ที่ห้องสอบสวนโระกะถอดหน้ากากออกและเดินเข้าห้องไปเพื่อสอบสวนโฮเกอร์ด้วยตัวเอง
“คิดจะทำอะไรถอดหน้ากากออกทำไม”
มาซากำลังสงสัยว่าทำไมโระกะถึงได้จงใจถอดหน้ากากออกเช่นนั้น
“อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือฉันมั่นใจว่าเด็กนั่นต้องเป็พวก Microzard แน่ๆ”
“โระกะ..นายคิมคนนั้นบอกแล้วไม่ใช่เหรอถ้าโดนจั้มครั้งหนึ่งแล้วก็จะโดนไปจนกว่าจะตาย ไม่มีทางรอดได้ไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอที่จะทำแบบนี้”
โระกะไม่สนใจคำทัดทานของมาซา เธอเดินเข้าห้องไปโดยไม่สวมหน้ากากเหมือนตั้งใจให้เห็นหน้าโฮเกอร์มองมาที่โระกะแล้วก็หัวเราะ
“ผิดคาดแหะนึกว่าจะเป็คุณป้ามากกว่านี้ซะอีก หน้าตาสวยกว่าที่คิดเลยนะ”
เขาพูดออกไปนั้นก็จริงแต่เขารู้เจตนาของโระกะอยู่แล้วว่าเธอ้าอะไร(กำลังท้าทายกันอยู่งั้นเหรอ) เขาคิดในใจเช่นนั้นโระกะเดินไปดึงหน้ากากของโฮเกอร์ออกและจ้องหน้าเขาอย่างจริงจัง
“เอาแหละฉันจะไม่โต้เถียงกับนายแล้วกัน บอกเื่ที่รู้มา แล้วฉันจะปล่อยนาย”
“เื่อะไรล่ะครับที่คุณป้าอยากรู้ ถ้าสัดส่วนล่ะก็ต้องเข้ามาวัดเองนะ เพราะจำไม่ได้”
โฮเกอร์พยายามยียวนกวนประสาทเพื่อให้โระกะโมโหแต่เธอก็พยายามนิ่งและพูดต่อ
“ฉันได้หมายค้นแล้วแปลว่าฉันมีอำนาจในการตรวจสอบที่นั่นทั้งหมดรวมถึงพนักงานที่รู้เื่การชุมนุมพัฒนาความฝันนั้นด้วยซึ่งก็ไม่ยากถ้าฉันจะขอศาลให้เปิดเผย ID ของนาย ในนั้นคงไม่ได้บอกแค่สัดส่วนหรอกนะ”
· ใน ID จะมีข้อมูลแทบทุกอย่างนอกจากข้อมูลทั่วไปแล้วพวกส่วนสูง น้ำหนัก สัดส่วน ประวัติการรักษา ชื่อพ่อแม่สถานที่เกิดย้ายที่อยู่มากี่ครั้ง เคยทำงานที่ไหนมาบ้าง เป็ข้อมูลที่ค่อนข้างละเอียดมาก
โฮเกอร์มองหน้าโระกะด้วยสีหน้าที่ดูเครียดมากขึ้นเขาค่อนข้างสงสัยว่าโระกะรู้ได้ยังไงว่าที่นั่นเป็ที่ซ่องสุมสำหรับฝึกการตื่นในฝันเอกสารเพราะสิ่งที่เหลืออยู่ในนั้นก็มีเพียงแค่โต๊ะกับเชิงเทียนเขาจึงเริ่มคิดว่าเธออาจเคยเห็นหรือเคยรู้วิธีการฝึกมาก่อน จึงไม่คิดจะปกปิดเื่นี้อีกต่อไป
“พวกนั้นก็แค่คนที่เบื่อโลกแห่งความจริงเท่านั้นการเสียคนรัก ความคิดถึง ความทรมาน ทุกสิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่อยากอยู่ในโลกแห่งความเป็จริงพวกเราก็แค่ทำให้พวกเขาได้หลุดพ้นจากความทรมานพวกนั้น มันผิดด้วยเหรอ”
“หลุดพ้นด้วยความตายงั้นเหรอ?
“นั่นน่ะ ไม่ใช่ความผิดของพวกเรานะพวกเขาข้ามขั้นกันเอง?”
