ้นระทึก สักพักทุกคนก็ทำหน้าเหลือเชื่อ เมื่อร่างของจูโย่วเกิดการกระพริบสั่นไหว.........แล้ว....จู่โย่วก็หายไป“เขาหายไปไหนแล้ว?”“เขาทำผิดกฎหรือสำเร็จ”“สรุปแล้วเขาโดนส่งตัวออกไปใช่ไหม?”หลายคำถามผุดขึ้นมาในจิตใจของนักรบฝึกหัดทั้งหมด ไม่มีใครรู้ว่าจูโย่วทำสำเร็จหรือไม่“จูโย่วผู้นี้ต้องทำไม่สำเร็จแน่ เพราะวิธีที่เขาหายไปเหมือนกับคนอื่นๆ ดีนะที่ข้าไม่ออกไปลองด้วยวิธีนี้”“ข้าต้องคิดวิธีใหม่แล้วค่อยๆรวบรวมเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มเข้ามา เผื่อจะได้เบาะแสเพิ่มขึ้น” เจิ้นเทียนคิดในใจพลางนั่งทำสมาธิต่อแต่นักรบฝึกหัดหลายคนไม่ได้คิดแบบนั้น พวกเขาคิดว่าวิธีนี้น่าจะถูกจึงทำตามวิธีของจูโย่ว แล้วพวกเข้าก็หายไป“เจ้าพวกโง่ แค่เพียงนั่งรอเฉยๆ แล้วทำตามใครที่แก้ปริศนาสำเร็จก็ได้แล้ว ไม่ต้องเสี่ยงขนาดนั้น”หวังอู่มองเหล่านักรบฝึกหัดที่หายไป พลางยิ้มเหยียดมุมปากหลังจากที่นักรบฝึกหัดคนสุดท้ายหายไป ทุกคนก็พักผ่อนและไม่มีใครได้ทดลองอีกตอนนี้เหลือนักรบฝึกหัดเพียงยี่สิบคน......................................... รุ่งเช้าวันใหม่ เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มฉายแสงลงมา เสียงเก่าแก่โบราณของท่านเทพประจำเผ่าก็ดังขึ้น“วันนี้ข้าจะ...........................”…………………………………………………….*ยามจื่อ : เวลาประมาณเที่ยงคืน