“ข้ามขั้น......ยังไง?”
โฮเกอร์ที่เริ่มรู้ตัวว่าพูดมากเกินไปก็เริ่มหยุดนิ่งเขากำลังหาทางกลบเกลื่อนเื่ข้ามขั้นเมื่อกี้ไปแต่โระกะจ้องเขาด้วยสีหน้าจริงจัง หากไม่ตอบออกไปอาจจะโดนจับขังก็เป็ได้
“คือ...การฝึกต้องใช้เวลาพอสมควรพอสามารถรู้ตัวว่าฝันแล้ว จำเป็ที่ต้องฝึกต่อ จนกว่าจะมั่นใจว่าแยกแยะได้ ข้อห้ามคืออย่าทำเื่เสี่ยงในฝัน เพราะถ้าฝันใน่ใกล้จะตื่น หรือกำลังจะหลับ จะแยกออกได้ยากมากว่าจริงหรือฝันผมไม่รู้ว่าพวกเขาฝันอะไร ถึงกล้าทำแบบนั้น “
โฮเกอร์พูดโดยไม่สบตาโระกะเขาหันหน้าหนีไปอีกทางหนึ่งตลอดวลา
“นายจะบอกว่ามันเป็อุบัติเหตุจากการฝึกฝนงั้นเหรอ?”
“แล้วคุณคิดว่าผมจะสั่งให้เขาไปฆ่าตัวตายได้ยังไงกัน”
“แล้วรอยสักล่ะ?”
“คนที่เข้ากลุ่มก็จะสักกันทุกคนจะได้รู้ว่ามาจากที่ไหนเพื่อไม่ให้มันดูเด่นเกินไปก็จะเพ้นท์ลายอื่นทับลงไป”
“หมายความว่าไงมีกลุ่มอื่นที่ทำแบบนี้อีกงั้นเหรอ?”
โฮเกอร์หัวเราะขึ้นทันทีเข้าหันหน้ากลับมามองโระกะ
“นิคุณไม่รู้หรือแกล้งโง่กันแน่มีทุกเขต ทั่วประเทศนั่นแหละ มีการก่อตั้งกลุ่มเพื่อฝึกฝนแต่ละกลุ่มก็ใช้สัญลักษณ์เพื่อจะได้รู้ว่าเป็คนในกลุ่มจริงหรือไม่หรือเป็พวกแอบเข้ามา ออกจากกะลาทีเหอะคุณ มาเป็ตำรวจได้ยังไงเื่แค่นี้ยังไม่รู้”
โระกะเริ่มโมโหจึงกระชากคอเสื้อของโฮเกอร์ขึ้นมาก แต่มีคนของรัฐบาลเข้ามาเสียก่อน ทำให้โระกะต้องหยุดการสอบสวนมาซาเลยรีบเดินเข้ามาเอาหน้ากากให้เธอใส่
“เราจะสอบปากคำนายโฮเกอร์เอง”
เ้าหน้าที่ของรัฐนำตัวโฮเกอร์ออกไป ทั้งคู่คิดอยู่แล้วว่าเื่นี้มีเบื้องหน้าเื้ัรัฐบาลและคนใหญ่คนโตของประเทศ ต้องมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับเื่นี้ต้องมีเหตุผลอะไรที่ยกเลิก และปิดบังเื่เหล่านี้ แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ในตอนนี้ต้องปล่อยให้เ้าหน้าที่รัฐพาตัวโฮเกอร์ไป
หลังเลิกงานโระกะกลับบ้านดึกเช่นเคย เที่ยงคืนกว่าแล้ว เธอทำตัวตามปกติ อาบน้ำและเข้านอนเพื่อฝึกเื่การตื่นในฝัน
ที่กลางถนนแห่งหนึ่ง โระกะเดินอยู่ลำพังแสงไฟสลัวๆ ส่องลงมาแค่พอเห็นทางเธอเริ่มกลัวนิดหน่อยเพราะไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน ไม่นานนักฝนก็เริ่มตกลงมาเธอวิ่งไปที่สถานีรถไฟมีคนมากมายเดินออกจากสถานีมาและต้องหยุดที่ด้านหน้าเพราะฝนกำลังตกอยู่เธอโดนเบียดเสียดเล็กน้อย ก่อนที่จะรู้สึกร้อนผ่าวที่ต้นคอสัญชาตญาณบอกว่ามีคนปองร้ายอยู่ เธอหันกลับไปทันทีมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังและสแยะยิ้มออกมา โระกะที่ถือมีดอยู่ในมือจึงใช้มันเสียบเข้าที่ต้นคอของชายคนนั้นทันที แล้วความฝันก็เปลี่ยนไป
ที่สนามเด็กเล่น โระกะกลายเป็เด็กอีกครั้งเธอมองไปที่ห้องของเธอที่อยู่ชั้น 6 แม่ยืนมองอยู่ที่ระเบียง เธอโบกมือให้แม่“แม่คะ แม่คะ” แม่ยิ้มและโบกมือกลับมาให้เธอ “แม่” เธอเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากำลังอยู่ในความฝันเพราะแม่ของเธอนั้นได้จากไปนานแสนนานแล้ว
พอรู้ตัวว่ากำลังฝัน เธอก็ตื่นน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง “แม่” เธอเรียกแม่อีกครั้งด้วยความคิดถึง“นานแค่ไหนแล้วนะที่แม่จากไป ฉันไม่เคยฝันเห็นแม่เลยสักครั้ง” โระกะเริ่มเข้าใจว่าทำไมคนพวกนั้นถึงไปที่ผับนั้นเพื่อฝันเพราะมันทำให้เราได้พบกับคนรักที่จากไปสามารถพูดคุยปรับทุกข์เพื่อให้คลายความคิดถึงได้อีกครั้ง
โระกะมาถึงกรมตำรวจตามปกติชิรูกับมาซามากันก่อนแล้วและเหมือนกำลังพูดคุยบางอย่างกันอยู่ เธอจึงถาม
“มีอะไรงั้นเหรอ?”
“เด็กนั่นถูกปล่อยตัวแล้วแต่ก็ติดแท็กป้องกันไว้แหละนะ”
มาซาบอกความคืบหน้าให้เธอฟัง
“ง่ายเกินไปรึเปล่าหลักฐานชัดขนาดนี้ยังกล้าปล่อยตัวอีกเหรอ”
“คงมีเหตุผลบางอย่างผมเองก็คิดว่าเขาน่าจะเป็แค่ลูกสมุน รัฐบาลอาจจะ้าสาวให้ถึงตัวผู้บงการก็ได้เลยปล่อยเขาชั่วคราว”
ชิรูแสดงความคิดเห็นที่มีเกี่ยวกับเื่นี้จากนั้นโระกะก็ขอตำแหน่งที่อยู่ของโฮเกอร์ ถึงแม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้สอบปากคำแล้วแต่เธอมีข้อสงสัยที่ต้องถาม มาซาจึงขอไปด้วย
ที่ห้องพักของโฮเกอร์มาซายืนเคาะประตูหน้าห้องอยู่นาน แต่เขาก็ไม่ยอมออกมามาซาจึงเคาะไปเรื่อยๆจนเขาเริ่มรำคาญเลยเดินออกมาเปิดประตู
“นายเป็คนยุคไหนเนี้ยถึงได้เคาะประตูแบบนี้ มันเสียมารยาทนะถ้าข้างห้องไปแจ้งตำรวจจะทำยังไง”
มาซาขี้นิ้วมาที่ตัวเองและทำหน้ายียวนกวนประสาทใส่
“ก็ฉันนี้แหละตำรวจอีกอย่างใส่หน้ากากอยู่ มันสแกนใบหน้าไม่ได้อยู่แล้ว”
· ความเป็ส่วนตัวเป็เื่ที่สำคัญมากในยุคนี้ การส่งเสียงดังส่งกลิ่น หรือกระทำการใดๆที่รบกวนคนอื่น สามารถแจ้งความจับได้ทันทีการเคาะประตูจึงไม่นิยมทำกันเพราะส่งเสียงดัง และถือเป็การเสียมารยาทเมื่อไปถึงบ้านหรือห้องพักจะมีจอให้สแกนใบหน้าว่าใครมาขอพบสำหรับตำรวจเพื่อความปลอดภัยจะไม่เปิดเผยใบหน้าให้ใครเห็นอยู่แล้วดังนั้นส่วนใหญ่เวลาไปพบใครจะยื่นบัตรตำรวจให้ดูแทนการสแกนใบหน้า
โฮเกอร์เปิดประตูไว้และเดินเข้าไปในห้องมาซากับโระกะก็เดินตามเข้ามา โฮเกอร์เริ่มบ่นขึ้นมาอีก
“ปกติเขาต้องโชว์บัตรตำรวจไม่ใช่เหรอ”
“คนอันตรายอย่างนายให้ดูของสำคัญแบบนั้นได้ไง”
มาซาตอบและเดินวนไปรอบๆห้องเหมือนสำรวจบางอย่างโฮเกอร์มองตามแต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร
“ติดแท็กไว้ขนาดนี้จะไปทำอะไรได้เดินออกไปไกลหน่อยก็มีเสียงวี๊ดในหัวแล้ว ว่าแต่....พวกนายมาทำอะไรที่นี่”
· แท็กคล้ายกำไลอิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรียก กำไล EM แต่แท็กจะเป็การฝังเข้าไปในร่างกายส่วนใหญ่จะเป็ที่ใบหู หากออกนอกพื้นที่ที่กำหนดแท็กจะส่งสัญญาณเสียงที่มีผลต่อระบบประสาทจะมีอาการปวดหัวและหูอย่างมาก
โระกะนั่งลงบนโซฟาและเริ่มถามข้อสงสัย
“นายเป็จั้มเปอร์สินะเมื่อคืนนานตั้งใจทำร้ายฉันใช่มั้ย”
“ก็คุณ้าแบบนั้นไม่ใช่เหรอครับไม่งั้นคงไม่ถอดหน้ากากตอนเข้ามาเจอผมหรอก แต่ก็ถือว่าเก่งมากนะที่รู้ว่าเป็ผมไม่เหมือนหมอนั่น ไม่รู้อะไรเลย”
“เอ๊ะ! นายเข้าฝันฉันด้วยเหรอ เป็ไปได้ไงนายไม่เห็นหน้าฉันนิ”
“ความรู้อันน้อยนิดของพวกเลเยอร์1สินะจริงอยู่ว่าต้องเห็นหน้าเป้าหมายที่้าจั้ม แต่ถ้าไม่เห็นหน้าแค่ััก็ได้แล้ว ตอนที่นายล็อกคอฉัน ฉันเอามือจับที่ข้อมือนายไม่แปลกหรอกที่ในฝันจะไม่รู้อะไร ตัวจริงก็โง่เหมือนในฝันนั่นแหละ”
มาซาเริ่มโมโหที่โดนเด็กอย่างโฮเกอร์ต่อว่าเขาเดินเข้าไปหากะว่าจะซัดสักหมัดให้หายแค้น แต่โระกะก็ห้ามไว้
“หัวหน้านายคือใครคนที่ชื่อรูบิคงั้นเหรอ? พวกนาย้าอะไรกันแน่”
โฮเกอร์ได้แต่ยิ้มและกวนประสาทตลอดเวลาแน่นอนว่าเขาไม่มีทางบอกหรือให้รายละเอียดอะไรกับเธอแน่ๆ โระกะกับมาซาเลยไม่อยากเสียเวลาจึงจะกลับกรมตำรวจ
“นิ...คุณป้าทำไมถึงคิดว่าคนนั้นเป็ผมล่ะหรือว่าเปิดหน้าให้ผมเห็นแค่คนเดียวเลยมั่นใจว่าเป็ผมแน่”
โระกะที่กำลังจะเดินออกนอกห้องก็หยุดและหันมาตอบคำถามด้วยความแปลกใจ
“ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะฉันเห็นหน้านายไงถามแปลกๆ ฉันมั่นใจมากว่าไม่ใช่บอทเพราะมันเหมือนตัวจริงเกินไปทั้งท่าทางและรอยยิ้มชวนสยองนั่น”
หลังจากทั้งคู่ออกไป โฮเกอร์แอบมองพวกเขาจากที่หน้าต่างห้องเขาสงสัยว่าทำไมโระกะถึงรู้ เพราะเขาไม่ได้จั้มเข้าไปด้วยใบหน้าของตัวเอง
“เธอรู้ได้ยังไง หรือว่า.......”